You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
7 “หนังสือต้องห้าม” ของการเมืองไทย 20 ปีหลัง
ราชกิจจานุเบกษา ประกาศ คําสั่งสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ห้ามนำเข้าหนังสือที่ชื่อว่า Rama X: The Thai Monarchy under King Vajiralongkorn หรือแปลเป็นไทยได้ว่า "รัชกาลที่ 10: สถาบันกษัตริย์ไทยในรัชสมัยของกษัตริย์วชิราลงกรณ์" ของ รศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการและผู้ลี้ภัยทางการเมือง โดยหนังสือเล่มดังกล่าวไม่ใช่ "หนังสือต้องห้าม" เล่มแรกของประเทศไทย
ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศฉบับนี้ เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2566 ระบุถึง คําสั่งสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ที่ 370/2566 เรื่อง ห้ามสั่งเข้าหรือนำเข้าสิ่งพิมพ์เพื่อเผยแพร่ในราชอาณาจักร ลงนามคำสั่งโดย พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2566
คำสั่งความว่า "ด้วยปรากฏสิ่งพิมพ์ต่างประเทศ "Rama X : The Thai Monarchy King Vajiralongkorn" เขียนโดยนายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ มีลักษณะของภาพปกหนังสือ และบทความที่นําเสนอสื่อถึงทัศนคติของผู้เขียนที่เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สําเร็จราชการแทนพระองค์ หรือจะกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
อาศัยอํานาจตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. 2550 จึงห้ามสั่งเข้า หรือนําเข้าสิ่งพิมพ์ "Rama X : The Thai Monarchy King Vajiralongkorn" เพื่อเผยแพร่ในราชอาณาจักร
ผู้ใดฝ่าฝืนมีความผิดต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ รวมทั้งผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติมีอํานาจริบ และทําลายซึ่งสิ่งพิมพ์ดังกล่าว ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป"
เนื้อหาของคำสั่งในราชกิจจานุเบกษา ระบุถึงสาเหตุการห้ามนำเข้าที่อ้างถึง "ลักษณะของภาพปกหนังสือ และบทความที่นําเสนอสื่อถึงทัศนคติของผู้เขียน" ทำให้ รศ.ดร.ปวิน โพสต์บนเฟซบุ๊กส่วนตัว Pavin Chachavalpongpun ในช่วงเช้าวันที่ 8 ก.ค. ว่า หนังสือเล่มที่ถูกสั่งห้ามนำเข้า ยังไม่ได้มีการตีพิมพ์ แต่มีกำหนดเผยแพร่ในเดือน ต.ค. ที่จะถึงนี้ในสหรัฐอเมริกา
"หนังสือเรื่องรัชกาลที่ 10 ของดิชั้นถูกแบนค่ะ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีใครได้อ่าน จะวางแผงเดือนตุลาคมที่อเมริกา จะมี ebook ด้วยค่ะ" รศ.ดร.ปวิน โพสต์บนเฟซบุ๊ก พร้อมบอกว่าหนังสือยังอยู่ในโรงพิมพ์ และเป็นการ “แบน” ล่วงหน้า
นักวิชาการผู้ลี้ภัยรายนี้ยังบอกด้วยว่า คำสั่งในราชกิจจานุเบกษา เขียนชื่อหนังสือของเขาผิด โดยชื่อหนังสือจริงนั้นชื่อว่า Rama X: The Thai Monarchy under King Vajiralongkorn แต่คำสั่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่มีคำว่า “under”
ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ เป็น 1 ใน 3 บุคคลที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ออกประกาศให้ประชาชนงดเว้นการติดต่อ เผยแพร่ข้อมูลที่บุคคลทั้งสามเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต เมื่อปี 2560 โดยระบุว่า อาจเข้าข่ายกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
ทั้งนี้ หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เล่มแรกที่ตกอยู่ในสถานะ "หนังสือต้องห้าม" แต่ในยุคการเมืองไทยร่วมสมัยย้อนหลังไปไม่เกิน 20 ปี มีหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ไทย ถูกสั่งห้ามเผยแพร่หรือนำเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทย อีกหลายเล่ม
กรณีหนังสือของ รศ.ดร.ปวิน นั้นใกล้เคียงกับกรณีหนังสือ “The King Never Smiles” โดย พอล แฮนด์ลีย์ นักเขียนชาวอเมริกัน
ช่วง 20 ปีหลังสุด เมืองไทย “แบน” หนังสืออย่างน้อย 7 เล่ม
ช่วงหลังปี 2540 เป็นต้นมา มีหนังสือที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ของไทยที่เขียนโดยนักเขียนชาวต่างชาติหลายเล่ม ที่ได้กลายเป็นหนังสือต้องห้ามในประเทศไทย บีบีซีไทยรวบรวมข้อมูลจากบทความของสถาบันพระปกเกล้า และข้อมูลจากราชกิจจานุเบกษาฉบับต่าง ๆ พบหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสถาบันที่ถูกแบน ดังนี้
2544 - The Revolutionary King เขียนโดย วิลเลียม สตีเวนสัน นักเขียนชาวแคนาดา ไม่ผ่านการตรวจพิจารณาให้เผยแพร่ในประเทศไทยในปี 2544
2549 - The King Never Smiles เขียนโดย พอล แฮนด์ลีย์ นักเขียนชาวอเมริกัน หนังสือว่าด้วยพระราชประวัติอย่างไม่เป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และราชวงศ์จักรี หนังสือเล่มนี้ถูกทางการไทยจัดให้เป็น หนังสือต้องห้ามอย่างไม่เป็นทางการ ตั้งแต่ก่อนตีพิมพ์ โดยมิได้มีการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาตามหลักเกณฑ์และวิธีการในกฎหมายว่าด้วยการจดแจ้งการพิมพ์
หนังสือกองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่ ตช 0016.146/289 ลงวันที่ 18 ม.ค. 2551 อ้างว่าหนังสือเล่มนี้เป็น “หนังสือต้องห้ามนำเข้ามาในราชอาณาจักร” นอกจากนี้ ย้อนไปในเดือน ม.ค. 2549 ทางการไทยยังได้ปิดกั้นเว็บไซต์ที่โฆษณาหรือให้บริการสั่งซื้อหนังสือเล่มนี้ด้วย
2549 - วารสารฟ้าเดียวกันฉบับ "สถาบันกษัตริย์กับสังคมไทย" ถูกเจ้าพนักงานการพิมพ์สำหรับกรุงเทพมหานคร ลงนาม โดย พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในขณะนั้น ห้ามการขายหรือจ่ายแจกและให้ยึดสิ่งพิมพ์ดังกล่าว โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.การพิมพ์ 2484 ด้วยสาเหตุว่าได้ลงโฆษณาอันอาจจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่ 12 เม.ย. 2549 ซึ่งในเวลาต่อมา ร้านนายอินทร์ก็เก็บวารสารฟ้าเดียวกันออกจากทุกสาขา
2549 - หนังสือ "กงจักรปีศาจ" หรือ The Devil’s Discus เขียนโดยเรย์น ครูเกอร์ นักเขียนชาวอังกฤษ-แอฟริกาใต้ แปลโดยเรือเอกชลิต ชัยสิทธิเวช ถูกสั่งห้ามขาย จ่ายแจก ตามคำสั่งเจ้าพนักงานการพิมพ์ที่ 3/2549 ลงนามโดย พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ ผบ.ตร. ในฐานะเจ้าพนักงานการพิมพ์สำหรับกรุงเทพมหานคร ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. 2549
คำสั่งระบุว่า สิ่งพิมพ์ "กงจักรปีศาจ" ได้ลงโฆษณาข้อความอันอาจจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน" จึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ. 2484 ห้ามการขาย หรือแจกจ่ายและให้ยึดสิ่งพิมพ์ ดังกล่าวข้างต้น
ข้อมูลจากโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชนระบุว่า หนังสือ กงจักรปีศาจ เป็นหนังสือสืบสวนการสวรรคตของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8) ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2507 โดยสำนักพิมพ์แคสเซลล์ รัฐบาลไทยได้สั่งห้ามตีพิมพ์ในทันทีและตัวครูเกอร์เองก็ถูกห้ามเข้าประเทศไทยด้วยเช่นกัน
กงจักรปีศาจได้รับการแปลเป็นภาษาไทยโดย ร.อ.ชลิต ชัยสิทธิเวช ในปี 2517 และมีการหมุนเวียนขายอยู่ในตลาดมืดในประเทศไทย โรงพิมพ์ที่ตีพิมพ์หนังสือฉบับภาษาไทยโดนเผาทำลาย และเนื่องจากกลุ่มเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์แห่งประเทศไทย (FACT) ต้นฉบับภาษาอังกฤษจึงถูกพิมพ์ซ้ำในเดือน พ.ย. 2552 โดยสำนักพิมพ์ดีเอ็มพีในฮ่องกง
หนังสือ "กงจักรปีศาจ" ยังเคยถูกนำมาฟ้องร้องในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยเมื่อปี 2549 ชายผู้ขายหนังสือเล่มนี้ในการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในเดือน พ.ค. 2549 ถูกตำรวจจับกุม ขณะขายอยู่ในที่ชุมนุมที่สวนลุมพินี
คดีนี้ยืดเยื้อยาวนาน จนกระทั่งสิ้นสุดในปี 2559 ศาลฎีกา สั่งจำคุก ชายวัย 67 ปี เป็นเวลา 2 ปี จากการขายหนังสือกงจักรปีศาจ ผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และเป็นหนังสือต้องห้ามตามกฎหมาย คำสั่งศาลชี้ว่า จำเลยมุ่งแสวงหากำไรจากการขายหนังสือโดยไม่นำพาซึ่งผลที่จะตามมา และทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศ
2551 - A Coup for the Rich เขียนโดย รศ.ใจ อึ๊งภากรณ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหนังสือภาษาอังกฤษเกี่ยวกับการรัฐประหารในปี 2549
หนังสือเล่มนี้ถูกระงับการขายที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ โดยอ้างว่าเนื่องจากหนังสือมีการอ้างอิงงานเขียนของพอล แฮนด์ลีย์ ซึ่งเป็นหนังสือที่ถูกห้ามเผยแพร่ในประเทศไทย หลังจากนั้นตำรวจนครบาลได้ออกหนังสือขอความร่วมมือให้งดจำหน่าย หนังสือ A Coup for the Rich ไปยังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยคำสั่งดังกล่าวอ้างว่า "เนื้อหาในหนังสือมีข้อความดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์... อาจทำให้ปวงชนชาวไทยเข้าใจพระมหากษัตริย์ผิด" ซึ่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในตอนนั้นได้มีคำสั่งให้ศูนย์หนังสือดำเนินการตามที่ตำรวจสันติบาลแจ้งมา
2557- A Kingdom in Crisis: Thailand's Struggle for Democracy in the Twenty-First Century เขียนโดยนายแอนดรูว์ แม็คเกรเกอร์ มาร์แชล ถูกห้ามนำเข้าโดยคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 609/2557 ในสมัยที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง เป็น ผบ.ตร. ลงวันที่ 11 พ.ย. 2557
คำสั่งห้ามสั่งเข้าหรือนำเข้าสิ่งพิมพ์เพื่อเผยแพร่ในราชอาณาจักรดังกล่าว อ้างถึงบทวิจารณ์หนังสือ 2 บทความ ในหนังสือพิมพ์ออนไลน์ "เซาท์ ไชน่า มอนิ่ง โพสต์" และ "ดิ อินดิเพนเดนท์" ว่าบทวิจารณ์ทั้งสองบท ได้สื่อถึงทัศนคติของนายแอนดรูว์ ผู้เขียน อีกทั้งอ้างอิงถึงเนื้อหาสาระสำคัญที่ผู้เขียนนำเสนอในหนังสือ A Kingdom in Crisis เป็นข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ว่าหนังสือเล่มนี้ เป็นสิ่งพิมพ์ที่เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือจะกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน
ส่วนการตรวจสอบเนื้อหาหนังสือวิชาการที่ศึกษาสถาบันกษัตริย์ไทยครั้งล่าสุด เกิดขึ้นเมื่อปี 2563 เมื่อ หนังสือ "ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง" ที่เขียนโดย ศ.ดร.ธงชัย วินิจจะกูล ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยึดจากสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันไปสอบสวนฐาน "เข้าข่ายผิดกฎหมาย"
ย้อนดู "การห้ามหนังสือ" ที่เริ่มในสมัยรัชกาลที่ 3 จนถึง พ.ศ. 2523
บทความชื่อว่า "หนังสือต้องห้าม" บนฐานข้อมูลของสถาบันพระปกเกล้า เรียบเรียงโดย ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ซึ่งปัจจุบันเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้เขียนเกี่ยวกับ "การห้ามหนังสือ" ในประวัติศาสตร์ไทยไว้ว่า เริ่มต้นเป็นครั้งแรกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โดยในระหว่างปี 2390–2393 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว สั่งริบหนังสือกฎหมายที่นายโหมด อมาตยกุล ลักลอบเอามาพิมพ์เผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไป และในสมัยรัชกาลที่ 5 หนังสือ "นิราศหนองคาย" ของหลวงพัฒนพงศ์ภักดี (ทิม สุขยางค์) ก็ถูกสั่งให้นำไปเผา ส่วนตัวผู้เขียนก็ถูกผู้สำเร็จราชการแผ่นดินสั่งเฆี่ยนและจำคุก เพราะหนังสือมีเนื้อหาวิจารณ์การเดินทัพของผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในสงครามปราบฮ่อ
นอกจากนี้ ในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้มีการห้ามหนังสือที่ชื่อว่า "ทรัพย์ศาสตร์" ของพระยาสุริยานุวัตร ซึ่งเขียนวิจารณ์การดำเนินนโยบายที่ไม่ส่งเสริมการสะสมทุนจนทำให้ประเทศล้าหล้ง และ "ชี้ให้เห็นการขูดรีดส่วนเกินทางเศรษฐกิจของชาวนาไปให้แก่พ่อค้าคนกลางและพ่อค้าส่งออกในรูปแบบของการปล่อยกู้ดอกเบี้ยสูงและการกดราคาข้าวเปลือกอีกต่อหนึ่ง"
หลังจากหนังสือ ทรัพย์ศาสตร์ เล่ม 2 ตีพิมพ์ออกมาในปี 2454 รัชกาลที่ 6 มีรับสั่งให้ยุติการเขียน และทรงเขียนบทวิจารณ์หนังสือ ทรัพย์ศาสตร์ เล่ม 1 ด้วยนามปากกา “อัศวพาหุ” ลงในวารสารสมุทรสารว่า หนังสือทรัพย์ศาสตร์จะทำให้คนไทยแตกแยกเป็นชนชั้น
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 7 มีการแก้ไขกฎหมายอาญากำหนดความผิดของการสอนลัทธิเศรษฐกิจ โดยมีโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี และให้ปรับไม่เกิน 5,000 บาท ทรัพย์ศาสตร์ จึงกลายเป็นหนังสือต้องห้ามไปโดยปริยาย
ในสมัยหลังการปฏิวัติสยาม 2475 "สมุดปกเหลือง" หรือเค้าโครงการเศรษฐกิจของนายปรีดี พนมยงค์ กลายเป็นหนังสือต้องห้ามเมื่อปี 2476 เมื่อถูกกล่าวหาว่ามีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับคอมมิวนิสต์ และต่อมาในช่วงปี 2501 - 2516 หนังสือต้องห้ามก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนมีจำนวนทั้งสิ้นกว่า 350 รายการ โดยในจำนวนนี้มีหนังสือ แลไปข้างหน้า ของศรีบูรพา และงานแปลประวัติจริงของอาคิว แต่งโดย หลู่ซิ่น ซึ่งเป็นนวนิยายที่มีฉากหลังเป็นเหตุการณ์โค่นล้มราชวงศ์ชิงในจีนด้วย
บทความของสถาบันพระปกเกล้ายังระบุด้วยว่า หนังสือต้องห้ามถ้าไม่ใช่หนังสือโป๊ ก็จะเป็นหนังสือเกี่ยวกับประเทศคอมมิวนิสต์ ทั้งภาษาจีน และภาษาอังกฤษ
ขณะที่ในช่วงปี 2520-2523 ที่ถือว่าเป็นช่วงของการห้ามหนังสือครั้งใหญ่ที่สุดในสังคมไทย มีการออกประกาศ 4 ฉบับ ในช่วงเวลา 4 ปี ระบุรายชื่อสิ่งพิมพ์ต้องห้ามรวมแล้ว 217 รายการ
เปิด พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ 2550
กฎหมายการพิมพ์เกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งมีการออกพระราชบัญญัติการพิมพ์ ปี 2484
การสั่งห้ามหนังสือ อยู่ในมาตรา 9 ที่ระบุว่า "เมื่อเห็นว่าสิ่งพิมพ์ใดอาจจะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ก็สามารถห้ามการขายหรือจ่ายแจก และให้ยึดสิ่งพิมพ์นั้น"
หลังจากนั้นการห้ามหนังสือส่วนใหญ่ เป็นการใช้อำนาจออกประกาศของคณะปฏิวัติ อย่างเช่น ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำหนดชื่อเอกสารและสิ่งพิมพ์ที่ห้ามผู้ใดมีไว้ครอบครอง จำนวน 100 เล่ม ที่ออกตามอำนาจของคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 43 ลงวันที่ 21 ต.ค. 2519
ทั้งนี้ กฎหมายการห้ามเผยแพร่/นำเข้าหนังสือ มีการปรับปรุงในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็น พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ปี 2550 มีบทบัญญัติให้ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีอำนาจออกคำสั่งโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาห้ามสั่งเข้าหรือนำเข้าเพื่อเผยแพร่ในราชอาณาจักร สิ่งพิมพ์ใด ๆ ที่เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรืออาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร หากฝ่าฝืนให้ ผบ.ตร. มีอำนาจริบและทำลาย (มาตรา 10)