You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
รัฐประหารเมียนมา : “เราอยากย้อนอดีตไปสู่ชีวิตก่อนรัฐประหาร”
- Author, โจนาธาน เฮด
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
- Reporting from, รายงานจากทะเลสาบอินเล เมียนมา
เหนือทะเลสาบอินเล เรือไม้เคลื่อนผ่านไปมาขวักไขว่ บางลำเต็มไปด้วยพืชน้ำ สำหรับนำไปใช้ในสวน ขณะที่บางลำ ชาวประมงกำลังโยนกระชังปลาลงน้ำ เพื่อหวังจับปลา
พื้นหลังของทะเลสาบในรัฐฉานของเมียนมา พาดทับด้วยเนินเขาที่กลายเป็นสีน้ำเงินหม่น จากท้องฟ้าที่ปกคลุมด้วยหมอก แต่ก็ทำให้เกิดภาพอันสวยงาม ซึ่งเป็นสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากให้มาเยือน
แต่มาวันนี้ แทบไม่มีนักท่องเที่ยวเลย จากสถานการณ์โควิด ซ้ำเติมด้วยปัญหาความรุนแรงที่ปะทุขึ้น นับแต่การก่อรัฐประหารยึดอำนาจของกองทัพเมื่อ 2 ปีก่อน
คนขับเรือของเรา เป็นคนชาติพันธุ์อินทา บอกเราว่า พวกเราเป็นลูกค้าต่างชาติกลุ่มแรกของเขาในรอบ 3 ปี สถานการณ์ช่วงนี้ ทำให้เลี่ยงดูครอบครัวได้ลำบากมาก คนขับเรือคนอื่นเล่าว่า เมื่อไม่มีนักท่องเที่ยว กลายเป็นว่า คนจำนวนมากหันมาจับปลาในทะเลสาบ จับแม้แต่ปลาขนาดเล็ก
ภาวะสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นในเมียนมา นับแต่กองทัพใช้กำลังปราบปรามผู้ประท้วงในช่วงหลายสัปดาห์หลังการรัฐประหาร กำลังคืบคลานเข้ามายังสถานที่แห่งนี้
ห่างลงไปทางใต้ราว 100 กิโลเมตร กองกำลังกะเหรี่ยง ซึ่งต่อต้านการก่อรัฐประหารอย่างรุนแรง ได้เคลื่อนกำลังเข้ามาในรัฐฉาน พวกเขาเข้าร่วมกับกลุ่มติดอาวุธที่ชื่อ กองกำลังพิทักษ์ประชาชน หรือ พีดีเอฟ ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยเหล่าเยาวชนชายในพื้นที่
เมื่อเดือน ม.ค. เกิดการปะทะระหว่างกองกำลังพีดีเอฟ ที่เป็นชาวชาติพันธุ์อินทา กับกองทัพเมียนมา ห่างจากริมทะเลสาบไปแค่ 3 กิโลเมตร คนขับเรือของเราวิตกมาก “เราเคยมีเสรีภาพ” เขากล่าว “แล้วมันก็หายไปในชั่วพริบตา ตอนนี้ คนรุ่นใหม่โกรธเกรี้ยวต่อการรัฐประหารมาก”
เราเดินทางไปทะเลสาบอินเล เพราะเป็นเพียง 1 ใน 2 พื้นที่ที่รัฐบาลทหารเมียนมา อนุญาตให้เดินทางไป และอยู่นอกเมืองใหญ่อย่างย่างกุ้ง และกรุงเนปิดอว์ ซึ่งไม่ค่อยปรากฏภาพผลกระทบจากสงครามกลางเมืองมากนัก
นี่ถือเป็นวีซ่าเข้าเมียนมาอย่างเป็นทางการแรกของบีบีซี นับแต่เกิดรัฐประหาร เพื่อไปทำข่าวการสวนสนามครั้งใหญ่ในวันกองทัพเมียนมา
เอกสารอนุมัติวีซ่าของพวกเรา เตือนว่า เราไม่ได้รับอนุญาตให้พูดคุยกับกลุ่มต้องห้ามต่าง ๆ ซึ่งหากเป็นทุกวันนี้ ก็คือห้ามคุยกับเกือบทุกกลุ่ม ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีกฎหมายใหม่ที่กำหนดว่า การแสดงความเห็นด้านลบใด ๆ ต่อรัฐบาลทหาร ถือเป็นความผิดทางอาญา ทำให้เกิดคำถามว่า แล้วใครปลอดภัยพอที่จะคุยได้ แล้วพวกเขาจะพูดอะไรได้บ้าง
แทบเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะไม่รู้สึกถึงความหวาดหวั่นของผู้คน แม้แต่ในสถานที่ที่กองทัพเชื่อว่า เป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับกองทัพ ตำรวจแทบทุกนายบนท้องถนน ติดอาวุธปืนแบบอัตโนมัติ หลัก ๆ ประจำการอยู่หลังกำแพงกระสอบทราย เพื่อรับมืออันตรายจากการขับรถผ่านแล้วยิงกราด หรือความพยายามลอบสังหารใด ๆ
การเดินทางไกลบนท้องถนน ยังต้องลุ้นกับการตั้งด่าน ซึ่งคุณมิอาจรู้ได้เลยว่าจะถูกเรียกหรือไม่
ณ ด่านแห่งหนึ่งใกล้ทะเลสาบอินเล ซึ่งล้อมรอบด้วยกระสอบทรายแน่นหนา ทหารเตือนคนขับรถของเราว่า ห้ามพานักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาอีก เพราะมันอันตรายมาก
เราใช้เวลาที่อินเล 2 วัน พูดคุยกับผู้คนอย่างระมัดระวังที่สุด ตลอดสองวัน เราแทบไม่เห็นผู้มาเยือนต่างชาติเลย พวกเราเลยโดดเด่นมาก
การล่มสลายของการท่องเที่ยว ถือเป็นวิกฤตการณ์ของเศรษฐกิจท้องถิ่น โรงแรมของพวกเราร้างคน โรงแรมหลายแห่งในเมืองยองชเว ซึ่งเป็นเมืองหลักของรัฐก็แทบไม่มีแขกเข้าพัก ไม่เพียงเท่านั้น เมืองที่เราอาศัยก็ไม่มีพลังงานไฟฟ้าหลัก ทางโรงแรมต้องใช้เครื่องปั่นไฟ ตอนที่แขกกลับเข้าที่พักในช่วงค่ำ
เราเดินทางไปที่เมืองตานดอง ในรัฐกะเหรี่ยง จุดที่เกิดการปะทะเมื่อเดือน ม.ค. ในวันที่มีตลาดสด แต่ไม่มีใครอยากพูดถึงเหตุปะทะครั้งนั้น ประชาชนบ่นถึงแต่เรื่องราคาสินค้าที่เพิ่มสูง และคนมาจับจ่ายซื้อของน้อย “มันแย่มาก และมันเป็นความผิดของเขา” ผู้ชายกลุ่มหนึ่งบอกเรา พลางชี้นิ้วขึ้นไปบนฟ้า เป็นการอ้างอิงถึงพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐประหาร
ที่ร้านเครื่องเงินในทะเลสาบอินเล ตู้กระจกแสดงสินค้าไม่มีสินค้าตั้งแสดงอยู่เลย มีร้านเดียวในอาคารไม้ที่เปิด เพราะนาน ๆ จะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาบ้าง มองเข้าไปในร้านยังเห็นภาพถ่ายของ ออง ซาน ซูจี แขวนอยู่เด่นชัดที่กลางห้อง
ประชาชนในทะเลสาบอินเลจงรักภักดีต่อ ออง ซาน ซูจี มาก สะท้อนได้จากการที่ประชาชนนำเรือออกมาประท้วงทางน้ำ ในช่วงไม่นานหลังเกิดการรัฐประหาร
“เรายังรักเธอ” ผู้จัดการร้านเครื่องเงิน กล่าว “เราต่างเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอ”
ความยากลำบากของประชาชนจากสภาพเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง และกระแสต่อต้านอย่างเงียบ ๆ กดดันรัฐบาลทหารเมียนมาขนาดไหน เป็นสิ่งที่เราไม่อาจทราบได้ และไม่แน่ชัดว่า ผู้นำรัฐประหาร มิน อ่อง หล่าย จะได้ทราบถึงสิ่งเหล่านี้หรือไม่ จากกรุงเนปิดอว์ที่มาตรการความปลอดภัยแน่นหนา
กรุงเนปิดอว์ ก่อสร้างขึ้นอย่างลับ ๆ เมื่อไม่ถึง 20 ปีก่อน เพื่อตอกย้ำถึงอำนาจของผู้นำกองทัพ ซึ่งแลกมาด้วยงบประมาณมหาศาล แต่โครงสร้างเมือง ดูเหมือนป้อมปราการที่ยากต่อการทลาย และมุ่งต้านทานการรุกรานของต่างชาติ หรือการลุกฮือครั้งใหญ่ของประชาชนมากกว่า
ถ้อยปราศรัยในโอกาสการสวนสนามวันกองทัพเมียนมา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมสำคัญที่สุดทางการเมือง พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ไม่ส่งสัญญาณใด ๆ ถึงความคลางแคลงใจต่อการตัดสินใจยึดอำนาจ ที่นำมาสู่วิกฤตร้ายแรงหลายด้าน
แต่ภาพที่เห็น กลับเป็นพิธีกรรมทางทหาร จากประวัติศาสตร์ฉบับที่กองทัพเมียนมาเชื่อ นั่นคือ กองทัพเป็นผู้หลอมรวมเมียนมาเป็นหนึ่งเดียว ภาพที่ทีมข่าวได้เห็นในพิธีสวนสนาม มันเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลยนับแต่ยุคทศวรรษที่ 1980 และ 1990 ในช่วงที่กองทัพปกครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ และบริหารบ้านเมืองจนเศรษฐกิจล้มครืน ส่งผลให้ดัชนีชี้วัดการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของเมียนมา อยู่ต่ำที่สุดในทวีปเอเชีย
มิน อ่อง หล่าย แสดงออกชัดเจนถึงความหลงใหลในโครงการฟุ้งเฟ้อต่าง ๆ ดังที่ผู้นำทางทหารคนก่อนหน้าเขาก็ชื่นชอบ ไม่ว่าจะส่งเสริมพลังงานนิวเคลียร์ และรถยนต์ไฟฟ้า ในประเทศที่ยังไม่สามารถมอบไฟฟ้าที่เพียงพอให้กับนครย่างกุ้ง ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจได้ เรายังได้ยินเสียงเครื่องปั่นไฟที่ราคาแพงและสร้างมลพิษ ดังหึ่ม ๆ อยู่ จากนอกร้างรวงแทบทุกแห่ง
นครย่างกุ้งวันนี้ ให้บรรยากาศความปกติแบบเฉื่อยชา แม้เศรษฐกิจจะเดินหน้าต่อไปได้ แต่ก็ด้วยระดับที่ต่ำกว่าช่วงก่อนรัฐประหาร ร้านอาหารและบาร์หลายแห่งได้ปิดตัวลง แม้แต่โรงแรมดังอย่าง แชงกรีลา และแสตรนด์ ที่เปิดทำการมาตลอดนับแต่ยุคที่ทหารปกครองครั้งก่อน มาวันนี้ ก็ปิดตัวลง และมีรั้วล้อมรอบ
ระบบธนาคารเอง แทบใช้งานไม่ได้ ค่าเงินท้องถิ่นที่ซื้อขายกับเงินตราต่างประเทศ ร่วงต่ำอย่างมาก ไม่เพียงเท่านั้น การโจมตีในเมืองยังเกิดขึ้นประปราย ในวันที่เราเดินทางถึงย่างกุ้ง ทนายความที่ทำงานให้รัฐบาลทหารถูกยิงสังหาร
เหล่านายพลเชื่อจริงหรือว่า พวกเขาจะมีเวลาพอจะปรับภาพลักษณ์สู่ระบอบกึ่งประชาธิปไตย เหมือนที่เคยทำเมื่อ 20 ปีก่อนได้ คือ พยายามคงอำนาจฝ่ายทหารระดับหนึ่งในรัฐสภา หลังการเลือกตั้ง อีกทั้งครั้งนี้ ยังไม่มีไพ่ตายอย่าง ออง ซาน ซูจี มาเป็นคู่แข่ง
เพราะครั้งที่แล้ว ต้องใช้เวลาถึง 24 ปี เปลี่ยนผ่านจากการยึดอำนาจด้วยกำลังทางทหารของกองทัพเมื่อปี 1988 สู่การปล่อยตัวนางออง ซาน ซูจี ที่ต่อมา เธอตกลงเข้าร่วมในการเปลี่ยนผ่านระบอบการปกครองที่นำโดยฝ่ายทหารในปี 2012 ซึ่งเบิกทางสู่ช่วงเวลาแห่งเสรีภาพทางการเมืองในระดับหนึ่ง ครั้งแรกในเมียนมา นับแต่ทศวรรษที่ 1950
มิน อ่อง หล่าย ดูจะเข้าใจดีว่า เขาไม่มีเวลามากขนาดนั้น แม้เขาจะยังใช้วิธีการทางทหารแบบเดิม ๆ ผู้นำรัฐประหาร เวลานี้ ต้องการการเลือกตั้งเพื่อสร้างความชอบธรรมในอำนาจปกครองของตนเอง ซึ่งอาจทำให้เขาได้รับการสนับสนุนเพิ่มขึ้นจากเพื่อนบ้านในเอเชียอย่างไทย และจีน ซึ่งดูจะเป็นประเทศที่รังเกียจวิธีการของรัฐบาลทหารเมียนมาน้อยกว่าชาติอื่น ๆ
เริ่มปี 2023 มิน อ่อง หล่าย กล่าวถึงแผนจัดการเลือกตั้งในเดือน ส.ค. แต่การที่กองทัพไม่สามารถเข้าปกครองหลายพื้นที่ในเมียนมาได้นั้น ทำให้ความหวังจัดการเลือกตั้งต้องหลุดลอยไป
การใช้การโจมตีทางอากาศอย่างกว้างขวางในช่วงปีที่ผ่านมา นำไปสู่การโจมตีหมู่บ้านเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้มีผู้เสียชีวิต 168 คน เป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนว่า มิน อ่อง หล่าย เร่งรีบในการกำราบฝ่ายต่อต้าน เพื่อเปิดช่องสู่การเลือกตั้งในปีหน้า
แต่ฝ่ายต่อต้านแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก และติดอาวุธมากขึ้น เป็นผลจากเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่โกรธเคืองต่อการถูกพรากเสรีภาพและความฝัน ที่พวกเขาเริ่มคุ้นชินในระบอบประชาธิปไตย (ไม่เต็มใบ) อันหอมหวานเป็นช่วงสั้น ๆ ตลอด 10 ปี ก่อนการรัฐประหารครั้งล่าสุด แม้กระนั้น กองทัพยังยึดภารกิจอย่างจริงจัง ไม่สนว่าต้องสูญเสียแค่ไหน และเพิกเฉยต่อคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้กับประเทศเพื่อนบ้านว่าจะเจรจากับฝ่ายต่อต้าน
บริเวณด้านนอกฐานทัพที่ผมเห็นนอกเมืองต่าง ๆ ในเมียนมา ผมจะเห็นป้ายขนาดใหญ่สีแดง เขียนด้วยคำภาษาอังกฤษและภาษาพม่าว่า “อย่าลังเล จงพร้อมสละเลือดและหยาดเหงื่อ”
ดูเหมือนว่าในความคิดของเหล่านายพล พวกเขาจะยังทำสงครามเพื่อเอกภาพ ที่เริ่มนับแต่ประเทศได้รับเอกราชเมื่อปี 1948 ส่วนเรื่องอื่นนั้นเป็นรองลงมา
ในวันที่เราเดินทางไปเจดีย์ป่าวตองอู ในทะเลสาบอินเล ฝูงคนที่เคยขวักไขว่ ร่อยหรอ เหลือเพียงกลุ่มคนเล็ก ๆ 2 กลุ่มที่มาไหว้พระขอพร
บนผนังเจดีย์ยังติดภาพ ออง ซาน ซูจี เมื่อครั้งเธอเดินทางมาเยือน สะท้อนถึงความภาคภูมิใจของประชาชนที่นี่ แต่ก็แขวนเคียงคู่ไว้กับภาพเหล่านายพลที่โค่นอำนาจเธอลง
ผู้หญิงที่บอกว่าเป็นคนนำเที่ยวเข้ามาสนทนากับผม เธอแต่งกายในชุดประจำชาติ แม้ว่าจะไม่มีลูกค้าก็ตาม เธอถามว่า คิดอย่างไรกับเมียนมาตอนนี้ มาที่นี่ไม่กลัวหรือ เพราะมันอันตรายมาก
ผมถามเธอกลับไปว่า ประชาชนที่ทะเลสาบรู้สึกอย่างไรต่อการรัฐประหาร พวกเขาไม่มีความสุขหรือเปล่า เธอสะดุ้งตัวกับคำถามนี้ มองหน้าผม จักษุรื้นน้ำตา แล้วตอบว่า ฉันดูมีความสุขหรือ เราอยากย้อนอดีตไปสู่ชีวิตช่วงก่อนรัฐประหาร
ไม่มีทางรู้ได้ว่า คนเมียนมาคนอื่น ๆ รู้สึกอย่างเดียวกับเธอหรือไม่ แต่เป็นไปได้ ที่คนจำนวนมากก็คิดเช่นนี้ แต่ความรู้สึกเหล่านี้ คงไม่สามารถสะเทือนความคิดและแผนการของผู้นำทางทหารที่ดูจะตั้งใจกรีฑาทัพสู่เส้นทางนองเลือด ที่พวกเขาวางไว้ให้กับประเทศแห่งนี้
นักวิชาการเมียนมามักกล่าวว่า ประเทศส่วนใหญ่ครอบครองกองทัพ แต่ในเมียนมา กองทัพครอบครองประเทศ และกองทัพเมียนมาก็ไม่ยอมปล่อยประเทศไป