เขื่อนขุนด่านปัดปล่อยน้ำกลางดึก แจงเหตุน้ำท่วมมาจาก "น้ำป่า" แล้วปีนี้แนวโน้มน้ำท่วมจะเป็นอย่างไร

ที่มาของภาพ, HANDOUT
ตั้งแต่ช่วงดึกของเมื่อวันที่ 4 ส.ค. ที่ผ่านมา จนถึงเวลาประมาณ 02.00 น. ของวันนี้ (5 ส.ค.) พบว่าพื้นที่ ต.หินตั้ง อ.เมือง จ.นครนายก ประสบเหตุน้ำท่วม ส่งผลให้นักท่องเที่ยวและชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน โดยเฉพาะรีสอร์ตซึ่งมีนักท่องเที่ยวเข้าพักและกำลังพักผ่อนในเวลากลางคืน แต่ต้องตื่นมากลางดึกพร้อมกับน้ำที่ทะลักเข้ามาในห้องนอน โดยพบว่ารถยนต์และทรัพย์สินเสียหายเป็นจำนวนมาก แต่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
นายจักราวุธ สุนทรวิภาต ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาขุนด่านปราการชล แถลงกับสื่อมวลชนในพื้นที่ว่า ทางเขื่อนขุนด่านปราการชลไม่ได้แอบปล่อยน้ำในช่วงกลางดึกอย่างที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้ แต่สาเหตุเกิดจากปริมาณน้ำฝนที่ตกบนเขาใหญ่ ทำให้เกิดมวลน้ำป่าไหลลงมาแม่น้ำนครนายกจนเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในบริเวณดังกล่าว ซึ่งกรมชลประทานระบุว่า อ.เมือง จ.นครนายก มีฝนตกสะสม 24 ชั่วโมง สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของประเทศ วัดปริมาณน้ำฝนได้ 108.5 มิลลิเมตร
เช่นเดียวกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่ออกมายืนยันในทำนองเดียวกัน และระบุว่าเป็นเรื่องน้ำหลาก ไม่ใช่น้ำที่ถูกปล่อยออกจากเขื่อน
อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านและผู้ประกอบการในพื้นที่ยังเห็นต่างจากคำชี้แจงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเชื่อว่าเป็นน้ำที่ปล่อยออกจากมาเขื่อนขุนด่านปราการชลโดยไม่แจ้งล่วงหน้า
ขณะที่ นายสมควร ต้นจาน ผอ.ส่วนพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา บอกกับบีบีซีไทยว่า ปีนี้ไทยมีฝนมาก แต่ไม่ถึงกับทำให้เกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่เหมือนปี 2554 ซึ่งสอดคล้องกับคำยืนยันล่าสุดของ รมว.เกษตรและสหกรณ์ที่บอกว่า “ปีนี้เอาอยู่”
ปี 2567 ไทยมีแนวโน้มฝนตกมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติ
ผอ.ส่วนพยากรณ์อากาศ บอกว่า แนวโน้มฝนปี 2557 มีปริมาณมากกว่าปีที่แล้ว โดยคาดการณ์ว่ายาวไปจนถึงเดือน ธ.ค. ทั้งประเทศจะมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นประมาณ 2-5% จากปริมาณค่าฝนเฉลี่ยปกติทั่วประเทศหรือค่าปกติซึ่งอยู่ที่ราว 1,600 มิลลิเมตร (ค่าเฉลี่ย 30 ปี)
“แต่ตอนนี้ฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ประมาณ 5%” นายสมควร ระบุ พร้อมกับกล่าวว่าฝนจะตกมากขึ้นในช่วง 3 เดือนหลังของปีนี้คือ ต.ค. - ธ.ค. โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ แต่ดูจากแนวโน้มแล้วปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นบริเวณภาคใต้ไม่ถือว่าอยู่ในระดับรุนแรง (extreme) และอาจได้รับผลกระทบจากพายุประมาณ 1-2 ลูกเท่านั้น
ล่าสุดพบว่าตั้งแต่ช่วงต้นปีเป็นต้นมาทางภาคเหนือและภาคอีสานมีฝนเพิ่มขึ้นจากปีก่อน แต่ภาคตะวันออกมีฝนตกชุกมากที่สุดและมากกว่าค่าฝนเฉลี่ยปกติทั่วประเทศไปแล้ว 11% เนื่องจากมรสุมมีกำลังแรงตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นฤดูฝนเป็นต้นมา ส่งผลให้มีฝนตกต่อเนื่องตั้งแต่เดือน มิ.ย. จนถึงตอนนี้ และน่าจะเริ่มลดลงช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือน พ.ย. ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมในบางพื้นที่ แต่โดยปกติแล้วพื้นที่ภาคตะวันออกโดยเฉพาะ จ.ตราด มีฝนตกเยอะมากประมาณ 4,000 มิลลิเมตรอยู่แล้ว
จับตาดูอิทธิพลลานีญ่า ส่งผลให้ฝนในไทยเพิ่ม
นายสมควร กล่าวต่อว่า ปรากฏการณ์ลานีญา (La Niña) ยังมีกำลังอ่อนมากในขณะนี้ จึงไม่ได้ส่งผลกระทบกับไทยในช่วงนี้มากนัก และฝนที่ตกในช่วงนี้ก็เกิดจากอิทธิพลของมรสุมปกติมากกว่าเกิดจากลานีญา แต่คาดว่าลานีญาจะมีกำลังแรงมากขึ้นในช่วงปลายปี
ปรากฎการณ์ลานีญา คือ สภาวะที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางและตะวันออกของแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรมีค่าต่ำกว่าปกติ เนื่องจากลมค้าตะวันออกเฉียงใต้มีกำลังแรงมากกว่าปกติ จึงพัดพาผิวน้ำทะเลที่อุ่นจากตะวันออกไปสะสมอยู่ทางตะวันตกมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้น และทุกภาคมีอุณหภูมิต่ำลงกว่าปกติ
“ต้องประเมินอีกครั้งในช่วง ต.ค. ซึ่งน่าจะเห็นชัดเจนแล้วว่าลานีญามีกำลังแรงแค่ไหน” นายสมควร บอก แต่เขายืนยันว่าปีนี้ไม่ซ้ำรอยมหาอุกภัยปี 2554 แน่นอน ถึงแม้ไทยมีฝนตกเพิ่มมากขึ้น และหากมีน้ำท่วมก็เกิดขึ้นเพียงบางพื้นที่เท่านั้น ซึ่งแต่ละภูมิภาคก็ต้องเฝ้าระวัง
“ส่วนพื้นที่ภาคกลาง ถึงแม้มีฝนตกน้อยกว่าที่คาด แต่ต้องระวังน้ำหลากจากทางภาคเหนือ ปิง วัง ยม น่าน ซึ่งกำลังมาในช่วงสามเดือนนี้ (ส.ค.-ต.ค.)” ผอ.ส่วนพยากรณ์อากาศ กล่าว ซึ่งขณะนี้ทางกรมชลประทานกำลังทยอยระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเพิ่มเป็น 10 ลบ.ม./ชั่วโมง และคงไว้ที่ 750 ลบ.ม./ชั่วโมง เพื่อระบายน้ำจากภาคเหนือซึ่งกำลังมีฝนตกชุก
ด้านวิจัยกรุงศรีคาดว่าประเทศไทยจะเข้าสู่ภาวะลานีญาเต็มตัวในปี 2568 ส่งผลให้มีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นประมาณ 5-10% จากค่าปกติ ซึ่งยังคงห่างจากระดับในปี 2554 ที่เคยวัดปริมาณฝนได้มากถึง 1,948 มิลลิเมตร หรือปี 2560 ที่เกิดอุทกภัยเป็นวงกว้างทั่วประเทศและวัดปริมาณฝนได้ 2,016 มิลลิเมตร
“ปริมาณฝนในปี 2567-2568 จะส่งผลให้ปริมาณน้ำใช้การได้ (useable water) มีแนวโน้มเพียงพอกับปริมาณความต้องการใช้จริง โดยเฉพาะภาคเกษตรที่จะได้อานิสงส์จากอุณหภูมิที่ลดลงและความชื้นที่สูงขึ้น เอื้อต่อการเพาะปลูก” วิจัยกรุงศรี ระบุ
อย่างไรก็ตาม ทางวิจัยกรุงศรียังคาดการณ์ด้วยว่า พื้นที่ที่ประสบอุทกภัยในปี 2567 น่าจะอยู่ที่ 1.7 ล้านไร่ สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินราว 260 ล้านบาท และมูลค่าสินค้าเกษตรเสียหายประมาณ 4,200 ล้านบาท

ที่มาของภาพ, กรมชลประทาน
กรมชลประทานติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด
กรมชลประทานระบุว่าขณะนี้มี 12 จังหวัดที่พบปัญหาอุทกภัย ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ยโสธร อุบลราชธานี ฉะเชิงเทรา และนครนายก โดยทางกรมชลประทานได้ติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำท่าอย่างใกล้ชิด พร้อมกับนำข้อมูลการคาดการณ์ปริมาณน้ำฝนและปริมาณน้ำท่าจากสถานีโทรมาตรมาวิเคราะห์แผนการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำ
ด้านนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ เน้นการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนล่วงหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งบูรณาการเฝ้าติดตามสถานการณ์และแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึง เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด











