มาเลเซียตั้งข้อหาผู้นำฝ่ายค้านก่อนเลือกตั้ง ฐานวิจารณ์อำนาจสุลต่านแต่งตั้งรัฐบาลระดับชาติและท้องถิ่น

ที่มาของภาพ, Reuters
รัฐบาลมาเลเซียตั้งข้อหาผู้นำฝ่ายค้าน ฐานยุยงปลุกปั่น ด้วยการวิพากษ์วิจารณ์สุลต่าน ก่อนการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ใกล้จะเปิดฉาก
วันนี้ (18 ก.ค.) สำนักข่าวเบอร์นามารายงานว่า นายมูฮัมหมัด ซานูซี หมัด นอร์ มุขมนตรีแห่งรัฐเกดะห์ และผู้นำฝ่ายค้านวัย 48 ปี ที่ได้รับความนิยมสูง จากพรรคเปริกาตัน เนชันแนล (Perikatan Nasional) เดินทางมายังศาลเมืองกอมบัก (Gombak) เพื่อเข้ารับฟังการพิจารณาคดีเกี่ยวกับการปราศรัยทางการเมืองของเขา ที่พาดพิงถึงชาติ ศาสนา และกษัตริย์
เขาถูกตำรวจบุกจับกุมที่โรงแรมเมื่อเวลา 3 นาฬิกาช่วงเช้าตรู่ในวันเดียวกัน ก่อนนำตัวไปคุมขังที่สถานีตำรวจ ซึ่งต่อมาไม่นาน สื่อมวลชนเข้าไปจับจองพื้นที่ทำข่าวบริเวณหน้าศาลตั้งแต่ช่วงเช้า เพราะได้รับข้อมูลว่า มูฮัมหมัด ซานูซี จะถูกนำตัวขึ้นศาลเพื่อรับฟังข้อกล่าวหาในทันที
ช่วงเดือนที่ผ่านมา มูฮัมหมัด ซานูซี ขึ้นปราศรัยในรัฐสลังงอร์ และได้กล่าวพาดพิงและตั้งคำถามถึงพระราชอำนาจของสุลต่านชะรอฟุดดีน อิดริส ชาห์ แห่งสลังงอร์ ระหว่างการหาเสียง
วิดีโอหนึ่งที่บันทึกคำปราศรัยของเขากลายเป็นไวรัลในโลกอินเทอร์เน็ต โดย มูฮัมหมัด ซานูซี ได้ปราศรัยตั้งคำถามถึงสถาบันกษัตริย์มาเลเซียที่มีพระราชอำนาจกำหนดรัฐบาลท้องถิ่น จากกรณีที่สุลต่านแห่งรัฐสลังงอร์พระราชทานแต่งตั้ง ดาโต๊ะ เซรี อะมิรูดิ ชารี เป็นมุขมนตรีแห่งรัฐสลังงอร์
คำกล่าวเช่นนี้ ทำให้หลายฝ่ายมองว่า มูฮัมหมัด ซานูซี กำลังตั้งคำถามถึงพระราชอำนาจของสถาบันกษัตริย์แห่งมาเลเซีย ในการจัดตั้งรัฐบาลในระดับประเทศและระดับรัฐ
*หมายเหตุ: ประเทศมาเลเซีย มี 13 รัฐ โดยในจำนวนนี้ 9 รัฐ ปกครองโดยมีสุลต่านเป็นประมุข รวมถึงยะโฮร์ เกดะห์ กลันตัน ปาหัง เปรัก สลังงอร์ และตรังกานู โดยทุก ๆ 5 ปี สุลต่านของแต่ละรัฐ จะสลับกันขึ้นมาเป็นสมเด็จพระราชาธิบดี สุลต่านแห่งมาเลเซีย
ถ้อยปราศรัยดังกล่าว ทำให้พรรคการเมืองหลายแห่ง แจ้งความกับตำรวจให้ดำเนินคดีกับมูฮัมหมัด ซานูซี ด้วยกฎหมายยุยงปลุกปั่นปี 1948 ว่าด้วย การกระทำการซึ่งก่อให้เกิดความเกลียดชังต่อรัฐบาล ศาล ประมุขแห่งรัฐ (สุลต่าน) และความเกลียดชังระหว่างเชื้อชาติ หรือชนชั้น
ต่อมาอัยการฝ่ายรัฐ สั่งฟ้องนายมูฮัมหมัด ซานูซี ฐานยุยงปลุกปั่น 2 กระทง ซึ่งหากศาลตัดสินว่าเขามีความผิดจริง จะมีโทษความผิดกระทงละ จำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 40,000 บาท
อาวุธทางการเมือง ?
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า แม้สุลต่านแห่งมาเลเซีย จะเป็นตำแหน่งเชิงสัญลักษณ์และเพื่อประกอบพิธีการเท่านั้น ในฐานะพระอัครศาสนูปถัมภก (ผู้ทำนุบำรุงศาสนา) ในมาเลเซียที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม
อย่างไรก็ดี ประชาชนจำนวนมากต่างเคารพนับถือสุลต่าน และผู้วิพากษ์วิจารณ์เชิงลบต่อสถาบันมักจะถูกดำเนินคดีด้วยกฎหมายยุยงปลุกปั่น ไม่เพียงการวิพากษ์วิจารณ์ในพื้นที่สาธารณะเท่านั้น แต่รวมถึงการโพสต์บนสังคมออนไลน์ด้วย
การตั้งข้อหามูฮัมหมัด ซานูซี เกิดขึ้นในช่วงที่ความตึงเครียดทางการเมืองกำลังพุ่งสูงในมาเลเซีย ก่อนการเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะมีขึ้นในเดือน ส.ค. ซึ่งพรรคเปริกาตัน เนชันแนล ถูกจับตามองว่า จะกลายเป็นความท้าทายใหญ่ต่อพรรคขั้วรัฐบาล นำโดยนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม

ที่มาของภาพ, Reuters
สำหรับรัฐเกดะห์ ที่มูฮัมหมัด ซานูซี ดำรงตำแหน่งมนตรีแห่งรัฐอยู่นั้น จะมีการเลือกตั้งรัฐบาลท้องถิ่นใหม่ในวันที่ 12 ส.ค.
ทำความรู้จักกฎหมายยุยงปลุกปั่นของมาเลเซีย
บีบีซีอธิบายว่า กฎหมายยุยงปลุกปั่นของมาเลเซีย เริ่มใช้ในสมัยรัฐบาลเจ้าอาณานิคมอังกฤษ เมื่อปี 1948 เพื่อลงโทษกลุ่มกบฏคอมมิวนิสต์
ภายหลังมาเลเซียประกาศอิสรภาพ พรรคแนวร่วมแห่งชาติ ซึ่งเป็นรัฐบาลในสมัยนั้น ได้ขยายขอบเขตโทษของกฎหมาย และนิยามของการยุยงปลุกปั่นก็คลุมเครือ โดยนักเคลื่อนไหวมองว่า กฎหมายนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือปราบปรามผู้เห็นต่าง และจำกัดเสรีภาพการแสดงออก
ปัจจุบัน กฎหมายนี้สั่งห้ามการกระทำ การแสดงออก และการตีพิมพ์เผยแพร่ ที่เป็นการดูหมิ่นรัฐบาลมาเลเซีย รวมถึงสุลต่านทั้งเก้ารัฐของมาเลเซียด้วย ไม่เพียงเท่านั้น ยังสั่งห้ามการยุยงปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชังระหว่างเชื้อชาติและศาสนา หรือตั้งคำถามถึงสถานะที่พิเศษกว่าของชาวมาเลย์ที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ

ที่มาของภาพ, Reuters
รอยเตอร์รายงานว่า “กฎหมายยุยงปลุกปั่นของมาเลเซีย คล้ายกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของประเทศไทย” ขณะที่ย้อนไปเมื่อปี 2019 หนังสือพิมพ์เดอะสเตรทไทม์สรายงาน ว่า เลียว วุย เคียง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ระบุว่าไม่มีแผนจะเดินตามรอยออกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแบบไทย
อย่างไรก็ดี การดำเนินคดียุยงปลุกปั่นต่อนักการเมืองมาเลเซียนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นมานานหลายปีแล้ว และอันที่จริง เคยมีความพยายามยกเลิกกฎหมายยุยงปลุกปั่นมาแล้ว รวมถึงในสมัยที่นายนาจิบ ราซัค ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2012 โดยเขาระบุในช่วงหาเสียงเลือกตั้งว่า “นี่เป็นกฎหมายของยุคสมัยที่ผ่านไปแล้ว”
แต่ท้ายสุด นายราซัค ก็ไม่ได้ยกเลิกกฎหมายดังกล่าวตามคำมั่นสัญญา โดยบีบีซีรายงานว่า เขาเผชิญกับเสียงคัดค้านอย่างรุนแรงจากนักการเมืองสายอนุรักษนิยม ที่ต่อต้านการยกเลิกกฎหมายนี้ รวมถึงยังอยากให้เขาดำเนินนโยบายที่เพิ่มประโยชน์แก่ชาวมาเลย์และชาวมุสลิมในประเทศ เหนือเชื้อชาติและศาสนาอื่นด้วย
อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันเอง ก็เคยถูกสอบสวนกรณียุยงปลุกปั่น นอกจากเขาแล้วก็มีนักการเมืองฝ่ายค้าน นักเคลื่อนไหว และสื่อมวลชน อีกนับสิบคน ที่ถูกตั้งข้อหาหรือถูกสอบสวนด้วยกฎหมายนี้











