ภารกิจกู้เรือหลวงสุโขทัยสิ้นสุดแล้ว แต่ไม่พบผู้สูญหายทั้ง 5 คน

Diving

ที่มาของภาพ, โฆษกกองทัพเรือ

คำบรรยายภาพ, ตลอดระยะเวลา 19 วันของภารกิจนี้ มีการดำน้ำทั้งสิ้น 83 เที่ยว รวมระยะเวลาดำน้ำ 65 ชั่วโมง 15 นาที

เป็นเวลา 1 ปี 2 เดือน กับอีก 23 วัน ที่เรือหลวงสุโขทัยอับปางลงบริเวณอ่าวไทย ซึ่งต่อมาทางกองทัพเรือของไทยและกองทัพเรือของสหรัฐอเมริกาได้ร่วมกันค้นหาผู้สูญหายและปลดวัตถุอันตรายเรือหลวงสุโขทัยมาตั้งแต่วันที่ 22 ก.พ. – 11 มี.ค. 2567 รวมระยะเวลา 19 วัน

ผลสำรวจไม่พบผู้สูญหายที่เหลืออีก 5 คน ขณะที่ชุดปฏิบัติการผสมสามารถปลดวัตถุอันตรายและทำให้ยุทโธปกรณ์หมดขีดความสามารถได้สำเร็จ รวมถึงนำอาวุธและสิ่งของมีคุณค่าทางจิตใจของเรือหลวงสุโขทัยขึ้นมาจากน้ำได้สำเร็จ

พล.ร.อ.ชาติชาย ทองสะอาด ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ระบุว่า ชุดปฏิบัติการได้หลักฐานพยานครบถ้วนตามที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงต้องการทุกประการ จึงไม่จำเป็นต้องนำเรือขึ้นมาทั้งลำอีกต่อไป

ด้าน นายชยพล สท้อนดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพมหานคร เขต 8 พรรคก้าวไกล ซึ่งติดตามการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีการอับปางของเรือหลวงสุโขทัยมาโดยมาตลอด แย้งว่า เร็วเกินไปที่จะสรุปว่า กองทัพเรือควรกู้เรือขึ้นมาทั้งลำหรือไม่ เพราะต้องติดตามต่อว่ารายงานการสอบสวนข้อเท็จจริงของกองทัพเรือจะออกมาเช่นไร และตั้งข้อสังเกตว่า การตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ทำโดยกองทัพเรือเองนั้น จะสามารถไว้ใจได้หรือไม่ว่า "เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา"

ไม่พบผู้สูญหายทั้ง 5 คน

วานนี้ (11 มี.ค.) เป็นวันสุดท้ายของปฏิบัติการค้นหาผู้สูญหายและปลดวัตถุอันตรายเรือหลวงสุโขทัย หลังจากดำเนินมาตั้งแต่วันที่ 22 ก.พ. ที่ผ่านมา

ภารกิจนี้เป็นปฏิบัติการร่วมกันระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในสัญญาจัดซื้อเรือหลวงสุโขทัยจากสหรัฐฯ ที่ระบุว่าไทยมีข้อตกลงกับกองทัพสหรัฐฯ เรื่องการห้ามไม่ให้ชาติอื่นเข้าถึงเทคโนโลยีอาวุธ และแผนการกู้เรือต้องผ่านการรับรองจากรัฐบาลสหรัฐฯ ก่อน

เรือหลวงสุโขทัยที่มีน้ำหนักกว่า 930 ตัน อับปางลงเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2565 หลังเดินทางออกจากฐานทัพเรือสัตหีบ มุ่งหน้าไปร่วมงานคล้ายวันประสูติของ เสด็จเตี่ย หรือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ที่ จ.ชุมพร โดยเรือลำดังกล่าวบรรทุกกำลังพลทั้งหมด 106 นาย เป็นกำลังพลประจำเรือกว่า 70 นาย ขณะที่อีกกว่า 30 นาย ไม่ใช่กำลังพลประจำเรือ แต่มาจากหน่วยบัญชาการต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน เป็นต้น

จุดอับปางอยู่ห่างจากท่าเรือ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ประมาณ 20 ไมล์ทะเล ที่ความลึก 50 เมตร ตัวเรือตั้งตรง เอียงซ้ายประมาณ 7 องศา โดยข้อมูลล่าสุดพบว่า มีผู้สูญหาย 5 นาย เสียชีวิต 24 นาย และรอดชีวิตกว่า 70 นาย

“ปัจจุบันตัวเรือจมโคลนประมาณ 1 เมตร บริเวณภายนอกตัวเรือรวมถึงอุปกรณ์ที่อยู่ภายนอกทั้งหมดถูกปกคลุมด้วยตะกอนดิน เพรียง และหอย ความหนาประมาณ 1 นิ้ว ขณะที่ภายในตัวเรือเริ่มถูกปกคลุมไปด้วยตะกอนดินและเศษวัสดุต่าง ๆ ที่เริ่มย่อยสลาย ไม่พบการรั่วไหลของน้ำมันหรือสารเคมีต่าง ๆ” พล.ร.อ.ชาติชาย ในฐานะผู้อำนวยการ กองอำนวยการค้นหาและปลดวัตถุอันตรายเรือหลวงสุโขทัย กล่าวในการแถลงข่าวปิดปฏิบัติการกู้เรือหลวงสุโขทัยแบบจำกัด เมื่อวานนี้

อย่างไรก็ตาม การกู้เรือหลวงสุโขทัยครั้งนี้เป็นการกู้แบบจำกัด ไม่ใช่การกู้เรือขึ้นจากทะเลทั้งลำ โดยใช้เรือโอเชียน เวเลอร์ (Ocean Valor) ของสหรัฐฯ เป็นฐานปฏิบัติการกลางอ่าวไทย

พล.ร.อ.ชาติชาย ทองสะอาด

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, พล.ร.อ.ชาติชาย ทองสะอาด ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ และผู้อำนวยการกองอำนวยการค้นหาและปลดวัตถุอันตรายเรือหลวงสุโขทัย

ตลอดระยะเวลา 19 วันของภารกิจนี้ มีการดำน้ำทั้งสิ้น 83 เที่ยว รวมระยะเวลาดำน้ำ 65 ชั่วโมง 15 นาที แต่ไม่พบผู้สูญหายทั้ง 5 คน

พล.ร.อ.ชาติชาย กล่าว่า ชุดประดาน้ำลงสำรวจตัวเรือทั้งภายในและภายนอก รวมถึงห้องที่คาดว่าผู้สูญหายทั้ง 5 คนน่าจะติดอยู่ ได้แก่ สะพานเดินเรือ ห้องศูนย์ยุทธการ ห้องผู้บังคับการเรือ ห้องวิทยุ ห้องโถงนายทหาร ห้องเมสพันจ่า ห้องเมสจ่า ห้องเครื่องจักรใหญ่ ห้องเสมียนพลาธิการ ห้องเรดาห์ 2 ห้องเก็บแผนที่ และช่องทางเดินในชั้นดาดฟ้าหลัก แต่ด้วยความข้อจำกัดและความเสี่ยงต่าง ๆ ทำให้ไม่สามารถสำรวจได้ทุกห้องตามแผนที่วางไว้

“แต่เนื่องจากระดับความลึกของน้ำที่ 50 เมตร รวมถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงห้องต่าง ๆ ภายในตัวเรือ ในชั้นที่ต่ำกว่าดาดฟ้าหลัก รวมทั้งความเสี่ยงในระดับสูงต่อนักดำน้ำ ทำให้เราไม่สามารถเข้าไปได้ทุกห้อง” ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ กล่าว

ภารกิจร่วม

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ภารกิจนี้เป็นปฏิบัติการร่วมกันระหว่างกองทัพเรือไทยและกองทัพเรือสหรัฐฯ

ปลดวัตถุอันตรายและทำให้สิ้นสภาพความเป็นยุทธบริภัณฑ์ได้สำเร็จ

ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ แถลงต่อว่า ทางกองทัพเรือของสหรัฐฯ ทำให้ยุทโธปกรณ์จำนวน 3 รายการสิ้นสภาพความเป็นยุทธบริภัณฑ์ (Demilitarization) ได้แก่ อาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นฮาร์พูน, ตอร์ปิโด MK309 และเครื่องมือสื่อสารที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่ทางกองทัพเรือได้นำอาวุธบางส่วนขึ้นมาจากน้ำ ได้แก่ ปืนกล 20 มม. จำนวน 2 กระบอก, ปืนเล็กยาว M16 จำนวน 10 กระบอก

นอกจากนี้ ยังมีการนำสิ่งของมีคุณค่าทางจิตใจของเรือหลวงสุโขทัยจำนวน 11 รายการขึ้นมาจากน้ำเช่นกัน เช่น ป้ายชื่อเรือสุโขทัย, พญาครุฑประจำเรือ, พระพุทธรูปประจำเรือ, พระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช, แผ่นนูนรูปเสด็จเตี่ย, ระฆังเรือ, ธงราชนาวีผืนใหญ่, สมอเรือ, ป้ายขึ้นระวางประจำการเรือ และป้ายทำเนียบผู้บังคับการเรือหลวงสุโขทัย เป็นต้น

ทางชุดปฏิบัติการยังตัดเสากระโดงเรือความสูง 4.5 เมตร ออกจากตัวเรือด้วย เพื่อเพิ่มความปลอดภัยด้านการเดินเรือให้กับเรือลำอื่น ๆ ทำให้จากเดิมส่วนที่สูงที่สุดของเรือหลวงสุโขทัยถึงผิวน้ำอยู่ที่ระยะ 27 เมตร เพิ่มเป็นระยะ 31.5 เมตร

“กองทัพเรือจะจัดสร้างอนุสรณ์สถานเรือหลวงสุโขทัยต่อไป โดยใช้อุปกรณ์และชิ้นส่วนของเรือที่ถอดถอนและนำขึ้นมาจากปฏิบัติการครั้งนี้ เพื่อรำลึกถึงเรือหลวงสุโขทัยที่ประจำการมา 37 ปี รวมถึงความกล้าหาญและความเสียสละของกำลังพลที่เสียชีวิตและสูญหาย” พล.ร.อ.ชาติชาย กล่าว

อุปกรณ์ภายนอกตัวเรือ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, เสากระโดงเรือที่ตัดออกมา นอกจากนี้ ยังพบว่าบริเวณภายนอกตัวเรือรวมถึงอุปกรณ์ที่อยู่ภายนอกทั้งหมดล้วนถูกปกคลุมด้วยตะกอนดิน เพรียง และหอย ความหนาประมาณ 1 นิ้ว
ป้ายทำเนียบผู้บังคับการเรือ

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, ป้ายทำเนียบผู้บังคับการเรือหลวงสุโขทัยคือ หนึ่งในสิ่งของที่มีคุณค่าต่อจิตใจ

เก็บพยานวัตถุเพื่อประกอบการสอบสวนข้อเท็จจริงหาสาเหตุการอับปาง

ทีมปฏิบัติการยังสำรวจเก็บพยานวัตถุจำนวน 58 รายการเพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการสอบสวนหาข้อเท็จจริงถึงสาเหตุการอับปางด้วย โดยทางเจ้าหน้าที่บันทึกวิดีโอความละเอียดสูงขณะสำรวจและเก็บหลักฐานพยานวัตถุไว้ตลอด ซึ่งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงสามารถนำไปใช้ได้

ช่วงที่ผ่านมาพบว่า ทางกองทัพเรือได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงหลังเกิดเหตุเรืออับปางลง

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสังคมและผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงจำนวนหนึ่งเสนอแนะว่า ควรมีคณะผู้ตรวจสอบภายนอกหรือคณะกรรมการกลางเข้าไปมีส่วนร่วมในการสังเกตการณ์หรือตรวจสอบกระบวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของกองทัพเรือ แต่ พล.ร.อ.ปกครอง มนธาตุผลิน โฆษกกองทัพเรือในขณะนั้น เคยให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยเมื่อเดือน ธ.ค. 2565 ว่า ไม่มีระเบียบที่เปิดช่องให้ตั้งคณะผู้ตรวจสอบภายนอกร่วมการสอบสวน แต่ยืนยันว่าจะสอบสวน "อย่างตรงไปตรงมา"

ต่อมา พล.ร.อ.ปกครอง ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2566 ว่าการสอบสวนกรณีเรือหลวงสุโขทัยอับปางคืบหน้าไปแล้วกว่า 90% สอบปากคำพยานไปแล้ว 289 คน เหลือเพียงพยานวัตถุเรือหลวงสุโขทัยที่ยังได้ไม่ครบ ต้องรอจากขั้นตอนการกู้เรือ

ระหว่างการแถลงปิดปฏิบัติการกู้เรือหลวงสุโขทัย ทางผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ ระบุว่า การเก็บพยานวัตถุทั้ง 58 รายการเป็นไปตามที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแจ้งความต้องการมา เช่น แผ่นกันคลื่นหน้า, ป้อมปืน 76/62 มม., ป้อมปืน 76/62 มม., ฝา Hatch หรือช่องทางลงห้องกระชับหัวเรือ, ฝา Hatch ทางลงห้อง Gun Bay หรือห้องที่อยู่ใต้ป้อมปืน 76/62 มม., ประตูผนึกน้ำรอบตัวเรือ, รอยทะลุทางกราบซ้าย 2 รอย พร้อมกับสำรวจรอบตัวเรือเพื่อหารอยทะลุอื่นๆ, การปิด/เปิดประตูผนึกน้ำภายในตัวเรือและบริเวณห้องป้อมปืน, สภาพแท่นแพชูชีพทั้ง 6 แผง

นอกจากนี้ยังมีพยานวัตถุอื่น ๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง, เครื่องบันทึกภาพวงจรปิดหรือเครื่อง DVR 1 เครื่อง, เสื้อชูชีพ 1 ตัว, คอมพิวเตอร์พกพา 1 เครื่อง, และสมุดจดคำสั่งการนำเรือ 1 เล่ม

“ในส่วนของเครื่องบันทึกวิดีทัศน์กล้องวงจรปิดหรือ DVR ปัจจุบันเราได้ส่งไปยังสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรม เพื่อกู้ข้อมูลหรือเก็บข้อมูลพยานหลักฐานชิ้นนี้ให้กับเรา โดยเร่งให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ทำงานให้เร็ว

สรุปว่าเราได้หลักฐานพยานครบถ้วนตามที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงต้องการทุกประการ เราไม่จำเป็นต้องนำเรือสุโขทัยขึ้นจากน้ำ ขอเน้นย้ำว่า เราได้หลักฐานประกอบการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีเรือหลวงสุโขทัยอับปางครบถ้วน และไม่จำเป็นต้องนำเรือขึ้นมาทั้งลำ” พล.ร.อ.ชาติชาย ระบุ

diver

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, เราได้หลักฐานประกอบการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีเรือหลวงสุโขทัยอับปางครบถ้วน และไม่จำเป็นต้องนำเรือขึ้นมาทั้งลำ” พล.ร.อ.ชาติชาย ระบุ

ด้านนายชยพล สท้อนดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพมหานคร เขต 8 พรรคก้าวไกล ซึ่งติดตามการสอบข้อเท็จจริงกรณีการอับปางมาตลอด ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยวันนี้ (12 มี.ค.) ว่า อาจเร็วเกินไปที่จะมีข้อสรุปว่ากองทัพเรือควรกู้เรือขึ้นมาทั้งลำหรือไม่

“มันขึ้นอยู่กับว่ากองทัพเรือกู้หลักฐานอะไรขึ้นมาได้บ้าง และจะเปิดเผยหลักฐานทั้งหมดหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาทางกองทัพเรือไม่เคยเปิดหลักฐานพยานใด ๆ เลย แต่ถ้าหากเปิดเผยให้เห็นหลักฐานพยานทั้งหมด พร้อมกับระบุได้ชัดเจนว่าสาเหตุการอับปางจริง ๆ คืออะไร ก็อาจไม่จำเป็นต้องกู้เรือขึ้นมาทั้งหมด”

สส.พรรคก้าวไกลยังบอกว่า ต้องติดตามรายงานการสอบสวนข้อเท็จจริงของกองทัพเรือที่จะออกมาหลังจากนี้ว่ามีหน้าตาเช่นไร พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ทำโดยกองทัพเรือเองนั้น จะสามารถไว้ใจได้หรือไม่ว่าเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา เนื่องจากจนถึงวันนี้ยังไม่มีการเปิดเผยผลการสอบปากคำพยานกว่า 200 คน ซึ่งเสร็จสิ้นไปตั้งแต่ต้นปี 2566

“ต่อจากนี้ทางกองทัพเรือไม่เหลือข้ออ้างใด ๆ ที่จะไม่เปิดเผยหลักฐานอีกต่อไปแล้ว” นายชยพล ระบุ พร้อมกับเน้นย้ำว่าทางกองทัพเรือต้องเปิดเผยข้อมูลการสอบสวนข้อเท็จจริงทั้งหมด ตั้งแต่รายละเอียดการสอบปากคำพยาน รายละเอียดจากหลักฐานพยานที่เก็บกู้จากเรือทั้งหมด ไม่ใช่เปิดข้อมูลเพียงรายงานสรุปการสอบสวนข้อเท็จจริงเท่านั้น

ชยพล สท้อนดี

ที่มาของภาพ, สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

คำบรรยายภาพ, นายชยพล สท้อนดี สส.พรรคก้าวไกล

นายชยพล ยังบอกด้วยว่า การสอบสวนหาสาเหตุการอับปางที่โปร่งใส ตรงไปตรงมา จะทำให้ทุกฝ่ายทราบว่าความผิดพลาดเกิดจากอะไร และใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อความผิดพลาดดังกล่าว โดยเขามองว่า หากเรือหลวงสุโขทัย “มันปกติจริง เรือก็คงไม่จม”

“หากความผิดพลาดเกิดขึ้นจากการซ่อมบำรุงจริง ก็ต้องมีการแก้ไขการซ่อมบำรุง เราก็ต้องมาดูว่าที่ผ่านมาที่ [กองทัพเรือ] เบิกเงินไป 2,000 ล้านบาทต่อปีนั้น ซ่อมให้ดีขึ้นจริงหรือเปล่า และล่าสุดในปี 2567 ทางกองทัพเรือเบิกงบประมาณไป 4,000 ล้านบาท ก็ต้องดูด้วยว่าเงินที่เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว มันซ่อมถูกต้องและดีจริงหรือเปล่า มีหลักฐานประกอบหรือเปล่า เพราะถ้าเกิดเขาไม่มี Lesson learned (บทเรียน) จากเรื่องนี้เลย แค่ซ่อมตามความเคยชิน ไม่ได้ซ่อมตามคู่มือหรือหลักการ มันก็ต้องปรับปรุง หรือถ้ามีทุจริตเรื่องการจัดซื้ออุปกรณ์หรือค่าแรงซ่อมบำรุง แล้วปล่อยให้เกิดขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ เรือฟริเกตของเราที่มีน้อยอยู่แล้วในตอนนี้ ก็อาจเกิดเหตุล่มก่อนเวลาอันควรอีก” นายชยพล กล่าวกับบีบีซีไทย

สส.พรรคก้าวไกลยังมองว่า สำคัญที่สุดคือครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายต้องได้รับคำตอบว่าทำไมพวกเขาถึงสูญเสียคนที่รักไปโดยไม่มีวันกลับและอะไรคือสาเหตุที่พรากชีวิตกำลังพลเหล่านี้

“กองทัพต้องปรับทัศนคติว่า เขาคือกองทัพของประชาชน ไม่ใช่จะทำอะไรก็ได้ จะมาขอเบิกเงินโดยไม่อธิบาย ไม่ชี้แจงประชาชนที่เป็นเจ้าของภาษีไม่ได้ สุดท้ายแล้วเมื่อนำของไปใช้งานอะไรที่ผิด ๆ พลาด ๆ พากำลังพลไปสูญเสีย รวมถึงเรือและยุทโธปกรณ์ ทหารที่สูญเสียชีวิตไปก็คือประชาชนคนหนึ่งเช่นกัน ดังนั้นกองทัพเรือก็ต้องชี้แจงให้กระจ่าง เพราะมันคือหน้าที่ของกองทัพต่อประชาชน” นายชยพล กล่าวทิ้งท้าย