You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
นักวิทยาศาสตร์พบหมีขั้วโลกในนอร์เวย์อ้วนขึ้น-สุขภาพแข็งแรงขึ้น ถึงแม้น้ำแข็งละลาย สวนทางกับความเชื่อเดิม
- Author, วิคตอเรีย กิลล์
- Role, ผู้สื่อข่าวสายวิทยาศาสตร์ บีบีซีนิวส์
นักวิทยาศาสตร์พบข้อมูลที่สวนทางกันความเชื่อเดิม ๆ เมื่อหมีขั้วโลกในหมู่เกาะสฟาลบาร์ดในแถบอาร์กติกของนอร์เวย์อ้วนขึ้นและมีสุขภาพดีขึ้นตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1990 ในขณะที่น้ำแข็งในทะเลลดลงอย่างต่อเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
หมีขั้วโลกอาศัยน้ำแข็งกลางทะเลเป็นพื้นที่ในการล่าแมวน้ำ ซึ่งเป็นอาหารที่มีพลังงานสูง ไขมันที่สะสมอยู่ในตัวหมีให้พลังงานและช่วยรักษาความอบอุ่น อีกทั้งยังช่วยให้แม่หมีผลิตน้ำนมที่มีคุณภาพดีสำหรับลูกหมีด้วย
ระหว่างปี 1992-2019 นักวิจัยได้ชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูงของหมีโตเต็มวัย 770 ตัวในสฟาลบาร์ด พบว่า หมีเหล่านั้นอ้วนท้วนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
นักวิทยาศาสตร์คิดว่าหมีในสวาลบาร์ดปรับตัวเข้ากับการละลายของน้ำแข็งในช่วงไม่นานมานี้ ด้วยการกินเหยื่อบนบกมากขึ้น ซึ่งรวมถึงกวางเรนเดียร์และวอลรัส
การค้นพบนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports ได้สร้างความประหลาดใจเป็นพิเศษ เนื่องจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในสวาลบาร์ด
ในช่วงเวลาที่ทำการวิจัยนี้ อุณหภูมิโลกสูงขึ้น ทำให้จำนวนวันที่ปราศจากน้ำแข็งในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้นเกือบ 100 วันต่อปี หรือเฉลี่ยประมาณ 4 วันต่อปี
"ยิ่งหมีที่อ้วนขึ้น ยิ่งเป็นเรื่องที่ดี" ดร.จอน อาร์ส หัวหน้าทีมวิจัยจากสถาบันขั้วโลกนอร์เวย์ (Norwegian Polar Institute) กล่าว
"ก่อนหน้านี้ผมเคยคาดว่าจะเห็นสภาพร่างกายที่ทรุดโทรมลง เมื่อน้ำแข็งในทะเลหายไปมากอย่างนี้"
วอลรัสได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นทางการในนอร์เวย์ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1950 หลังจากพวกมันถูกล่าจนเกือบสูญพันธุ์ การคุ้มครองดังกล่าวส่งผลให้จำนวนของพวกมันเพิ่มขึ้น และดูเหมือนว่าจะกลายเป็นแหล่งอาหารไขมันสูงแหล่งใหม่สำหรับหมีขั้วโลกด้วย
"ปัจจุบันมีวอลรัสให้พวกมันล่ามากขึ้น" อาร์สกล่าวและว่า "เป็นไปได้ว่าพวกมันอาจล่าแมวน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย"
เขาอธิบายว่า หากแมวน้ำมีพื้นที่น้ำแข็งในทะเลน้อยลง พวกมันก็จะรวมตัวกันในพื้นที่เล็ก ๆ เหล่านั้น ทำให้หมีสามารถล่าเหยื่อได้ง่ายขึ้น
ถึงแม้นี่จะเป็นข่าวดีที่คาดไม่ถึงสำหรับสัตว์นักล่าในแถบอาร์กติก แต่นักวิจัยคิดว่าสถานการณ์เช่นนี้ไม่น่าจะคงอยู่ตลอดไป
เมื่อน้ำแข็งในทะเลลดลงอย่างต่อเนื่อง หมีจะต้องเดินทางไกลขึ้นเพื่อหาแหล่งล่าเหยื่อ ซึ่งทำให้สิ้นเปลืองพลังงานมากขึ้นและสูญเสียไขมันสำรองอันมีค่าไป
องค์กรอนุรักษ์ Polar Bears International (PBI) ชี้ให้เห็นว่า หมีขั้วโลกในสฟาลบาร์ดเป็นหนึ่งในกลุ่มหมีขั้วโลกที่ถูกล่ามากที่สุดในโลก จนกระทั่งมีการออกกฎหมายคุ้มครองระหว่างประเทศในช่วงทศวรรษที่ 1970
ผู้เชี่ยวชาญคิดว่า การค้นพบใหม่นี้อาจเชื่อมโยงกับการฟื้นตัวของประชากรหมีจากแรงกดดันในการล่าสัตว์ เมื่อรวมกับการเพิ่มขึ้นของจำนวนวอลรัสและกวางเรนเดียร์ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ดูเหมือนว่าจะช่วยให้หมีมีจำนวนเพิ่มขึ้นชั่วคราว
ดร.จอห์น ไวท์แมน หัวหน้านักวิทยาศาสตร์วิจัยของ PBI กล่าวว่า ผลลัพธ์นั้น "เป็นไปในทิศทางบวกในระยะสั้น"
"แต่สภาพร่างกายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปริศนาเท่านั้น งานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับหมีเหล่านี้พบว่า จำนวนวันที่ปราศจากน้ำแข็งที่มากขึ้นจะลดอัตราการรอดชีวิตในลูกหมี และในหมีวัยรุ่นตัวเมียหมีแก่ตัวเมีย"
ในพื้นที่อื่น ๆ ของอาร์กติก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อหมีขั้วโลกในรูปแบบที่แตกต่างออกไป
ปัจจุบันมีการค้นพบประชากรหมีขั้วโลก 20 กลุ่มย่อยทั่วอาร์กติก
ในอ่าวฮัดสันตะวันตกของแคนาดา ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของหมีที่อยู่ทางใต้สุดและได้รับการศึกษาอย่างละเอียดที่สุด การลดลงของประชากรหมีมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับอุณหภูมิที่สูงขึ้น
ไวท์แมนกล่าวเสริมว่า ภาพรวมในระยะยาวของหมีขั้วโลกนั้นชัดเจน นั่นคือ พวกมันต้องการน้ำแข็งในทะเลเพื่อความอยู่รอด
"การสูญเสียน้ำแข็งจะส่งผลให้จำนวนหมีลดลง แต่ [การศึกษาชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่า] ภาพรวมในระยะสั้นอาจแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค"
เขากล่าวกับบีบีซีว่า "ในระยะยาว หากการสูญเสียน้ำแข็งยังคงดำเนินต่อไปโดยไม่มีการควบคุม เราทราบดีว่าในที่สุดหมีก็จะหายไป"