เลือกตั้ง 2566 : เบื้องหลัง “จดหมายเปิดใจ” และ “ลุงป้อมเปิดอกคุยสื่อ”

ลุงป้อม

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พปชร.

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

“ผมเกิดมาเพื่อเป็นผู้ให้ ไม่ได้เป็นผู้รับ” คือคำจำกัดความตัวเองของ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในระหว่างเปิดบ้านพักภายในมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ถ.วิภาวดี-รังสิต ที่ใช้เป็นศูนย์บัญชาการทางการเมืองของพรรคแกนนำรัฐบาล ให้สัมภาษณ์กับมติชนสุดสัปดาห์ โดยมี สรกล อดุลยานนท์ หรือ “หนุ่มเมืองจันท์” เป็นผู้ดำเนินรายการ ช่วงปลายเดือน มี.ค.

วันนี้ (12 เม.ย.) พล.อ. ประวิตรขอออกนอกสถานที่ เพื่อเดินทางไปให้สัมภาษณ์ สรยุทธ สุทัศนะจินดา ในรายการ “กรรมกรข่าวเปิดอกคุย” ถึงสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 อาคารมาลีนนท์ โดยระบุตอนหนึ่งว่า “ผมแก่แล้วก็จริง แต่ผมใช้ความเร็ว ช้า หนักแน่น ความเป็นคนตัวเบา” ในการทำงานหลังถูกถามถึงปัญหาสุขภาพที่อาจส่งผลต่อการปฏิบัติหน้าที่นายกฯ

พล.อ. ประวิตรขยายความว่า เป็นคนเดิน “ช้า” แต่คิด “เร็ว” และสั่งการทำงาน “เร็ว” มีความ “หนักแน่น” ไม่หูเบา และตัว “เบา”หมายถึงไม่มีครอบครัว ไม่ต้องการอะไรแล้ว ก็ทำงานให้ประชาชนได้ ไม่ต้องไปหาอะไรเข้าตัว

การปรากฏตัวในพื้นที่สื่อของนายพลนอกราชการวัยย่าง 78 ปี เป็นผลพวงจากการปรับกลยุทธ์ด้านการสื่อสารของ พปชร.

บีบีซีไทยพูดคุยกับ 2 นักการเมืองสังกัด พปชร. ซึ่งถือเป็น “คนใกล้ชิด” ของ พล.อ. ประวิตร แต่ทั้งคู่ไม่ประสงค์จะเปิดเผยชื่อ

ต่อไปนี้คือเบื้องหลังของความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้กับ พล.อ. ประวิตร ชายผู้เป็น “ศูนย์กลางของพลังประชารัฐ” และมี 3 สถานะในพรรค ทั้งหัวหน้าพรรค, แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ

ฝ่าย เสธ.การเมือง ของ พล.อ. ประวิตร

ชื่อของ สัญญา สถิรบุตร อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชากรไทย และอดีต ผอ.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ถูกประกาศกลางวงสัมมนาพรรค พปชร. ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ เมื่อ 11 พ.ย. 2565 ในฐานะที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค พปชร.

“ท่านเป็นบุคคลสำคัญกับพรรค ซึ่งมาโดยไม่ได้หวังตำแหน่งใด แต่มาช่วยเหลือพรรคพลังประชารัฐ ก็ต้องขอบคุณท่านนะครับ” พล.อ. ประวิตรแนะนำให้ลูกพรรครู้จักกับปรึกษาคนใหม่ของเขา

ในวันนั้น อันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี ปชป. ผู้เป็น “น้องรัก” ของสัญญา ไปร่วมสังเกตการณ์ด้วย ก่อนที่อีก 1 เดือนต่อมา ผู้แทนฯ ปัตตานี 4 สมัยจะร่อนจดหมายลาออกจากสมาชิก ปชป. แล้วสมัครเป็นสมาชิก พปชร. อย่างเป็นทางการ

ถึงวันนี้ “ศิษย์เก่าประชาธิปัตย์” ทั้ง 2 คน กลายเป็นผู้มีบทบาทใน “ทีมสื่อสารความคิดการเมือง” ของหัวหน้าพรรค พปชร. ผ่านแฟนเพจ “พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ” แม้มีผู้ติดตามเพียง 4 พันคน แต่ทีมแอดมินเพจระบุว่า มีผู้ค้นหาจดหมายของ พล.อ. ประวิตรทั้ง 6 ฉบับ ผ่านกูเกิ้ล เว็บไซต์เสิร์ชเอ็นจินยอดนิยม มากกว่า 10 ล้านครั้ง (ข้อมูล ณ 1 เม.ย. 2566)

พปชร.

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พปชร.

บีบีซีไทยได้รับคำยืนยันจากแกนนำ พปชร. ว่า พล.อ. ประวิตร ส่งเทียบเชิญให้ สัญญา-อันวาร์ เข้าร่วมงานการเมืองกับ พปชร. อยู่เกือบปี โดยส่งนายทหารคนสนิท (ทส.) แวะเวียนไปกล่อม-กินข้าว-จับเข่าคุยอยู่เนือง ๆ ก่อนที่ทั้งคู่จะตอบตกลง

คำที่หัวหน้าพรรค พปชร. สื่อสารโดยตรงกับทั้งคู่เมื่อมีโอกาสพบหน้ากันคือ “ผมรู้จักคุณมานานแล้ว” และ “ผมตามคุณมานานแล้ว”

กับ อันวาร์ วัย 52 ปี พล.อ. ประวิตรคาดหวังจะปักธงพลังประชารัฐในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้จงได้ จึงเอ่ยปากว่า “ผมอยากได้คุณ มาอยู่ด้วยกันได้ไหม”

ส่วนกับ สัญญา วัย 76 ปี พล.อ. ประวิตรต้องการให้เข้ามานั่งเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค โดยบอกว่า “ผมทำทำข่าวกรอง คุณเป็นคนที่คุณสมัคร (สุนทรเวช อดีตหัวหน้าพรรคประชากรไทย, อดีตผู้ว่าราชการ กทม. และอดีตนายกรัฐมนตรี) ไว้ใจ ผมรู้จักคุณ แต่คุณไม่รู้จักผมหรอก คุณเป็นนักยุทธศาสตร์ แต่โลว์โปร์ไฟล์มากเลย”

อย่างไรก็ตาม สัญญาได้ปฏิเสธการเข้าไปทำงานพรรคเต็มตัวอยู่หลายครั้ง โดยบอกเพียงว่าหากมีอะไรให้ปรึกษาผ่านอันวาร์มา

กระทั่ง พปชร. เชิญเขาไปบรรยายให้ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ฟังเมื่อ 11 พ.ย. 2565 และมีการประกาศแต่งตั้งสัญญาเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของหัวหน้าพรรค นี่กลายเป็นสิ่งที่ทำให้เขาหนีไม่ออก

บทบาทฝ่าย “เสนาธิการการเมือง” ของหัวหน้าพรรค พปชร. จึงเริ่มต้นอย่างเป็นทางการนับแต่นั้นมา ก่อนที่พรรคอายุย่าง 5 ขวบ จะมีมติเสนอชื่อ พล.อ. ประวิตร หัวหน้าพรรคคนที่ 2 เป็นแคนดิเดตนายกฯ คนที่ 30 ในศึกเลือกตั้ง 2566

บีบีซีไทยติดต่อขอสัมภาษณ์สัญญา ทว่าเจ้าตัวไม่สะดวก และยืนยัน “ขอทำงานแบบโลว์โปร์ไฟล์”

เมื่อพลเอกถูก “ปรับทัศนคติที่มีต่อสื่อ”

ขุนทหาร-ขุนพลการเมืองที่อยู่รายล้อม พล.อ. ประวิตร และมีโอกาสเข้าถึงตัวเขาทั้งที่พรรค และบ้านพักภายในมูลนิธิป่ารอยต่อฯ ซุ่มปรับกลยุทธ์การสื่อสาร-วางกลไกประชาสัมพันธ์อย่างเงียบ ๆ หวังสลัดประโยคติดหู-คำพูดติดปากของ พล.อ. ประวิตรที่ว่า “ไม่รู้ ๆ” แล้วนำเสนอภาพใหม่-มุมใหม่ไปทดแทนในฐานะ “นักปฏิบัติ” หวังให้ติดตาตรึงใจประชาชนแทน

กว่าจะเป็น “จดหมาย 10 ล้านเสิร์ช” นายพลทหารวัยเลข 7 ผู้ผันตัวมาเป็นนักการเมืองเต็มขั้นถูก “ปรับทัศนคติที่มีต่อสื่อ” โดยที่ปรึกษาของตัวเองที่แนะว่า “ต้องให้ความสำคัญ” และ “ต้องคบเอาไว้” เพราะสื่อก็หวังดีกับชาติบ้านเมืองทั้งนั้น นำไปสู่การจัดตั้งทีมติดตามข้อมูลข่าวสาร และทีมผลิตสื่อเพื่อเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย

  • สัญญา : พี่เป็นทหารใช่ไหม
  • พล.อ. ประวิตร : ใช่
  • สัญญา : เวลาพี่แต่งเครื่องแบบ มีเวลาทำงานถึง 16.30 น. พอกลับบ้านไปพี่ถอดเครื่องแบบ พี่ก็คือประชาชน แล้วเวลาไปเดินตลาด พี่คุยกับคน จะคุยในฐานะเป็นพลเอก หรือพลเรือน ถ้าคุยแบบพลเอก เขาไม่เอากับพี่หรอก แต่ถ้าคุยแบบเฟรนด์ลี่ สื่อสารให้คนรู้ว่าถึงเป็นพลเอก ก็ไม่ถือตัว คนก็จะฟังมากขึ้น... ถ้าเปลี่ยนจากนักการทหารที่มาช่วยนายกฯ เปลี่ยนมาเล่นการเมือง พี่ต้องเปลี่ยนวิธีคิด พี่ต้องสื่อสารให้ประชาชนรู้
  • พล.อ. ประวิตร : แต่ผมพูดไม่เก่ง
  • สัญญา : ไม่เป็นไร จะให้ทีมงานช่วย สมัยนี้ผู้สื่อข่าวมีเป็นสิบ ๆ ล้าน มีอะไรให้พูดกับเขาไปตรง ๆ
  • พล.อ. ประวิตร : สิบล้านยังไงอะ
  • สัญญา : (ยกสมาร์ทโฟนให้ดู) เดี๋ยวนี้ ใคร ๆ ก็เป็นสื่อทั้งนั้น

ที่มา : แหล่งข่าวจากคนใกล้ชิดของ พล.อ. ประวิตร เปิดเผยบทสนทนาระหว่างหัวหน้าพรรคกับที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค พปชร. ผ่านบีบีซีไทย

ทีมสื่อสารของหัวหน้า พปชร.

ปัจจุบัน มีการตั้งทีมสื่อสารและประชาสัมพันธ์ของหัวหน้า พปชร. อย่างน้อย 3 โดยมีบทบาทแตกต่างกัน ซึ่งดึงเอานักสื่อสารองค์กรของภาครัฐและเอกชน รวมถึงสื่อมวลชนมาร่วมด้วย

ทีมสร้างภาพลักษณ์ : มุ่งเน้นการถ่ายทอดตัวตนของ พล.อ. ประวิตรในแง่มุมที่สังคมไม่ค่อยได้รู้-ได้เห็น เช่น การปรุงอาหารเลี้ยงลูกน้อง, การเดินดินกินข้าวในร้านข้างทางได้, การเป็นลุงของหลาน ๆ, การเป็นคนเลี้ยงสุนัขและรักสัตว์เลี้ยง รวมถึงการแต่งกายในวันสบาย ๆ ที่แม้อยู่ใน “วัยลุง แต่หัวใจยังหนุ่ม”

ลุงป้อม

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พปชร.

คำบรรยายภาพ, ทีมสื่อสาร พปชร. เผยแพร่ภาพ พล.อ. ประวิตรปรุงกุ้งทอดกระเทียม ให้ทีมงานและสื่อมวลชนรับประทานเมื่อ 2 เม.ย.

ทีมสื่อสารความคิดการเมือง : หลัง พล.อ. ประวิตรเห็นด้วยในหลักการที่ว่า “เมื่อมาเล่นบทนักการเมือง ต้องแสดงความคิดเห็นในเรื่องสำคัญ ๆ” ทีมงานได้กำหนดประเด็นที่จำเป็นต้องสื่อสาร พร้อมนำบุคลิกของ พล.อ. ประวิตรที่เป็นคนประนีประนอมสูง มากำหนดเป็นคำขวัญหลักที่ใช้รณรงค์หาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ “ก้าวข้ามความขัดแย้ง”

บีบีซีไทยได้รับคำยืนยันว่า สัญญา-อันวาร์ คือ “ต้นร่างจดหมายเปิดใจ” ของ พล.อ. ประวิตร ก่อนส่งให้นายทหารฝ่าย เสธ. ของ พล.อ. ประวิตรตรวจทาน แล้วเสนอให้เจ้าตัวอ่าน-อนุมัติ แล้วนำออกเผยแพร่เป็นฉบับแรกเมื่อ 27 ก.พ. 2566 ต่อเนื่องจน 6 ฉบับ

ทีมวางแผนและประสานงานสื่อมวลชน : ทำหน้าที่คัดกรองและจัดลำดับสื่อสำนักต่าง ๆ ที่ติดต่อขอสัมภาษณ์พิเศษ พล.อ. ประวิตร โดยประเดิมเปิดมูลนิธิป่ารอยต่อฯ ให้ สรกล อดุลยานนท์ หรือ “หนุ่มเมืองจันท์” จากมติชนสุดสัปดาห์ เข้าสัมภาษณ์และชมฝีมือผัดซีอิ้วเพื่อความปรองดองของเจ้าบ้าน ภายใต้การกำกับหัวข้อสนทนาอย่างเข้มข้น งดประเด็นการเมืองหนัก ๆ ที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง และล่าสุด (12 เม.ย.) พล.อ. ประวิตรยอมออกนอกสถานที่-เดินทางไปให้สัมภาษณ์ สรยุทธ สุทัศนะจินดา ถึงสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 อาคารมาลีนนท์

ตลอด 2 เดือนเศษ การสื่อสารความคิดและตัวตนของ พล.อ. ประวิตรดำเนินการผ่านทั้งช่องทางการสื่อสารอย่างเป็นทางการทางเว็บไซด์พรรค, แฟนเพจเฟซบุ๊กพรรค, ทวิตเตอร์พรรค และไลน์พรรค ซึ่งผู้ติดตามส่วนใหญ่เป็นสมาชิกพรรค นอกจากนี้ยังมีช่องทางการสื่อสารอย่างไม่เป็นทางการ แม้ยอดผู้ติดตามมีเพียงหลักร้อยถึงหลักพัน แต่ทีมโซเชียลมีเดีย “หวังผล” ให้เป็นไวรัล ให้สื่อกระแสหลักหยิบฉวยไปขยายผลต่อ อาทิ แฟนเพจ “พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ”, เพจ “งานที่ลุงป้อมทำ” และเพจ “เรารักลุงป้อม We love Lung Pom”

สำหรับคำสำคัญที่ทีมสื่อสารโยนผ่านพื้นที่สาธารณะเพื่อหักล้างภาพจำเก่า ผ่านการติดแฮชแท็ก หรือการขึ้นป้ายข้อความระหว่างเปิดเวทีปราศรัย อาทิ “ลุงป้อมใจดี” “ป้อม 700” “ไม่รู้ ๆ ๆ แต่ไม่แล้ง”

รีแบรนด์เป็น “นายทหารประชาธิปไตย”

ในขณะที่ทีมสื่อสารของ พล.อ. ประวิตรพยายามอย่างหนักในการรีแบรนด์ หรือปรับภาพลักษณ์ของหัวหน้าพรรค จาก “ผู้นำทางทหาร” ที่เคยมีตำแหน่งรองหัวหน้าคณะรัฐประหาร 2557 เป็น “นายทหารประชาธิปไตย” และ “ลุงป้อมใจดีที่คนทุกเพศทุกวัยเข้าถึงได้” ทว่าผู้คนส่วนหนึ่งของสังคมยังยากจะเชื่อ เพราะเมื่อเห็นหน้า ป.ประวิตร ก็ยังจดจำเขาได้ในฐานะ “พี่ใหญ่ 3 ป.” ผู้มีอำนาจ-บารมีสูงสุดหลังรัฐประหารเมื่อ 9 ปีก่อน

“พล.อ. ประวิตรไม่ได้เปลี่ยนตัวตน เพียงแต่เปลี่ยนแนวความคิดไปตามบทบาทใหม่เท่านั้น สิ่งที่ทีมงานนำเสนอ ก็สะท้อนมาจากตัวตนของท่าน แต่อาจเป็นอีกมุมหนึ่งที่สังคมไม่คุ้นชิน” ทีมสื่อสารของหัวหน้าพรรค พปชร. กล่าว

พปชร.

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พปชร.

เช่นเดียวกับ ไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรค พปชร. ที่กล่าวกับบีบีซีไทยว่า พล.อ. ประวิตร “เป็นประชาธิปไตยโดยจิตวิญญาณ” ไม่ใช่แค่ชื่อเรียก แต่ด้วยบุคลิกที่เป็นคนใจกว้าง พร้อมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เป็นนักประสาน ประนีประนอม และไม่ได้ถือความเป็นนายพล เจ้ายศเจ้าอย่าง แล้วอย่างนี้จะไม่เรียกว่าเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร

ไพบูลย์ถือเป็น “มือกฎหมายคู่ใจ” ของหัวหน้าพรรค พปชร. และเป็นลูกพรรคคนแรก ๆ ที่ประกาศสนับสนุนให้ พล.อ. ประวิตร เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของ พปชร. หลังมีโอกาส “ลองนายกฯ” เป็นเวลา 38 วันในช่วงที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วครางตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญในระหว่างผลคำวินิจฉัย “คดีนายกฯ 8 ปี”

“ตอนนี้ทั้งจิตวิญญาณ และรูปแบบ เป็นประชาธิปไตยหมดเลย เพราะท่าน (พล.อ. ประวิตร) เป็นทั้งผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 แคนดิเดตนายกฯ และเป็นหัวหน้าพรรค เป็นคนที่ออกไปหาเสียงเอง ปราศรัยเอง เดินเข้าหาประชาชนเอง”

“ของเราชูท่านคนเดียว ทำไมต้องไปเอาคนอื่นมา เรามีดีที่สุดอยู่แล้ว พวกที่ไปโชว์หลายคน แสดงว่าไม่มั่นใจ แคนดิเตดนายกฯ ไม่ใช่ของโหล ซื้อ 1 แถม 2 หรือเลหลัง ของเราของดีที่สุดที่พรรคมีอยู่” ไพบูลย์กล่าว

คำขวัญ “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” เกิดจากตัวตนแท้ ๆ ของ พล.อ. ประวิตรที่เป็นคนประนีประนอม ไม่ขัดแย้งแบ่งฝ่ายกับใคร และที่รัฐบาลอยู่ได้ครบเทอม ก็เป็นเพราะผลจากฝีมือการบริหารจัดการของ พล.อ. ประวิตร

“นี่เป็นนิสัยที่ไม่ใช่เพิ่งสร้าง เราเอาตัวตนมาทำเป็นนโยบายซึ่งเป็นจุดแข็งของพรรค ถ้าไม่มีลุงป้อม ก็ไม่มีพลังประชารัฐ” ไพบูลย์กล่าวทิ้งท้าย