You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
เทียบปฏิบัติการระงับเหตุกราดยิงจากโคราชสู่เพชรบุรี
นับตั้งแต่เหตุกราดยิงครั้งรายแรงที่ จ.นครราชสีมา มาจนถึงเหตุกราดยิงที่ จ. หนองบัวลำภู รวมทั้งกรณีล่าสุดที่ จ. เพชรบุรี ล้วนลงเองด้วยปฏิบัติการวิสามัญฆาตกรรม หรือไม่ก็ผู้ก่อเหตุฆ่าตัวตาย
แต่คำถามที่มักเกิดขึ้นระหว่างปฏิบัติการ คือ เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการทันสถานการณ์และให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบเพียงพอหรือไม่
ในกรณีกราดยิงที่ จ. เพชรบุรี ครั้งล่าสุด พล.ต.ท. ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ผู้บัญชาการ ตำรวจภูธรภาค 7 อธิบายกับสื่อมวลชนว่า
"การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามขั้นตอนยุทธวิธีจากเบาไปหาหนัก พยายามป้องกันประชาชน และดำเนินการให้เจ้าหน้าที่ปลอดภัยทุกนาย ตามนโยบายที่ พ.ต.อ. ต่อศักดิ์ สุขวิมล รอง ผบ.ตร. มอบหมาย เพราะสถานการณ์ยืดเยื้อ ไม่อยากให้เกิดการสูญเสีย พยายามให้โอกาสเกลี้ยกล่อมให้มอบตัวหลายครั้ง ทั้งให้แม่และเพื่อนพยายามเกลี้ยกล่อมแต่ไม่เป็นผล คนร้ายยังยิงต่อสู้อย่างต่อเนื่อง"
จากพฤติกรรมรุนแรงของผู้ก่อเหตุที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ราย และผู้บาดเจ็บอีก 3 ราย ทั้งประชาชนและตำรวจ จึงจำเป็นต้องใช้ปฏิบัติการเด็ดขาด ขณะชุดจับกุมเข้าปฏิบัติการพบผู้กระทำผิดยังต่อสู้และยิงใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ กระสุนถูกโล่กันกระสุนถึง 6 นัด เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องวิสามัญคนร้าย ทั้งที่ไม่อยากให้เกิดความสูญเสียเช่นนี้
บีบีซีไทยรวบรวมข้อมูลของเหตุกราดยิงครั้งร้ายแรงทั้ง 4 ครั้ง ในรอบ 3 ปีที่ผ่านดังนี้
เหตุกราดยิงโคราช
เกิดขึ้นช่วงบ่ายของเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2563 ซึ่งตรงกับวันมาฆบูชา โดยผู้ก่อเหตุคือ จ.ส.อ.จักรพันธ์ ถมมา เริ่มแรกได้กราดยิงผู้บังคับบัญชา ก่อนที่จะขับรถไปยังสถานที่ต่าง ๆ กราดยิงประชาชน โดยจุดสุดท้ายคือห้างสรรพสินค้าเทอร์มินอล 21 โคราช จึงทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเข้าควบคุมสถานการณ์ เนื่องจากมีการจับประชาชนเป็นตัวประกัน 50 คน
ปฏิบัติการครั้งนั้น ใช้ทั้งเจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่ส่วนกลางอย่าง พล.ต.ต. จิรภพ ภูริเดช ผู้บังคับการปราบปราม พร้อมด้วยทีมหนุมานกองปราบหน่วยคอมมานโดมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ 904 รวมทั้ง พล.ต.อ. จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ในขณะนั้น พ.ต.อ. กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. ลงมายังพื้นที่เพื่อควบคุมปฏิบัติการ
ระยะเวลา : ในการควบคุมเหตุกราดยิงแบบข้ามวันข้ามคืนจนถึงการลงมือวิสามัญฆาตกรรมรวม 17 ชั่วโมง
ความสูญเสียต่อชีวิต: ประชาชนเสียชีวิตรวม 29 ราย และบาดเจ็บ 57 ราย
มูลเหตุแห่งการเกิดเหตุ: ผู้ก่อเหตุไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชาและเครือญาติ โดย 2 ฝ่ายได้ซื้อขายที่ดินผิดสัญญากันในเรื่องผลตอบแทน
เหตุกราดยิงหนองบัวลำภู
เหตุอุกฉกรรจ์ครั้งรายแรงนี้ กลายเป็นสนใจของสำนักข่าวต่างชาติเนื่องจากเหยื่อส่วนใหญ่เป็นเด็กเล็ก โดยผู้ก่อเหตุคือ ส.ต.อ. ปัญญา คำราบ เคยรับราชการอยู่ที่ สถานีตำรวจภูธรนาวัง จ. หนองบัวลำภู ก่อนถูกไล่ออกจากราชการจากพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยเหตุเกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 6 ต.ค. 2565 ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 46 ปี เหตุสังหารหมู่นักศึกษากลางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อปี 2519
ผู้ก่อเหตุได้ขับรถไปยังศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ต. อุทัยสวรรค์ อ. นากลาง จ. หนองบัวลำภู แล้วก่อเหตุกราดยิงเด็กอนุบาลขณะที่บางคนยังนอนหลับพักผ่อนอยู่ ก่อนที่เขาจะกลับมาก่อเหตุอีกครั้งที่บ้านด้วยการสังหารภรรยาและลูกเลี้ยง และปลิดชีพตัวเอง
ระยะเวลาและความสูญเสียต่อชีวิต: แม้ว่ายังไม่ถึงขึ้นที่เจ้าหน้าที่ต้องเข้าระงับเหตุเพราะผู้ก่อเหตุใช้ระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่ผลที่เกิดขึ้นและความสูญเสียถือว่าไม่น้อย โดยมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ 37 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็กเล็ก และในจำนวนนั้นรวมผู้ก่อเหตุไปด้วย ส่วนผู้บาดเจ็บมีอย่างน้อย 10 คน
มูลเหตุแห่งการเกิดเหตุ: สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ชัดเจน แต่จากการเปิดเผยของ พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า อาจจะมีสาเหตุมาจากปัญหาทางการเงิน และอาจจะเชื่อมโยงกับความเครียดสะสมที่เกิดจากการต้องจ่ายค่างวดรถ ในช่วงที่มีปัญหาครอบครัวรุมเร้า รวมทั้งถูกไล่ออกจากราชการตำรวจจากการมีส่วนเกี่ยวกับยาเสพติด
เหตุตำรวจคลั่งใช้อาวุธยิงกราดภายในบ้านย่านสายไหม
แม้เหตุการณ์นี้จะไม่ถือว่าเป็นเหตุกราดยิง แต่ก็สร้างความสะเทือนขวัญให้กับชุมชนในหมู่บ้านมั่นคง เขตสายไหม กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 14 มี.ค. ที่ผ่านมา เนื่องจากผู้ก่อเหตุคือ พ.ต.ท. กิตติกานต์ แสงบุญ สารวัตรฝ่ายปกครอง ศูนย์พัฒนาด้านการข่าว กองบัญชาการตำรวจสันติบาล ได้ใช้อาวุธปีนยิงกราดภายในบ้านอย่างต่อเนื่อง
ระยะเวลาและความสูญเสียต่อชีวิต: ในปฏิบัติการยับยั้งเหตุดังกล่าวต้องใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยคอมมานโดรวมกว่า 100 นาย เพื่อควบคุมสถานการณ์ ใช้เวลาในการดำเนินการทั้งการเจรจา ใช้แก๊สน้ำตา พร้อมกับให้ญาติช่วยเกลี้ยกล่อม รวมเป็นระยะเวลาราว 28 ชั่วโมง แม้ว่าจะไม่มีประชาชนได้รับบาดเจ็บจากเหตุครั้งนั้น แต่ผู้ก่อเหตุได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตในเวลาต่อมาในวันที่ 15 มี.ค.
มูลเหตุแห่งการเกิดเหตุ: พล.ต.อ. ต่อศักดิ์ สุขวิมล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบายว่า ตลอด 28 ชั่วโมงที่พยายามเจรจากับสารวัตรกานต์ ตำรวจทุกนายมองเขาเป็น “ผู้ป่วย” ไม่ใช่คนร้าย โดยประเมินว่าแรงจูงใจการคลุ้มคลั่งไม่ได้เกิดจากเรื่องงาน แต่เป็นเพราะไม่สมหวังในความรัก จากการไปชอบผู้หญิงอายุน้อยกว่า
เหตุกราดยิงเพชรบุรี
แค่เพียงไม่ถึงสองสัปดาห์ เหตุการณ์ที่ผู้ก่อเหตุใช้ปีนยิงกราดก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ที่ชุมชนแห่งหนึ่งใน ต.ต้นมะม่วง อ.เมือง จ.เพชรบุรี ผู้ก่อเหตุคือ นายอนุวัช แหวนทอง โดยเขาได้ใช้ปืนกระหน่ำยิงคนในหมู่บ้านจนทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต
ระยะเวลาและความสูญเสียต่อชีวิต: ปฏิบัติการยับยั้งเหตุรวมทั้งการระงับเหตุซึ่งใช้เจ้าหน้าที่กว่า 100 นาย ใช้ระยะเวลากว่า 15 ชั่วโมง ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะตัดสินใจวิสามัญฆาตกรรมผู้ก่อเหตุ
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการเจรจากว่า 15 ชั่วโมง มีทั้งผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งเป็นคู่กรณีกับผู้ก่อเหตุ และผู้เคราะห์ร้ายที่อยู่ในเหตุการณ์ แต่ไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้จนกระทั่งเวลาราวเที่ยงคืนที่ผ่านมา โดยในครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บอีก 3 ราย
มูลเหตุแห่งการเกิดเหตุ: พล.ต.ต.ปิติ นฤขัตรพิชัย ผู้บังคับการตำรวจภธรจังหวัดเพชรบุรี เปิดเผยว่า ปมการก่อเหตุในครั้งนี้ ปัญหากับคู่กรณี ซึ่งเป็นนักศึกษา 2 คน ที่เช่าบ้านอยู่ตรงข้าม เมื่อเดือน พ.ย. 2565 มีปัญหาทะเลาะวิวาทเป็นคดีความ ขึ้นศาลมาแล้ว 2 ครั้ง โดยผู้ก่อเหตุเป็นจำเลย ช่วงบ่ายของวันที่ 22 มี.ค. ทั้ง 2 ฝ่าย มีนัดขึ้นศาลเป็นครั้งที่ 3 แต่ผู้ก่อเหตุไม่มาตามนัด
เราควรจัดการกับความเศร้าเสียใจหลังเหตุยิงกราดอย่างไร
ในช่วง 2-3 ปีหลัง สังคมไทยต้องเผชิญกับเหตุการณ์อาชญากรรมรุนแรงอย่าง เหตุกราดยิง หรือ เห็นความรุนแรงจากการใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้ก็เคยสร้างความบอบช้ำให้เกิดขึ้นในสังคมชาวอเมริกัน
เว็บไซต์ของสมาคมจิตวิทยาอเมริกัน (American Psychological Association) เผยแพร่บทความแนะนำบุคคลที่เคยผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายจากเหตุกราดยิง ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจและการใช้ชีวิตทั้งผู้ที่พบเห็นข่าวดังกล่าว หรือแม้แต่ผู้ที่อยู่ประสบเหตุร้ายด้วยตัวเอง ดังนี้
- เปิดใจสนทนาเรื่องที่เกิดขึ้นกับคนรอบข้าง: คุณสามารถขอความช่วยเหลือหรือสนับสนุนจากคนรอบข้างที่เป็นห่วงคุณได้ หรือผู้ที่รับฟังปัญหาหรือข้อกังวลต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ทำให้คุณรู้สึกแปลกแยกหรือโดดเดี่ยว
- พยายามสร้างความสมดุล: เมื่อเหตุโศกนาฏกรรมเกิดขึ้น มักจะเกิดมุมมองและความรู้สึกทั้งด้านบวกและด้านลบในการมองโลก พยายามมองโลกให้สมดุลมากขึ้น ด้วยการเตือนสติตัวเองด้วยการอยู่กับบุคคลหรือสถานการณ์ที่ทำให้คุณรู้สึกมีความหมายและปลอดภัย หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่คอยให้การสนับสนุนทางจิตใจและให้กำลังใจ
- หยุดพักและปิดการรับรู้เกี่ยวกับสถานการณ์นั้นสักระยะ: อาจจะติดตามข่าวอยู่บ้าง แต่ก็ควรจำกัดปริมาณการรับรู้ข่าวสารลง ทั้งจากสื่ออินเทอร์เน็ต โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หรือ นิตยสาร เพราะการเสพข่าวจะก่อให้เกิดความเครียดและยิ่งจะย้ำเตือนให้เกิดความโศกเศร้าเสียใจขึ้นอีก การหยุดพักหรือปิดการรับรู้ข่าวสารชั่วคราว แล้วหันไปทำกิจกรรมเพื่อบำรุงจิตใจน่าจะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วย
- ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกตัวเอง: การผ่านประสบการณ์อันเลวร้ายต่อจิตใจก็ไม่แตกต่างจากการได้รับบาดแผลทางร่างกาย ดังนั้น จะต้องเข้าใจและรู้เท่าทันอารมณ์ตนเองว่า คนเราเจ็บปวดได้ เหนื่อยท้อได้
- ดูแลสุขภาพให้ดีสมบูรณ์: การมีพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพจะช่วยส่งเสริมให้จัดการกับความเครียดส่วนเกินได้ รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ พักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกาย หรือกิจกรรมผ่อนคลายอื่น ๆ โดยหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือใช้ยาบางขนานที่อาจจะส่งผลต่อสภาพจิตใจหรือร่างกาย
- ช่วยเหลือบุคคลอื่น หรือ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ชีวิตของตัวเอง: การหากิจกรรมช่วยเหลือสังคม มักจะช่วยเยียวยาและทำให้เกิดความรู้สึกดี ๆ ได้เช่นกัน
- กรณีที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักในเหตุโศกนาฏกรรม: การจัดการกับความโศกเศร้าต้องใช้ระยะเวลานานในการเยียวยา ดังนั้นจำเป็นต้องให้เวลาตัวเองในการเรียนรู้ความรู้สึกดังกล่าวรวมทั้งการฟื้นฟูสภาพจิตใจ บางคนอาจจะขอปลีกตัวอยู่ที่บ้าน บางคนอาจจะกลับมามีกิจวัตรประจำวันได้ แต่อย่าลืมว่า การจัดการกับเหตุการณ์เลวร้ายที่กระทบต่อสภาพจิตใจต้องใช้เวลา
หากว่า ผู้ประสบเหตุการณ์ดังกล่าวยังรู้สึกไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาจิตแพทย์เพื่อช่วยหาวิธีที่ถูกต้องและเหมาะสม