บริษัทเอกชนเกาหลีใต้ จ่ายเงินจูงใจให้พนักงานมีลูก รายละ 2.6 ล้านบาท ท่ามกลางวิกฤตอัตราเกิดตกต่ำ

มิน จียอน และลูก

ที่มาของภาพ, มิน จียอน

คำบรรยายภาพ, มิน จียอน ที่คลอดลูกเมื่อเดือน ก.ค. 2021 ได้รับเงิน 100 ล้านวอน หรือราว 2.6 ล้านบาท จากบริษัทที่เธอทำงานอยู่
    • Author, กาย ยูนา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซี แผนกภาษาเกาหลี

“นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ตั้งแต่ทำงานมากับบริษัทนี้ที่ฉันได้รับเงิน 100 ล้านวอน (2.6 ล้านบาท) ตอนแรกฉันรู้สึกสับสนมาก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ตอนนี้ฉันรู้สึกมีความสุข"

มิน จียอน (Min Ji-yeon) อายุ 34 ปี เพิ่งได้รับเงินจำนวนราว 2.6 ล้านบาท จากบริษัทที่เธอทำงานอยู่ หลังจากที่คลอดลูกคนแรกเมื่อเดือน ก.ค. 2021

มินเล่าให้ผู้สื่อข่าวบีบีซี แผนกภาษาเกาหลีฟังว่า “บริษัทให้เงินก้อนนี้มาเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับลูกของฉัน ดังนั้น ฉันจึงว่าแผนที่จะซื้อของที่ลูกฉันอยากกิน เลี้ยงให้เขาโตขึ้น และยังคงมีอะไรอีกมากที่เด็กคนนี้อยากจะทำหรืออยากจะได้”

โบยังกรุ๊ป (Booyoung Group) บริษัทด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มินทำงานอยู่นั้น เพิ่งประกาศในช่วงต้นปีที่ผ่านมาว่า จะมอบเงินจำนวน 100 ล้านวอน (2.6 ล้านบาท) เพื่ออุดหนุนพนักงานในการเลี้ยงดูบุตรต่อคน เพื่อเป็นแรงจูงใจสำหรับพนักงานในการมีลูก นโยบายนี้จะบังคับใช้สำหรับเด็กที่เกิดนับตั้งแต่ปี 2021 เป็นต้นไป

หลังมีประกาศออกมา นโยบายดังกล่าวกลายเป็นประเด็นร้อนไปทั่วทั้งเกาหลีใต้ โดยล่าสุด บริษัทออกมาแถลงว่า ปัจจุบันมีพนักงานทั้งหมด 66 คน ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากโครงการดังกล่าว รวมเป็นเงิน 7,000 ล้านวอน (188.4 ล้านบาท)

ลี จงกึน (Lee Joong-keun) รองประธานบริษัทระบุว่า “การแก้ปัญหาอัตราการเกิดต่ำ” คือเหตุผลที่บริษัทให้เงินสนับสนุนพนักงานอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเช่นนี้

เมื่อประเทศตกอยู่ในภาวะวิกฤตประชาชนที่มีอัตราการเกิดต่ำ ไม่เพียงแค่รัฐบาลเท่านั้นที่ต้องเข้ามาแก้ไขปัญหา แต่บริษัทต่าง ๆ ก็ดูเหมือนจะต้องยื่นมือเข้ามาร่วมด้วยช่วยกัน

ตามข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของเกาหลีใต้ ณ วันที่ 28 ก.พ. 2024 พบว่า อัตราการเกิดประจำปี 2023 อยู่ที่เพียง 0.72 และตัวเลขเด็กเกิดใหม่อยู่ที่ 230,000 คน ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์

*อัตราการเกิด เป็นตัวเลขที่สะท้อนว่า ผู้หญิงหนึ่งคนจะให้กำเนิดเด็กโดยเฉลี่ยกี่คน ในกรณีตัวเลขของเกาหลีใต้คือ โดยเฉลี่ยผู้หญิง 1 คน จะให้กำเนิดเด็ก 0.72 คน

ในไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา ตัวเลขอัตราการเกิดใหม่ของประชากรยังตกลงไปอยู่ในระดับ 0.65 นับเป็นครั้งแรกที่อัตราการเกิดใหม่หล่นลงมาในหลัก 0.6

บริษัทอัดฉีดเป็นเงินสด

ขณะที่รัฐบาลเกาหลีใต้ออกมาตรการจูงใจเพื่อให้ประชากรมีลูกมากขึ้น บริษัทเอกชนก็เลือกจะสนับสนุนพนักงานของพวกเขาด้วยเงินสดจำนวนมาก

โพสโค (POSCO) บริษัทในอุตสาหกรรมเหล็ก มีนโยบายให้เงินสนับสนุนพนักงานที่คลอดบุตรมูลค่า 3 ล้านวอน (หรือราว 80,000 บาท) และยังให้เงินอีก 5 ล้านวอน (หรือราว 134,000 บาท) สำหรับลูกคนที่สอง นอกจากนี้ บริษัทยังอนุญาตให้พนักงานลาหยุดสำหรับการรักษาภาวะมีบุตรยาก ซึ่งบริษัทจะช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายด้วย นอกจากนี้ พนักงานยังมีสิทธิทำงานจากที่บ้านระหว่างที่ดูแลบุตรด้วย

บริษัทรายอื่น ๆ ทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ เช่น ฮุนได และ กลุ่มลอตเต้ ต่างก็มีนโยบายสนับสนุนการมีลูกเช่นเดียวกัน

คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ทำไมบริษัทธุรกิจเอกชนถึงพยายามทำให้พนักงานของพวกเขามีลูก

ศ.ฮวาง ยง-ซิก อาจารย์ด้านการบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเซจง อธิบายว่า “ถ้าคุณมองเข้ามาจากเลนส์ของคนต่างชาติ คุณอาจงงว่า ทำไมบริษัทเอกชนเหล่านี้ถึงต้องทุ่มเทขนาดนี้เพื่อสวัสดิการของพนักงาน แต่เพราะปัญหาอัตราการเกิดต่ำในเกาหลีใต้เป็นปัญหาสาหัส ดังนั้นแม้แต่บริษัทเอกชนก็ต้องทำอะไรสักอย่าง”

มิน จียอน และครอบครัว

ที่มาของภาพ, มิน จียอน

คำบรรยายภาพ, มิน จี-ยอน กล่าวว่า "ตั้งแต่บริษัทประกาศนโยบายสนับสนุนการมีบุตร คู่รักที่เพิ่งแต่งงานหรือพนักงานที่มีลูกแล้วหนึ่งคนต่างก็คิด [ถึงการมีลูก]"

บทบาทของเอกชนในยุคอัตราการเกิดต่ำ

ความสมดุลระหว่างการทำงานและการใช้ชีวิตนับเป็นเหตุผลสำคัญข้อหนึ่งที่ทำให้คนเกาหลีใต้มีลูกน้อยลง ด้วยเหตุนี้บริษัทเอกชนจึงมีส่วนสำคัญที่ต้องช่วยดึงให้อัตราการเกิดปรับสูงขึ้น

ยิ่งเมื่อตามปกติแล้วคู่รักจำนวนมากมีรายได้จากสองช่องทาง แต่เมื่อมีบุตร ฝ่ายหญิงมักต้องหยุดงานระยะหนึ่งเพื่อมาดูแลบุตร

ตามข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของเกาหลีใต้ในปี 2023 พบว่า จากผู้หญิงที่แต่งงาน ในช่วงอายุระหว่าง 15-54 ปี จำนวน 7,943,000 คน มีมากถึง 1,349,000 คนที่ต้องหยุดงานออกมาเลี้ยงดูบุตร โดยกว่า 42% ของผู้หญิงที่แต่งงานแล้วบอกว่า “การดูแลบุตร” เป็นเหตุผลที่พวกเขาต้องหยุดพักงาน ขณะที่ 26% ระบุว่าต้องหยุดพักงานเพราะการแต่งงาน และอีก 23% ระบุว่าเป็นเพราะการตั้งครรภ์และการดูแลบุตร

MARCH 17: People walk along the street on March 17, 2022 in Seoul, South Korea.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, 42% ของผู้หญิงที่แต่งงานแล้วบอกว่า “การดูแลบุตร” เป็นเหตุผลที่พวกเขาต้องหยุดพักงาน

กลับมาที่มิน จี-ยอน ผู้ได้รับเงิน 2.6 ล้านบาท เธอกล่าวว่า เพราะเธอทั้งทำงานไปด้วยและเลี้ยงลูกไปด้วยในเวลาเดียวกัน “ฉันรู้สึกสงสารทั้งบริษัท สงสารทั้งลูกตัวเอง”

“ฉันรู้สึกผิดที่ไม่ได้ใช้เวลามากเท่าที่ควรกับลูก หากวันไหนลูกป่วยขึ้นมาตอนที่ฉันกำลังทำงานอยู่ ฉันต้องขอโทษที่ต้องขอให้พวกเขาเข้าใจและใช้วันลาหยุดประจำปี… ท้ายที่สุด มีคนรอบตัวฉันมากมายที่เลือกลาออก [จากบริษัท] เมื่อลูก ๆ ของพวกเขาโตขึ้น และส่วนใหญ่ก็เป็นผู้หญิงทั้งนั้น [ที่ลาออก]”

เนื่องจากเพศหญิงมักถูกมองว่าเป็นคนหลักที่ต้องดูแลบุตร จึงเป็นเรื่องยากที่ผู้ชายจะขอลาหยุดเพื่อเลี้ยงบุตร หรือขอทำงานจากที่บ้าน หากพวกเขาต้องการแบ่งเบาภาระภรรยา

ในรายงานที่จัดทำโดยองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ดูแลประเด็นการเอาเปรียบในที่ทำงาน Workplace Gapjil 119 พบกรณีของคุณพ่อคนหนึ่งที่ระบุว่า “ตอนที่ผมรายงานต่อหัวหน้าแผนกว่า จะขอใช้วันลาหยุดเลี้ยงดูบุตร ผมได้รับคำตอบว่า ไม่มีผู้ชายคนไหนในบริษัทที่ขอลาหยุดเลี้ยงบุตรมาก่อน แล้วหลังจากนั้น คำวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับทัศนคติในการทำงานของผมก็เริ่มต้นขึ้น”

แม้สถานการณ์การลาหยุดเพื่อไปดูแลบุตรของผู้ชายจะดีขึ้นในปีที่ผ่านมา ด้วยตัวเลขทะลุ 50,000 คนเป็นครั้งแรก โดยคิดเป็นสัดส่วน 3 ใน 10 อย่างไรก็ดี ตัวเลขนี้ที่สัดส่วน 27.1% ยังนับว่าน้อยกว่าผู้หญิงที่อยู่ในระดับ 72.9% อยู่อีกมาก

ยั่งยืนหรือไม่ เมื่อตัวเลขประชากรขึ้นบนผลกำไรของบริษัท

School children wearing traditional Korean dress wave Union and South Korean Flags as they await the arrival of King Charles III as he visits the Korean Community at New Malden Methodist Church on November 8, 2023 in New Malden, England.

ที่มาของภาพ, Getty Images

เริ่มมีกระแสความกังวลว่า นโยบายสนับสนุนการมีบุตรที่ถูกผลักดันโดยบริษัทเอกชนผ่านการให้เงินสนับสนุนนั้นได้ผลจริงหรือไม่ และจะยั่งยืนแค่ไหน

ศ.ฮวาง ระบุว่า “เป็นเรื่องดีที่บริษัทเข้ามาเติมเต็มความรับผิดชอบทางสังคมในสถานการณ์ที่พวกเขามีกำไรและบริหารจัดการอย่างเหมาะสม แต่ถ้าบริษัทเกิดไม่ได้ทำอย่างนั้น (ถ้าพวกเขาใช้เงินสนับสนุนมากเกินไป) มันอาจจะถึงจุดจบในฐานะกิจกรรมหนึ่งหรือการแสดงหนึ่งเท่านั้น”

ยังมีความกังวลต่อทุนของบริษัทเช่นเดียวกัน เนื่องจากระบบสวัสดิการภายในที่เกี่ยวข้องกับการคลอดบุตรสามารถกลายเป็นภาระทางการเงินให้กับบริษัทได้ ขณะที่พนักงานที่ไม่มีบุตรก็อาจรู้สึกราวกับถูกลิดรอนสิทธิของตน

มากไปกว่านั้น ไม่ใช่ทุกบริษัทที่สามารถสนับสนุนพนักงานด้วยเงินสดได้ ในบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลาง พวกเขามียอดขายที่น้อยกว่าบริษัทขนาดใหญ่อยู่มาก

คิม มินา (นามสมมติ) พนักงานวัย 30 ปี ที่กำลังจะคลอดบุตร กล่าวกับ บีบีซี แผนกภาษาเกาหลีว่า “บริษัทมอบเงินจำนวน 500,000 วอน (หรือราว 13,400 บาท) ให้เป็นการแสดงความยินดี แต่มันเป็นเรื่องจริงที่ฉันรู้สึกว่า (เงินสนับสนุน) นี้ ไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับบริษัทอื่น ๆ”

ตามสถิติข้อมูลจากสำนักงานสรรพากรเกาหลีใต้พบว่า ตัวเลขแรงงานที่ได้รับการลดหย่อนภาษีจากการมีบุตรและเงินสนับสนุนการเลี้ยงดูบุตรในปี 2022 มีเพียง 472,380 คนเท่านั้น คิดเป็น 2.3% ของผู้ที่มีรายได้ เมื่อคำนวณเงินสนับสนุนต่อบุคคลพบว่าอยู่ที่ 680,000 วอน (18,300 บาท) ซึ่งนับว่าต่ำกว่ามาตรฐานการลดหย่อนที่ 1.2 ล้านวอน (32,307 บาท) ต่อปี

เป็นเรื่องยากที่จะทราบว่าตัวเลขที่แท้จริงเป็นเท่าไหร่ เนื่องจากเงินสนับสนุนการคลอดบุตรและการเลี้ยงดูบุตรที่อยู่นอกเหนือจากส่วนการลดหย่อนภาษีถูกรวมอยู่กับรายรับ

โอ จิน-โฮ ประธานคณะกรรมการบริหาร Workplace Gapjil 119 ย้ำว่า “กระบวนทัศน์ของ [การทำงานและการดูแลบุตร] ต้องเปลี่ยนไปสู่นโยบายการลาหยุดเพื่อเลี้ยงดูบุตรจากฝ่ายรัฐบาล มากกว่ามาพึ่งอยู่บนนโยบายเงินสนับสนุนของภาคเอกชน”

ตามข้อมูลผลสำรวจในปี 2022 โดยสถาบันนโยบายเพื่อผู้หญิงแห่งเกาหลีใต้ (Korea Women's Policy Institute) พบว่า นโยบายที่สำคัญที่สุดคือ “ระบบการทำงานที่ยืดหยุ่น อาทิ ช่วงเวลาทำงานที่ไม่พร้อมกันทั้งบริษัท การทำงานจากที่บ้าน หรือการทำงานแบบไม่เต็มเวลา” รวมถึงนโยบายอย่าง “การลาหยุดเพื่อเลี้ยงดูลูกทั้งกับผู้ชายและผู้หญิง”