การรุกรานยูเครน เป็นไปตามแผนของรัสเซียหรือไม่ ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, คาเทรีนา คินคูโลวา และ โอเลห์ เชอร์นิช
- Role, บีบีซีเวิลด์เซอร์วิส
ช่วงกลางเดือน พ.ค. รัสเซียโจมตียูเครนจากทางตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับภูมิภาคคาร์คิฟ และสามารถเข้ายึดครองดินแดนบางส่วนเคยถูกยึดครองได้ในช่วงแรกของการรุกรานเต็มรูปแบบ แต่ต่อมาถูกสละการครอบครองไป
นักวิเคราะห์บางคนอธิบายถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเป็นการโจมตี “ในขณะที่โลกกำลังงีบหลับ”
การสู้รบอย่างหนักเกิดขึ้นรอบเมืองวอฟชันสก์ ซึ่งตั้งห่างจากชายแดนรัสเซีย-ยูเครนประมาณ 5 กิโลเมตร
การคาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ อาจเป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับยูเครน เช่นว่า รัสเซียจะรุดหน้าตามแผน และอาจเข้ายึดเมืองคาร์คิฟ ซึ่งเป็นเมืองขนาดใหญ่อันดับสองของยูเครนที่มีประชากรราว 1.4 ล้านคนได้
ยูเครนเผชิญปัญหาขาดแคลนกระสุน เนื่องจากความช่วยเหลือทางทหารจากชาติตะวันตกใช้เวลานานกว่าจะเข้ามาถึง อันเป็นผลจากกระบวนการตัดสินใจที่ล่าช้านานหลายเดือน
ดูเหมือนว่ารัสเซียได้เรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต และขั้นต่อไปของสงครามอาจเป็นการรุกรานในฤดูร้อนที่ประสบความสำเร็จ
แจ็ค วัตลิง นักวิเคราะห์ทางการทหารจากสถาบันรอยัลยูไนเต็ดเซอร์วิสหรืออาร์ยูเอสไอ (Royal United Services Institute - RUSI) ของสหราชอาณาจักร บอกว่า เป้าหมายการรุกรานไม่ใช่แค่พื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือเท่านั้น แต่ยังเป็น “การขยายการรุกคืบของรัสเซียในภูมิภาคดอนบาส” ทางตะวันออกของยูเครน โดยบางส่วนของพื้นที่นี้อยู่ภายใต้การควบคุมทางทหารของรัสเซียตั้งแต่ปี 2014
ปฏิบัติการทางทหารล่าสุดของรัสเซีย ประสบความสำเร็จหรือไม่ ?
เกือบ 2 เดือนผ่านไป กองกำลังรัสเซียรุกคืบไปข้างหน้าในพื้นที่แนวหน้าบางส่วน แต่พวกเขาล้มเหลวในการเข้ายึดครองเมืองยุทธศาสตร์ของวอฟชันสก์และชาซีฟ ยาร์ ได้เบ็ดเสร็จ ซึ่งทั้ง 2 เมืองเกิดการต่อสู้ที่ดุเดือดในช่วง 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ที่มาของภาพ, Getty Images
การยึดครองของพวกเขาจะทำให้รัสเซียได้เปรียบอย่างมากในการตัดเส้นทางส่งเสบียงทางทหารของยูเครน และเอื้อให้รัสเซียเคลื่อนทัพเข้าสู่พื้นที่ที่กว้างขึ้น
สาเหตุหลักที่ทำให้ความก้าวหน้าไม่เป็นไปตามคาด คือ ในแง่หนึ่งรัสเซียดูเหมือนจะไม่สามารถส่งกำลังพลสำรองมากพอได้ถูกที่ถูกเวลาเพื่อกดดันด้วยการรุกราน ขณะที่อีกด้านหนึ่งพบว่าความช่วยเหลือทางทหารชุดใหม่จากชาติตะวันตกกำลังเข้ามายังยูเครน เพื่อช่วยพวกเขาป้องกันการโจมตี

มิโคลา บีเลสคอฟ นักวิจัยจากสถาบันแห่งชาติเพื่อการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์ของยูเครน ซึ่งเขียนให้กับบทวิเคราะห์ให้กับงานตีพิมพ์ระดับโลก บอกว่า รัสเซียกำลังเร่งการรุกราน หลังจากรัฐสภาของสหรัฐฯ เพิ่งผ่านงบแพ็คเกจความช่วยเหลือทางการทหารสำหรับยูเครนจำนวน 6.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท) เมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา
“โอกาสกำลังเริ่มหมดลงแล้ว แพ็คเกจความช่วยเหลือครั้งใหม่จะลดความได้เปรียบด้านกำลังพลภาคพื้นดินของรัสเซีย นั่นจึงเป็นสาเหตุว่า ทำไมช่องว่างระหว่างสองฝ่ายจึงลดลง ถึงแม้ยูเครนจะยังคงเสียเปรียบอยู่ก็ตาม”
ภายในสิ้นเดือน พ.ค. การรุกรานในภูมิภาคคาร์คิฟได้ชะลอตัวลง ด้านอเล็กซานเดอร์ คอทส์ บล็อกเกอร์ด้านการทหารของรัสเซีย เขียนว่า ยูเครนอยู่ระหว่างการทุ่มกำลังสำรองที่สำคัญไปยังวอฟชันสก์และ “เรา [กองทัพรัสเซีย] ไม่ควรคาดหวังว่าจะรุกคืบไปข้างหน้าในวงกว้างได้เร็ว ๆ นี้ เราต้องเสริมความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งที่ตั้งอันเหมาะสมและเตรียมพร้อมสำหรับการโต้กลับ”
แต่ในขณะที่ปฏิบัติการทางทหารมีความคืบหน้าล่าช้าลง และกองทัพยูเครนกำลังจัดขุมกำลังพลขึ้นมาใหม่เพื่อตรึงกำลังในพื้นที่ของพวกเขา ก็ไม่ได้หมายความว่ารัสเซียกำลังพ่ายแพ้ อันเนื่องมาจาก 2 ปัจจัยในสงครามที่กำลังส่งผลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ปัจจัยที่ 1: ระเบิดร่อน (Glide bomb)
หนึ่งในบรรดาปัจจัยดังกล่าว คือ ระเบิดร่อน ซึ่งเป็นหนึ่งอาวุธที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดของรัสเซียในสงครามครั้งนี้ จนถึงตอนนี้ ทางการยูเครนบอกว่า เครื่องบินของรัสเซียทิ้งระเบิดมากกว่า 100 ลูกต่อวันในช่วงที่สัปดาห์ผ่านมา

ที่มาของภาพ, Getty Images
ระเบิดร่อนเป็นระเบิดอิสระที่ตกได้ในทุกที่ ย้อนกลับไปยุคสหภาพโซเวียตหรือแม้แต่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มันถูกปรับปรุงให้ทันสมัยด้วยชุดปีกและระบบนำทางด้วยจีพีเอส ซึ่งเอื้อให้พวกมันมุ่งหน้าไปยังเป้าหมายได้ โดยทางรัสเซียได้ปล่อยระเบิดร่อนเหล่านี้ขณะบินเหนือน่านฟ้ารัสเซีย
ระเบิดร่อนมีขนาดค่อนข้างเล็กและปลดปล่อยความร้อนออกมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสกัดกั้นมันด้วยระบบป้องกันภัยทางอากาศ ซึ่งมักยิงโดรนและขีปนาวุธให้ตกลงสู่พื้นได้ โดยทางนายโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนได้ออกมาเน้นย้ำถึงประเด็นนี้ระหว่างการให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ของสหรัฐฯ ครั้งล่าสุด
เพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องบินรัสเซียทิ้งระเบิดร่อน ทางยูเครนได้ขออนุญาตชาติตะวันตก เพื่อใช้อุปกรณ์ต่างประเทศโจมตีเข้าไปในดินแดนของรัสเซียโดยมุ่งเป้าไปยังเครื่องบินทางทหาร
จากการวิเคราะห์ของมิโคลา บีเลสคอฟ ระบุว่า การโจมตีสนามบินรัสเซียเป็นวิธีการเดียวที่จะ “ยับยั้งความได้เปรียบจากระเบิดร่อน”
ปัจจัยที่ 2: การต่อต้านรัสเซีย
การร่นถอยของยูเครนในแนวหน้า รวมถึงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนโดยรัสเซีย ทำให้สหรัฐฯ ต้องเปลี่ยนใจเกี่ยวกับการให้ใช้อาวุธที่บริจาคให้กับยูเครน เพื่อโจมตีเข้าไปในดินแดนของรัสเซีย

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในตอนแรก รัฐบาลยูเครนได้รับอนุญาตให้ยิงอาวุธที่ทางสหรัฐฯ จัดหาให้ เพื่อเป้าหมายทางทหารในดินแดนของรัสเซียที่อยู่ใกล้กับภูมิภาคคาร์คิฟ แต่เมื่อช่วงปลายเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา นายเจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ กล่าวว่า ข้อตกลงกับยูเครนเกี่ยวกับการยิงอาวุธอเมริกันเข้าสู่รัสเซียได้ขยายขอบเขต “ไปยังทุกที่ที่กองทัพรัสเซียกำลังข้ามพรมแดนจากฝั่งรัสเซียมายังยูเครน เพื่อยึดดินแดนยูเครนเพิ่มเติม”
การอนุญาตในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในทันที เนื่องจากหลายฝ่ายในสหรัฐฯ และชาติตะวันตกต่างต้องการหลีกเลี่ยงที่จะมีความตรึงเครียดโดยตรงกับมอสโก ขณะที่ทางรัฐบาลรัสเซียบอกว่า การอนุญาตให้ยูเครนใช้อาวุธที่ทางสหรัฐฯ จัดหาให้ เพื่อจัดการกับเป้าหมายในรัสเซีย ได้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐฯ “มีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งในความขัดแย้งครั้งนี้”
สงครามจะดำเนินต่อไปอีกยาวนานแค่ไหน ?
แม้ปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในดินแดนยูเครนไม่ได้รุกคืบในดินแดนที่สำคัญในขณะนี้ แต่สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน
กองทัพยูเครนมีจำนวนน้อยกว่ากองทัพรัสเซียอย่างมาก โดยนายพลอาวุโสคนหนึ่งของยูเครนบอกว่า ในสถานที่บางแห่ง กองกำลังรัสเซียมีจำนวนได้เปรียบในอัตรา 10 ต่อ 1 เมื่อเทียบกับกำลังพลของยูเครน แต่ในขณะเดียวกัน รัสเซียก็เผชิญกับความสูญเสียอย่างหนัก โดยทางบีบีซีแผนกภาษารัสเซียพยายามสืบหาอย่างต่อเนื่องว่า ทางรัสเซียสูญเสียไปแล้วเท่าไรในช่วงมี่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งอาจสิ่งสะท้อนผลลัพธ์ปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียครั้งล่าสุด

ที่มาของภาพ, Getty Images
หลายสิ่งหลายอย่างอาจไม่เป็นไปตามแผน นับตั้งแต่เปิดปฏิบัติการรุกรานเต็มรูปแบบเมื่อเดือน ก.พ. 2022 แต่ความมุ่งมั่นของรัฐบาลรัสเซียที่จะอยู่ได้นานกว่าการสนับสนุนยูเครนของชาติตะวันตก ยังคงแข็งแกร่งเช่นเคย
นายดมิทรี เมดเวเดฟ อดีตประธานาธิบดีและอดีตนายกรัฐมนตรีของรัสเซียได้เขียนไว้หลังจากสภาคองเกรสของสหรัฐฯ รับรองแพ็คเกจความช่วยเหลือสำหรับยูเครน ระบุว่า “แน่นอนว่าเราจะชนะ แม้จะมีเงินเปื้อนเลือดจำนวน 6.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่พลังและความจริงจะอยู่ข้างเรา”
สำหรับความเห็นว่า สงครามยูเครนจะลากยาวไปถึงเมื่อไร นายฟรานซิส เดิร์นลีย์ บรรณาธิการข่าวของหนังสือพิมพ์ เดอะ เทเลกราฟ ของสหราชอาณาจักร และเป็นผู้จัดพอดแคสต์ชื่อว่า “Ukraine: the Latest” (ติดตามสถานการณ์ล่าสุดในยูเครน) กล่าวในรายการดังกล่าวว่า “ชาติตะวันตกมีปฏิกิริยาเชิงรับมากกว่าเชิงรุก และวอชิงตันซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญที่สุดของเซเลนสกี ได้อนุญาตให้ใช้งานอาวุธที่พวกเขาจัดหาให้ ซึ่งเพียงพอสำหรับการอยู่รอดของรัฐบาลยูเครน แต่ไม่ใช่เพื่อการชนะอย่างเด็ดขาด”
“ความเจ็บปวดของสงครามครั้งนี้ คือ การนองเลือดที่สุดของยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังดำเนินไปอย่างยาวนานกว่าที่ควรจะเป็น หรือที่เคยคาดการณ์ไว้”











