You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ดูแลสุขภาพลำไส้ ช่วยชะลอวัยและทำให้แก่ไปไม่เจ็บป่วยจริงหรือ ?
- Author, ฮิวจ์ พิม
- Role, บรรณาธิการข่าวสุขภาพ
ไม่กี่ปีมานี้ เรื่องของลำไส้ได้กลายเป็นประเด็นทางสุขภาพที่น่าพิศวง ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์และบรรดาอินฟลูเอนเซอร์ ต่างโหมประโคมโฆษณาคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดต่าง ๆ โดยอ้างว่าช่วยดูแลและส่งเสริมสุขภาพของลำไส้ แม้จะยังไม่มีผลพิสูจน์ยืนยันทางวิทยาศาสตร์ที่แน่ชัดมารับรองเลยก็ตาม ในขณะที่ผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวและคอมบุฉะ (kombucha) หลายยี่ห้อ ก็อวดอ้างว่ามีสรรพคุณช่วยบำรุงลำไส้ด้วย "แบคทีเรียชนิดดี" เช่นกัน
แม้บางคนจะมองว่ากระแสนิยมดังกล่าว เป็นเพียงเทรนด์ทางสุขภาพที่ผ่านมาเพียงประเดี๋ยวประด๋าว แล้วก็จะผ่านเลยไปแบบไม่ยั่งยืน แต่ถึงกระนั้น แพทย์หลายคนมองว่าสภาพของจุลชีวนิเวศในลำไส้ (gut microbiome) ของคนเรา สามารถจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพในหลายต่อหลายเรื่อง ตั้งแต่สุขภาพจิตไปจนถึงความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งบางชนิดได้
นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ทางการแพทย์อีกอย่างหนึ่งที่ผมสนใจเป็นพิเศษ นั่นคือคำถามที่ว่า สุขภาพของลำไส้มีอิทธิพลต่อความชราหรือการชะลอวัยด้วยหรือไม่ หากเราดูแลสุขภาพลำไส้เป็นอย่างดีแล้ว มันสามารถจะทำให้คนเราแก่ช้าหรือแก่ตัวลงแบบมีคุณภาพ ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยแม้อายุจะมากขึ้นได้หรือไม่
ด้วยเหตุนี้เอง ตลอดช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา ผมจึงไปเยือนโรงพยาบาลเซนต์แมรีในกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์แห่งการค้นพบยาเพนิซิลลินอยู่บ่อยครั้ง เพื่อเตรียมตัวรับการตรวจสุขภาพลำไส้ของตนเองอย่างละเอียด ซึ่งเป็นกระบวนการที่ออกจะน่าหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย
ผมได้เข้าพบกับนายแพทย์เจมส์ คินรอสส์ อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมลำไส้และทวารหนัก ประจำมหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน (ICL) เขาบอกว่างานประจำที่สนุกที่สุด เพราะมีสีสันไม่จืดชืดน่าเบื่อ ก็คือการตรวจวิเคราะห์อุจจาระของคนไข้นั่นเอง
เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ผมได้ส่งตัวอย่างอุจจาระไปตรวจที่ห้องปฏิบัติการ เพื่อวิเคราะห์เจาะลึกถึงสภาพของจุลชีวนิเวศหรือไมโครไบโอมในลำไส้ ซึ่งก็คือจุลชีพหลากชนิดและสายพันธุ์ ที่อาศัยอยู่ร่วมกันนับล้านล้านตัวในท้องของคนเรา โดยมีแบคทีเรียเป็นประชากรส่วนใหญ่ แต่ก็มีไวรัสและเชื้อรารวมอยู่ด้วย
นพ.คินรอสส์ออกตัวว่า "ผมเป็นเหมือนนักสอนศาสนา ที่คอยโน้มน้าวชักจูงให้ผู้คนหันมาใส่ใจไมโครไบโอม เพราะมันเป็นสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในทุกแง่มุมของสุขภาพเสมอ"
นพ.คินรอสส์เชื่อว่า ลำไส้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งกับกระบวนการที่นำไปสู่ความชราภาพของคนเรา โดยสามารถจะกำหนดได้ว่าเราจะมีอายุขัยยืนยาวเท่าใด และจะมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดีหรือไม่เมื่อแก่ตัวลง
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางคนยังคงเชื่อว่า ความสำคัญของระบบจุลชีวนิเวศในลำไส้ต่อการแก่ชราของมนุษย์นั้น ออกจะได้รับความสนใจและให้ค่ากันมากเกินจริง นักวิจัยทุกคนที่ผมพูดคุยด้วยล้วนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมกันมากกว่านี้ ก่อนจะหาข้อสรุปได้
ตอนนี้ผมอายุกว่า 60 ปี และเป็นคุณปู่แล้ว จึงถึงเวลาที่ต้องตรวจสอบสุขภาพลำไส้ เพื่อดูว่าแนวโน้มสุขภาพโดยรวมของผมในบั้นปลายชีวิตจะเป็นอย่างไร ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีข้างหน้า ยิ่งไปกว่านั้น การตรวจสุขภาพของผมในครั้งนี้ยังอาจช่วยตอบคำถามสำคัญที่ว่า สุขภาพลำไส้มีอิทธิพลต่อความชราและการชะลอวัยจริงหรือไม่ ถ้าจริงเราจะทำอะไรได้บ้าง เพื่อปรับปรุงสุขภาพลำไส้ให้แข็งแรงขึ้น ?
คุณทวดวัย 117 ปี กินโยเกิร์ตทุกวัน
มาเรีย แบรนยาส โมเรรา คือหนึ่งในผู้ที่มีอายุยืนที่สุดของโลก หญิงชราจากภาคเหนือของสเปนผู้นี้ เสียชีวิตไปเมื่อปี 2024 ในตอนที่มีอายุได้ 117 ปี นักวิทยาศาสตร์ได้ตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำลาย, เลือด, อุจจาระ, และปัสสาวะของเธอ ก่อนจะนำไปเปรียบเทียบกับผลตรวจของหญิงชราอีก 75 คน ซึ่งล้วนอาศัยอยู่ในแถบคาบสมุทรไอบีเรีย เหมือนกับคุณทวดโมเรราทั้งหมด
นักวิจัยบอกว่า คุณทวดโมเรรามีไลฟ์สไตล์หรือวิถีการดำรงชีวิตส่วนใหญ่ดีต่อสุขภาพ เธออาศัยอยู่ในชนบท เดินวันละหนึ่งชั่วโมง และกินอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนที่อุดมไปด้วยไขมันดี อย่างไรก็ตาม มีพฤติกรรมหนึ่งที่เธอทำเป็นประจำโดยไม่เหมือนใคร นั่นคือการกินโยเกิร์ตวันละ 3 ถ้วย
ดร.มาเนล เอสเตลเยร์ นักพันธุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบาร์เซโลนา ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกของทีมวิจัยข้างต้น บอกว่านิสัยการกินโยเกิร์ตของคุณทวดโมเรรา น่าจะทำให้เธอมีแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้จำนวนมาก ซึ่งส่งผลช่วยลดการอักเสบได้ "เธอมีเซลล์ร่างกายซึ่งมีอายุชีวภาพเยาว์วัยกว่าอายุจริงมาก"
นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยอีกมากมาย ที่ได้ตรวจสอบสุขภาพลำไส้ของคนชราที่มีอายุ 100 ปีขึ้นไป ซึ่งพบว่าภายในลำไส้ของคนเหล่านี้ มีประชากรแบคทีเรียชนิดดีจำนวนมหาศาลหลากหลายสายพันธุ์ โดยผลวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature เมื่อปี 2022 ระบุว่าทีมนักวิจัยชาวจีนได้ตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างอุจจาระของคนชราอายุกว่าร้อยปี 18 คน ในอำเภอเจี่ยวหลิงทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ แล้วพบว่ามีความหลากหลายทางชีวภาพของแบคทีเรียในลำไส้ของคนเหล่านี้สูงมาก เมื่อเทียบกับคนวัยผู้ใหญ่ที่มีอายุน้อยกว่า
จุลชีพในลำไส้ควรมีความหลากหลาย "เหมือนต้นไม้ในสวน"
ดร.แมรี นี ล็อกเลนน์ อาจารย์แพทย์ด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ประจำราชวิทยาลัยแห่งกรุงลอนดอน (KCL) แนะนำให้เรามองว่าจุลชีวนิเวศหรือไมโครไบโอมในลำไส้ของคนเรา ไม่ต่างจากสวนที่ยิ่งปลูกพืชพรรณลงไปหลากชนิดก็ยิ่งดี "หากคุณเดินเข้าไปในสวนที่มีความหลากหลายทางชีวภาพต่ำ มันจะดูแห้งแล้งและแทบไม่มีต้นไม้อยู่เลย สิ่งที่คุณต้องทำเพื่อแก้ไขสภาพแวดล้อมอันย่ำแย่นี้ คือการหว่านเมล็ดและปลูกไม้ดอกไม้ผลเพิ่มหลาย ๆ ชนิด"
ทว่าเมื่อคนเราอายุมากขึ้น ความหลากหลายของจุลินทรีย์ในลำไส้จะลดลงอย่างมาก จนแบคทีเรียชนิดดีบางสายพันธุ์ถึงกับหมดไปจากร่างกายกันเลยทีเดียว แต่คนชราที่กินอาหารซึ่งบำรุงเลี้ยงแบคทีเรียชนิดดีเป็นประจำมายาวนาน สามารถจะรักษาจำนวนประชากรของจุลชีพที่มีประโยชน์เอาไว้ได้ แม้ล่วงเข้าวัยชราถึงช่วงอายุ 80 หรือ 90 ปีแล้วก็ตาม ซึ่งคนเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะมีอายุยืนยาวกว่า และมีสุขภาพดีในบั้นปลายชีวิตมากกว่า
"ที่ผ่านมาผลวิจัยจำนวนมากพิสูจน์ให้เราทราบว่า คนที่มีอายุยืนถึงร้อยปี ล้วนมีความหลากหลายของไมโครไบโอมสูงกว่าคนทั่วไป มีบางอย่างที่ทำให้พวกเขาเป็นสุดยอดคนชรา ซึ่งก็คือความสามารถในการรักษาความหลากหลายของจุลชีวนิเวศในลำไส้นั่นเอง" ดร.นี ล็อกเลนน์ กล่าว
นอกจากการมีอายุยืนยาวแล้ว การมีสุขภาพดีได้อย่างยาวนานตลอดช่วงบั้นปลายของชีวิต ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งนพ.คินรอสส์บอกว่า มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องระหว่างสภาพของไมโครไบโอมในลำไส้ กับความอ่อนแอเปราะบางของสุขภาพคนชรา ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าคนแก่จะสามารถฟื้นตัวจากโรคภัยและอาการบาดเจ็บได้ดีแค่ไหน
เทียบอายุจริงกับอายุลำไส้ของผม
ย้อนกลับมาที่ห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาลเซนต์แมรีในกรุงลอนดอน นพ.คินรอสส์ ได้อ่านผลการวินิจฉัยสุขภาพลำไส้ของผม ซึ่งปรากฏว่าผมมี "ความหลากหลายของไมโครไบโอมในระดับที่ดี" และสุขภาพของลำไส้โดยรวมก็จัดว่าดีด้วย แต่แพทย์ได้ตรวจพบข้อบกพร่องบางอย่างเช่นกัน
ผลวิเคราะห์ตรวจพบแบคทีเรียที่มี "บทบาทสำคัญในลำไส้" สองสามชนิด ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคตได้ ทั้งยังพบจุลชีพตัวอันตรายอย่างเชื้ออีโคไล (E.coli) และคลอสตริเดียม ดิฟฟิไซล์ (C.difficile) ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดแปลก เพราะการใช้ยาปฏิชีวนะในอดีตและการล้มป่วยด้วยโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบมาก่อน อาจเป็นสาเหตุให้มีเชื้อเหล่านี้ในลำไส้ได้
ส่วนแนวโน้มสุขภาพในวัยชราของผมนั้น เมื่อพิจารณาจากสภาพของจุลชีวนิเวศในลำไส้แล้ว ปรากฏว่าผมมีความหลากหลายของจุลินทรีย์ชนิดดี ในระดับที่เทียบเท่ากับชายชาวอิตาเลียนที่แก่กว่าผม 5 ปี นพ.คินรอสส์ได้ข้อสรุปนี้ หลังจากนำข้อมูลของผมไปเปรียบเทียบกับผลวิจัยของชาวอิตาเลียน 62 คน ซึ่งอาศัยอยู่ในทางตอนเหนือของประเทศ
ผลการศึกษาข้างต้นถือเป็นงานวิจัยชิ้นเดียวของโลก ที่มีการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างอุจจาระของคนอายุ 22-109 ปี ซึ่งเปิดโอกาสให้เราได้ทราบถึงสภาพของจุลชีวนิเวศ และสุขภาพลำไส้ของคนในช่วงวัยต่าง ๆ
ผลตรวจดังกล่าวทำให้ผมรู้สึกเสียใจและสำนึกผิด กับการกินอาหารสำเร็จรูปและของขบเคี้ยวกินเล่นต่าง ๆ เป็นประจำนานหลายปี การโหมงานหนักในช่วงที่ต้องเร่งทำข่าววิกฤตการเงินการธนาคารในปี 2008 และการระบาดใหญ่ของโรคโควิด-19 ส่งผลให้ผมต้องกินเค้ก ขนมหวาน และอาหารขยะบ่อย ๆ เพราะหาซื้อมาประทังความหิวในตอนที่เร่งรีบหรือกำลังเดินทางได้ง่าย นอกจากนี้ การที่ต้องย้ายเข้ามาอาศัยในกรุงลอนดอนหลายครั้ง ตั้งแต่ช่วงวัยหนุ่มอายุยี่สิบเศษ ยังทำให้ผมต้องสูดดมควันพิษจากการจราจร จนอายุลำไส้ของผมแก่กว่าอายุจริงถึง 5 ปี ซึ่งต่างจากชาวอิตาเลียนในภูมิภาคที่มีอากาศบริสุทธิ์
เมื่อนพ.คินรอสส์ ได้เห็นสีหน้าที่ซีดเผือดลงทันทีของผม จึงรีบกล่าวปลอบใจว่า กลุ่มตัวอย่างชาวอิตาเลียนที่นำมาเปรียบเทียบกับผมนั้น น่าจะได้กินอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนมาตลอดชีวิต ทั้งยังอาศัยอยู่ในชนบทที่ปราศจากมลภาวะต่าง ๆ และที่สำคัญที่สุด ผลวิจัยนี้มาจากกลุ่มประชากรตัวอย่างที่มีขนาดเล็กมาก
"กลไกต่าง ๆ ที่นำไปสู่การมีสุขภาพดีในวัยชรา ล้วนมีอยู่ครบพร้อมในตัวคุณแล้ว เราเพียงต้องปรับเสริมให้มันขึ้นสู่ระดับที่ดีที่สุดเท่านั้น" นพ.คินรอสส์กล่าว ซึ่งนั่นหมายความว่าหากผมเริ่มปรับการกินอาหารให้ดี ก็ยังคงมีโอกาสที่จะทำให้สุขภาพลำไส้ดีขึ้นได้
มีเคล็ดลับที่ช่วยเปลี่ยนแปลงแก้ไขสุขภาพลำไส้หรือไม่
ดร.เอสเตลเยร์บอกว่า มีความเป็นไปได้สูงที่คนเราจะอายุยืนขึ้นและมีสุขภาพดีในวัยชรา ด้วยวิธีหันมากินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ แม้จะเน้นย้ำด้วยว่ายังคงมี "ความไม่แน่นอน" บางประการในเชิงวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสุขภาพลำไส้และความชรา แต่หลักฐานเท่าที่มีในปัจจุบันค่อนข้างจะชี้ชัดแล้วว่า อาหารที่เรากินเข้าไปมีอิทธิพลต่อ "การเกิดโรคและการตาย" ของเราได้
"แม้กระทั่งเหล่าคนรวยที่อาศัยอยู่ในเมืองแห่งเดียวกัน คนที่กินดีหรือกินอาหารที่ส่งเสริมสุขภาพมากกว่า จะมีอายุยืนยาวกว่า" ดร.เอสเตลเยร์กล่าว เขายังแนะนำให้บริโภคน้ำมันมะกอก ซึ่งมีสารโพลีฟีนอล (polyphenols) ที่บำรุงเลี้ยงแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้ รวมทั้งเนื้อปลาสีน้ำเงิน (bluefish) หรือ "คุโรมุซึ" ในภาษาญี่ปุ่น ซึ่งเป็นปลาทูน้ำลึกชนิดหนึ่งที่ชาวญี่ปุ่นนิยมนำมาประกอบอาหาร ปลาชนิดนี้อุดมไปด้วยกรดไขมันที่มีประโยชน์ และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ชาวญี่ปุ่นมีอายุคาดเฉลี่ยสูงที่สุดในโลกถึง 84.5 ปี ตามการรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO)
อย่างไรก็ตาม ปลาสีน้ำเงินหรือคุโรมุซึค่อนข้างจะหารับประทานได้ยากในสหราชอาณาจักร แต่อาจจะหาพบได้ตามร้านขายปลาเฉพาะทางบางแห่ง หรือร้านอาหารญี่ปุ่น
ดร.เอสเตลเยร์ ยังแนะนำให้หลีกเลี่ยงการกินน้ำตาลฟอกขาว หรือน้ำตาลที่ผ่านการขัดสีมาแล้ว รวมทั้งหลีกเลี่ยงอาหารที่ผ่านการแปรรูปมาอย่างหนัก (UPF) ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะอาหารจำพวกนี้จะไปทำลายความหลากหลายทางชีวภาพของแบคทีเรียในลำไส้
ทว่าพันธุกรรมหรือยีนของคนเรา ก็เป็นปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่กำหนดว่า เราจะสามารถปรับปรุงแก้ไขสุขภาพของลำไส้ได้สำเร็จหรือไม่ ซึ่งดร.เอสเตลเยร์บอกว่า บางคนอาจจะโชคดีกว่าผู้อื่น เพราะมีพันธุกรรมที่ส่งเสริมในเรื่องนี้อยู่แล้ว
ด้านนพ.คินรอสส์ กล่าวเตือนว่า การศึกษาวิจัยเรื่องผลกระทบของไมโครไบโอมต่อสุขภาพของกลุ่มประชากรต่าง ๆ นั้น ยังคงอยู่ในระยะเริ่มต้น จึงไม่ควรนำมาใช้อ้างอิงเปรียบเทียบในการตรวจวินิจฉัยโรคมากจนเกินไป แต่ควรจะตรวจประเมินคนไข้เป็นรายบุคคลจะดีกว่า
"จุดเปลี่ยน" ของคนชรา
หลังจากได้รับรายงานทางการแพทย์แล้ว ผมจึงมุ่งหน้าไปหานักโภชนาการและผู้กำหนดอาหารอย่าง ราเกล บริตซ์เก ซึ่งได้ทบทวนผลวิจัยเรื่องไมโครไบโอมกับสุขภาพคนชราดังข้างต้น แล้วออกแบบแผนการกินเป็นเมนูที่ล้วนส่งเสริมความหลากหลายของแบคทีเรียในลำไส้ เพื่อช่วยให้ผมแก่ชราอย่างมีคุณภาพในช่วงบั้นปลายของชีวิต
แผนการกินอาหารของบริตซ์เก มุ่งแก้ไขข้อบกพร่องในผลการตรวจสภาพจุลชีวนิเวศในลำไส้ของผมโดยเฉพาะ ในช่วงสองสามวันแรกเธอแนะนำให้ผมทำอาหารเช้ากินเอง โดยผสมชามธัญพืชที่ประกอบไปด้วยเมล็ดพืชที่เป็นสุดยอดอาหาร และผลไม้ตระกูลเบอรีชนิดต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เช่นเมล็ดแฟลกซ์, เมล็ดเจีย, คีเฟอร์ (kefir), บลูเบอรี, กีวี, และทับทิม ซึ่งก็ถือว่าเป็นอาหารเช้าแบบใหม่ ที่ไม่ต่างจากกราโนลาน้ำตาลน้อยและโยเกิร์ตที่ผมเคยกินเป็นประจำมากนัก
สำหรับอาหารกลางวัน บริตซ์เกแนะนำให้ผมกินสลัดผักใบเขียว, ถั่วเมล็ดแห้ง (beans) หรือถั่วเลนทิล, บร็อกโคลี, หน่อไม้ฝรั่ง, บีตรูต, และไก่ย่างที่ลอกหนังออกไปแล้ว ผมคิดว่านี่เป็นมื้ออาหารที่จัดหามารับประทานได้ยากอยู่สักหน่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ต้องเร่งรีบทำงาน
ส่วนมื้อเย็นนั้น อาหารที่บริตซ์เกแนะนำคือปลาแซลมอน, ข้าวกล้อง, และหน่อไม้ฝรั่ง ภรรยาของผมถึงกับเลิกคิ้วด้วยความฉงนสงสัยว่า ผมจะทนกินอาหารจืดชืดแบบนี้ไปได้นานสักแค่ไหนกัน
นอกจากน้ำเปล่าแล้ว นักโภชนาการยังแนะนำให้ผมดื่มน้ำปั่นหรือน้ำคั้นจากผักผลไม้เป็นหลัก ในวันแรกผมลงมือปั่นน้ำผักผลไม้ที่มีกีวี, แอปเปิล, ผักเคล, เมล็ดทานตะวัน, น้ำมะนาว, และใบสะระแหน่หรือมินต์เป็นส่วนประกอบอย่างขะมักเขม้น ของเหลวที่ได้มีสีเขียวสดใส แต่ดูเหมือนว่ากลิ่นมินต์จะกลบกลิ่นของผักผลไม้อื่น ๆ ไปเสียทั้งหมด
เครื่องดื่มที่เป็นของหมักดองอย่างคีเฟอร์และคอมบุฉะ ก็เป็นสิ่งที่นักกำหนดอาหารแนะนำด้วยเช่นกัน เพราะดื่มง่ายและอุดมไปด้วยแบคทีเรียชนิดดี ทำให้ตอนนี้ผมซื้อเครื่องดื่มทั้งสองอย่างตุนไว้เต็มตู้เย็นแล้ว
สำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดแคปซูล บริตซ์เกยังแนะนำให้ผมรับประทานน้ำมันปลาที่อุดมไปด้วยโอเมกาทรี (Omega-3) และวิตามินดีสาม (D3) ควบคู่ไปกับการกินอาหารที่มีจุลินทรีย์ชนิดดีหรือโพรไบโอติกส์ (probiotics) อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีราคาค่อนข้างแพง และผมเองก็มักจะหลงลืมรับประทานในช่วงเวลาที่ถูกต้องของแต่ละวัน (บางอย่างต้องกินตอนท้องว่าง)
รายงานเพิ่มเติมโดย: ลุค มินซ์
เครดิตภาพปก: Getty Images