เปิด 4 ภารกิจหลักของรัฐบาล 4 เดือน อนุทินสั่ง ครม. ทำงาน "สุดชีวิต สุดสมอง" หลังรับ "พรจากฟากฟ้า"

    • Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ปลื้มปิติที่ได้รับ "พรจากฟากฟ้า" ประกาศทำงานอย่าง "สุดความสามารถ สุดชีวิต สุดสมอง" พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าจะ "คืนอำนาจให้ประชาชน" ได้เลือกตั้งและลงประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ในเดือน มี.ค. หรืออย่างช้าต้นเดือน เม.ย. 2569

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษเกิดขึ้นทันทีในช่วงหัวค่ำของวันที่ 24 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย นำ ครม. เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่

จากนั้นนายกฯ อนุทินได้เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยมีรัฐมนตรีอีก 28 คนร่วมยืนเป็นฉากหลัง สาระสำคัญคือเปิดแนวนโยบายสำคัญของรัฐบาลเฉพาะกิจ เปิดโรดแมปการเมือง และเปิดใจ-บรรยายความรู้สึกในวันแรกที่ฝ่ายบริหารชุดใหม่เข้ารับหน้าที่อย่างเป็นทางการ

นี่คือภาพทิศทางสังคมการเมืองไทยที่ฉายโดยผู้นำรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งจำกัดระยะเวลาในการครองอำนาจฝ่ายบริหารของตนเอาไว้ 4 เดือน

ภารกิจรัฐบาล 4 เดือน: ฟื้น "คนละครึ่ง" ฝังเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์

ที่ประชุม ครม. เห็นชอบร่างนโยบายของรัฐบาลที่จะนำไปแถลงต่อรัฐสภา โดยทำหนังสือถึงประธานรัฐสภา เพื่อขอแถลงนโยบายของรัฐบาลในช่วงวันที่ 28-30 ก.ย. ซึ่งจะใช้เวลา 2 วันตามที่ธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมา

เพื่อกำหนดทิศทางการบริหารประเทศไทยในระยะเวลาอันจำกัด นโยบายของรัฐบาล "อนุทิน" จะมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหา 4 ด้าน

1. ปัญหาเศรษฐกิจ: ลดรายจ่ายและค่าครองชีพให้แก่ประชาชน ด้วยการผลักดันโครงการ "คนละครึ่ง" ลดค่าเดินทาง ค่าขนส่ง ค่าพลังงาน และสนับสนุนให้ประชาชนใช้พลังงานทดแทนได้มากขึ้น สะดวกขึ้น ง่ายขึ้น

2. ปัญหาความมั่นคง กรณีพิพาทไทย-กัมพูชา: ดำเนินมาตรการทางการทูตควบคู่มาตรการทางทหาร เพื่อรักษาอธิปไตยของประเทศไทยและรักษาประโยชน์ของประชาชนไทย

3. ปัญหาภัยพิบัติ/ภัยธรรมชาติ: เร่งรัดทำระบบเตือนภัยป้องกันภัย และปรับปรุงมาตรการการดูแลช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็วทันต่อสถานการณ์ ซึ่งจะต้องแก้กฎระเบียบหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ให้เจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการได้สะดวกคล่องตัว แก้ปัญหาให้ประชาชนเร็วที่สุด และถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันการรั่วไหลหรือการทุจริตคอร์รัปชัน

4. ปัญหาภัยสังคม: ดำเนินการปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด การพนัน การพนันออนไลน์ สแกมเมอร์ เครือข่ายฉ้อโกงประชาชนขนาดใหญ่ที่สร้างความเสียหายแก่ประชาชนเป็นจำนวนมาก และเป็นภัยทางเศรษฐกิจอย่างจริงจัง รวมทั้ง ดำเนินการทางวินัยและกฎหมายกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างเด็ดขาด โดยให้ออกจากราชการไว้ก่อน แล้วตามด้วยการดำเนินคดีอาญาทุกกรณี

"รัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนที่จะไม่สนับสนุนธุรกิจการพนันทุกรูปแบบ ไม่มีเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์แบบมีกาสิโน และไม่อนุญาตให้การพนันออนไลน์ถูกกฎหมาย" นายอนุทินกล่าว

สำหรับโครงการ "คนละครึ่ง" เป็นโครงการยอดนิยมที่เกิดขึ้นในรัฐบาล "ประยุทธ์" เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและกระตุ้นการใช้จ่ายภาคครัวเรือน โดยรัฐจะเติมเงินลงกระเป๋าเงินดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" เพื่อให้ประชาชนนำไปซื้อสินค้าและบริการต่าง ๆ ในลักษณะรัฐช่วยจ่ายให้ 50% และประชาชนจ่าย 50%

ส่วนการผุดสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ซึ่งมีกาสิโนเป็นส่วนหนึ่ง มีแนวคิดจะผลักดันในรัฐบาล "แพทองธาร" ถึงขั้นเสนอร่างกฎหมายต่อสภาผู้แทนราษฎรแล้วก่อนถอนออกไป โดยคาดหวังว่าจะเพิ่มเม็ดเงินให้ประเทศจากการสร้างแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้นและส่งเสริมการจ้างงาน แต่ถูกนักการเมือง นักวิชาการ และภาคประชาชนบางส่วนคัดค้านอย่างกว้างขวาง เนื่องจากผลได้ทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลในขณะนั้นกล่าวอ้าง ไม่อาจหักล้างผลเสียที่จะเกิดกับสังคมในวงกว้างและยาวนานได้

นอกจากนี้ยังมีแนวนโยบายอื่น ๆ อีก 4 ด้านที่นายอนุทินระบุถึงในระหว่างการแถลงข่าว ได้แก่

ด้านเกษตร: ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดยเฉพาะราคาข้าว มันสำปะหลัง และสินค้าเกษตรอีกหลายชนิด จะมีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะปุ๋ย พร้อมดำเนินการป้องกันปราบปรามขบวนการลักลอบนำผลผลิตการเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าประเทศไทยอย่างไม่ถูกกฎหมาย ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ราคาสินค้าเกษตรในประเทศไม่สามารถโงหัวขึ้นมาได้ ควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพการผลิตภาคเกษตรให้เป็นเกษตรอัจฉริยะ

ด้านสาธารณสุข: จะจัดทำระบบสาธารณสุขให้ประชาชนทุกกลุ่มวัยเข้าถึงได้อย่างทั่วถึงและสะดวกที่สุด

ด้านการศึกษา: จะมีการปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับประเทศไทยในการรับมือกับเทคโนโลยีที่ผันเปลี่ยนไปตลอดเวลา

ด้านสิ่งแวดล้อม: เดินหน้าเตรียมความพร้อมให้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ เพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก

โรดแมปการเมือง: เลือกตั้งภายใน มี.ค.-ต้น เม.ย. 69

ผู้นำฝ่ายบริหารที่มาจากพรรคอันดับ 3 ของสภาผู้แทนราษฎร ยังพูดถึงวาระสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางสังคมการเมืองไทยในระยะยาว

นายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลจะจัดให้มีการทำประชามติการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ในวันที่มีการลงคะแนนเลือกตั้ง สส. เป็นการทั่วไปครั้งหน้า

"ผมในฐานะนายกรัฐมนตรีจะยุบสภาผู้แทนราษฎรใน 4 เดือนนับตั้งแต่วันแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ซึ่งคาดว่าเราจะยุบสภาภายในสิ้นเดือน ม.ค. 2569 เพื่อคืนอำนาจให้กับพี่น้องประชาชนให้ได้ใช้สิทธิเลือกตั้งภายในเดือน มี.ค. หรืออย่างช้าต้นเดือน เม.ย. 2569 ทั้งนี้สุดแล้วแต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะได้กำหนดต่อไป" นายอนุทินลั่นวาจา

หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) รวบรวมเสียง สส. ร่วมจัดตั้งรัฐบาลได้ 146 เสียง ซึ่งน้อยกว่า 2 พรรคใหญ่ในสภา ทว่าเขาสามารถเจรจากับพรรคประชาชน (ปชน.) ทำให้ 143 สส. ของพรรคสีส้มร่วมโหวตสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ คนที่ 32 โดยไม่เข้าร่วมรัฐบาล โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือนนับจากแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา และจัดให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) โดยหัวหน้าของ 2 พรรคได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลง (Memorandum of Agreement – MOA) ด้วย

ครม. ต้องทำงานสัปดาห์ละ 7 วัน

เนื่องจาก "รัฐบาลมีข้อจำกัดด้านเวลา" นายอนุทินจึงเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานปรับตัวให้เป็นไปตามกรอบเวลาการดำเนินงานของรัฐบาล

ผู้นำรัฐบาลกำหนดแนวทางการประชุม ครม. รวมถึงปรับกรอบการทำงานให้ทุกหน่วยงานเร่งรัด ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน แต่ยังคงความถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้สามารถดำเนินโครงการต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด

"ครม. ทุกท่านต้องพร้อมทำงานตลอดเวลา วันหยุดไม่มี สัปดาห์ละ 7 วัน ทำได้โดยที่ไม่มีความละล้าละลังใด ๆ ซึ่งจะเป็นการทำงานในมิติใหม่ของ ครม. ของประเทศไทย ครม. ของพี่น้องประชาชน และการประชุม ครม. ก็จะดำเนินขึ้นตามความจำเป็น ไม่จำเป็นต้องประชุมสัปดาห์ละ 1 ครั้ง... อาจจะมีการประชุม ครม. มากกว่าสัปดาห์ละ 1 วันในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เพราะปัญหาของประเทศเรารอไม่ได้" นายอนุทินกล่าว

ผู้นำรัฐบาลได้แสดงวิธีการทำงานแบบ "วันหยุดไม่มี" หลังเสร็จสิ้นการแถลงข่าว โดยเขารุดไปตรวจสอบจุดที่ถนนยุบตัวลงบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ถ.สามเสน ใกล้จุดก่อสร้างทางขึ้น-ลงที่ 4 สถานีวชิรพยาบาล (PP19) ของโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ โดยถือเป็นการลงพื้นที่ครั้งที่ 2 หลังจากนายอนุทินไปดูพื้นที่มาแล้วรอบหนึ่งในช่วงสาย

นายกฯ ผู้เป็นอดีตวิศวกร และอดีตเจ้าของ บมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น ให้เหตุผลว่า มาดูหน้างาน ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ทุ่มเทการทำงานและแก้ไขปัญหา

"ในฐานะรัฐบาล ต้องกราบขออภัยพี่น้องประชาชนทุกคนกับเรื่องที่เกิดขึ้น ตอนนี้ไม่ใช่เวลาโทษใคร เป็นเวลาที่ต้องเร่งคืนสภาพผิวการจราจรให้เร็วที่สุด" นายอนุทินให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม

ในการตรวจงานราว 23.00 น. มี 3 รัฐมนตรีร่วมคณะด้วย ได้แก่ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายศักดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย

"พรจากฟากฟ้า"

นายกฯ และ ครม. อยู่ในชุดปกติขาวนานกว่า 8 ชม. (14.00-22.00 น.) เนื่องจาก ครม. นัดหมายกันราว 14.00 น. เพื่อถ่ายรูปติดบัตรประจำตัว ถ่ายภาพหมู่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า และเดินทางไปเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

จากนั้นก็ร่วมประชุม ครม. นัดพิเศษทันทีโดยใช้เวลาราว 2 ชม. 45 นาที

ปฏิกิริยาแรกที่สังคมเห็นภายหลังออกจากรั้ววังคือ ภาพนายอนุทินน้ำตาคลอในระหว่างให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบฯ

นายอนุทินกล่าวว่า ครม. ทุกคนได้รับพระราชทานพรและพระบรมราโชวาท "เชื่อว่า ครม. ทุกท่านมีความปลื้มปิติ และจะทำงานสนองพระเดชพระคุณ สนองพระมหากรุณาธิคุณอย่างสุดความสามารถ สุดชีวิต สุดสมองที่แต่ละท่านมีอยู่ ถือว่าเป็นมงคลสูงสุดของชีวิตพวกเรา"

เมื่อถูกถามถึงความในใจที่ทำให้นายกฯ น้ำตาคลอ นายอนุทินตอบว่า เป็นพระมหากรุณาธิคุณที่สามัญชนอย่างตนพึงจะได้รับ และไม่มีทางทำอะไร นอกเหนือจากทำคุณงามความดีให้กับประเทศและประชาชน ตามพระราชดำรัสที่ได้รับสั่งไว้

นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวย้ำในการแถลงข่าวภายหลังการประชุม ครม. นัดพิเศษว่า พวกเรา (ครม.) ทุกคนได้รับพรอันประเสริฐจากฟากฟ้า และมีความปลื้มปิติ รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้รับพระราชทานกำลังพระทัยจากองค์พระประมุข พวกเราทุกคนพร้อม และมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง เต็มใจทุ่มเทที่จะรับราชการบริหารราชการแผ่นดินสนองพระเดชพระคุณ สนองพระมหากรุณาที่คุณ และตอบสนองประชาชนชาวไทยทุกคนนับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป