5 ความจริงที่ปรากฏ หลังผ่าน 4 สัปดาห์ของสงครามอิสราเอล-ฮามาส

    • Author, เจเรมี โบเวน
    • Role, บรรณาธิการข่าวต่างประเทศบีบีซี
    • Reporting from, รายงานจากทางตอนใต้ของอิสราเอล

หนึ่งในสิ่งแรก ๆ ที่ต้องทำความเข้าใจจากการฟังหรืออ่านรายงานข่าว บทวิเคราะห์ และการแสดงความเห็น เกี่ยวกับสงครามอิสราเอลและฮามาส ที่ถาโถมเข้ามาตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. คือ ไม่มีใครที่รู้เรื่องราวทั้งหมด ไม่เพียงแต่มันเป็นเรื่องยากที่จะฝ่าเข้าไปใน "หมอกของสงคราม" และดูว่าเกิดอะไรขึ้นเท่านั้น แต่ความขัดแย้งรูปแบบใหม่ระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ก็ยังไม่ปรากฏให้เห็นชัดเจน

เหตุการณ์ในสงครามเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว ความหวาดกลัวว่าสงครามจะแพร่ไปยังทุกที่นั้นมีอยู่จริง ความจริงชุดใหม่ในภูมิภาคตะวันออกกลางปรากฏอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง แต่รูปร่างหน้าตาและกลวิธีที่ทั้งสองฝ่ายจะทำสงครามขึ้นอยู่กับว่าสงครามจะดำเนินไปในช่วงที่เหลือของปีหรือนานกว่านั้นอย่างไร

ต่อไปนี้คือบางเรื่องที่บีบีซีทราบและอีกหลายเรื่องที่เรายังไม่ทราบ นี่ไม่ใช่เนื้อหาที่บอกทุกอย่างได้อย่างครบถ้วน ในอดีตบางคนเคยเยาะเย้ย นายโดนัลด์ รัมสเฟลด์ อดีตรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ เมื่อครั้งบุกอิรักในปี 2003 เมื่อเขาระบุถึง "สิ่งแปลกหน้าที่ไม่รู้จัก" แต่ในภูมิภาคนี้ของโลก "สิ่งที่ไม่รู้จัก" มีอยู่จริง และเมื่อสิ่งเหล่านั้นปรากฏตัว พวกมันก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้

1. ชาวอิสราเอลสนับสนุนกองทัพให้ทำลายฮามาส

สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ ชาวอิสราเอลสนับสนุนให้กองทัพเข้าทำลายกลุ่มฮามาสที่มีอำนาจในฉนวนกาซา รวมทั้งกลุ่มอิสลามิกญิฮาด ซึ่งเป็นพันธมิตรของฮามาสด้วย ความโกรธเกรี้ยวของชาวอิสราเอลเกิดจากการถูกกลุ่มฮามาสโจมตีเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2566 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 1,400 คน และจับตัวประกันไปไว้ในกาซาอีกประมาณ 240 คน

ผมได้พบกับ โนม ไทบอน อดีตนายพลเกษียณของกองทัพอิสราเอล เพื่อฟังเรื่องที่เขากับภรรยาขับรถไปช่วยชีวิตลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานสาววัยเด็กอีก 2 คน ได้สำเร็จ จากนิคมเกษตรหรือคิบบุตซ์ ที่ชื่อนาฮาส ออซ ใกล้ชายแดนด้านที่ติดกับกาซา หลังจากฮามาสเข้าโจมตีเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ทั้งหมดหลบอยู่ในห้องหลบภัย ท่ามกลางเสียงปืนที่นักรบฮามาสระดมยิงอยู่โดยรอบ

ไทบอนซึ่งแม้จะเกษียณแล้วยังคงดูแข็งแรงมากในวัย 62 ปี เขาติดอาวุธด้วยปืนไรเฟิลจู่โจมและหมวกกันน็อคที่เอามาจากทหารอิสราเอลที่เสียชีวิต ไทบอนรวบรวมทหารกลุ่มหนึ่งซึ่งอยู่ในภาวะโกลาหลในวันนั้น เข้าเคลียร์พื้นที่ในคิบบุตซ์ดังกล่าวและช่วยชีวิตสมาชิกในครอบครัวของเขาและอีกหลายคนไว้ได้

นายพลรายนี้เป็นเจ้าหน้าที่อิสราเอลหัวสมัยเก่าและพูดจาตรงไปตรงมา

"ฉนวนกาซาจะต้องทุกข์ทรมาน... ไม่มีชาติไหนที่จะเห็นด้วยกับเพื่อนบ้านที่เข่นฆ่าเด็ก ผู้หญิง หรือประชาชน เหมือนกับคุณ (ชาวอังกฤษ) ที่บดขยี้ศัตรูในสงครามโลกครั้งที่ 2 นี่เป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องทำในกาซา อย่างไม่ปรานี"

เมื่อผมถามถึงชีวิตของพลเรือนผู้บริสุทธ์ชาวปาเลสไตน์ที่ถูกฆ่า เขาตอบกลับมาว่า

"โชคร้ายที่มีชาวปาเลสไตน์กำลังเสียชีวิต เราอยู่ในภูมิภาคที่โหดร้าย เราจำเป็นต้องรอด... เราต้องทำตัวให้แข็งแกร่ง เราไม่มีทางเลือก"

ชาวอิสราเอลจำนวนมากสะท้อนความรู้สึกในทำนองนี้ที่บอกว่า ความตายของพลเรือนชาวปาเลสไตน์เป็นเรื่องโชคร้าย แต่ที่พวกเขาต้องตายนั้นเป็นเพราะการกระทำของฮามาส

2. การโจมตีของอิสราเอล ทำให้มีคนตายมหาศาล

เป็นที่ชัดเจนว่า การโจมตีกลุ่มติดอาวุธฮามาสของอิสราเอลเป็นเหตุให้เกิดการนองเลือดอย่างรุนแรง กระทรวงสาธารณสุขปาเลสไตน์ที่ควบคุมโดยฮามาส ระบุตัวเลขผู้เสียชีวิตของชาวปาเลสไตน์ล่าสุดเกินกว่า 9,000 คนแล้ว โดยในจำนวนนี้ 65% เป็นเด็กและผู้หญิง

แต่สิ่งที่ไม่แน่ชัดคือ ผู้เสียชีวิตที่เป็นผู้ชายกี่คนกันแน่ที่เป็นพลเรือน หรือเป็นนักรบของฮามาสหรือกลุ่มอิสลามิกญิฮาด ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ รวมถึงทางการอิสราเอล ไม่เชื่อตัวเลขผู้เสียชีวิตที่กระทรวงสาธารณสุขของปาเลสไตน์ระบุ แต่จากความขัดแย้งในอดีต องค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ พิจารณาแล้วว่าสถิติผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตที่รายงานโดยฝั่งปาเลสไตน์เป็นตัวเลขที่ค่อนข้างแม่นยำ

หนึ่งข้อเท็จจริงที่น่าเศร้าที่กำลังเกิดขึ้นคือ เมื่อเทียบกับการสูญเสียชีวิตในสงครามยูเครน องค์การสหประชาชาติระบุว่า การบุกรุกของรัสเซียเข้าไปในยูเครนเป็นเวลา 21 เดือน ค่าชีวิตพลเรือนไป 9,700 คน

แน่นอนว่าชาวปาเลสไตน์ที่เสียชีวิตจากการโจมตีบางส่วนเป็นสมาชิกของกลุ่มฮามาส แต่ต่อให้สัดส่วนของกลุ่มฮามาสที่เสียชีวิตคิดเป็น 10% ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด (ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้) นั่นก็ยังหมายความว่า อิสราเอลกำลังเดินไปสู่จุดที่สังหารพลเรือนปาเลสไตน์ในช่วงเพียงกว่า 1 เดือน มากเท่ากับที่รัสเซียสังหารชาวยูเครนนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2022

สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ระบุว่า มีพลเรือนจำนวนมากบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล และแสดงความกังวลอย่างยิ่งว่า การโจมตีที่เกิดขึ้นไม่ได้สัดส่วน และอาจกลายเป็นการก่ออาชญากรรมสงคราม

ตั้งแต่วันแรกที่ฮามาสโจมตีอิสราเอล โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ สนับสนุนอิสราเอลที่ตัดสินใจใช้กำลังทหารเข้าไปกำจัดฮามาสออกจากการครองอำนาจ แต่เขาเน้นย้ำว่า ต้องเป็นไปใน "วิถีที่ถูกต้อง" ซึ่งไบเดนหมายความว่า อิสราเอลต้องปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับสงครามเพื่อให้มีการปกป้องพลเรือนด้วย

นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้เดินทางมาถึงกรุงเทล อาวีฟของอิสราเอล ก่อนที่เครื่องบินจะออกเดินทางเขากล่าวว่า "เมื่อผมเห็นเด็กชาวปาเลสไตน์ ไม่ว่าจะเด็กชาย เด็กหญิง ถูกดึงออกจากซากปรักหักพังของอาคาร ภาพนั้นกระทบกระเทือนใจของผมมากเท่ากับเวลาที่ได้เห็นเด็กอิสราเอลหรือเด็กในที่อื่น ๆ"

ตั้งแต่ผมรายงานข่าวเกี่ยวกับสงครามของอิสราเอลทุกครั้งในช่วง 30 ปีให้หลัง ผมจำไม่ได้ว่ามีเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลสหรัฐฯ คนไหนที่เคยพูดอย่างเปิดเผยว่า อิสราเอลจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับสงคราม การเยือนอิสราเอลของนายบลิงเคนบ่งชี้ว่า เขาเชื่อว่าอิสราเอลไม่ได้ทำตามคำแนะนำของประธานาธิบดีไบเดน

3. เนทันยาฮู กำลังอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาล

อีกประเด็นที่เราทราบอย่างแน่นอนก็คือ นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล กำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างมหาศาล

แตกต่างจากผู้นำทหารและฝ่ายความมั่นคงของอิสราเอล นายเนทันยาฮูไม่ยอมรับความรับผิดชอบส่วนบุคคลใด ๆ ต่อความล้มเหลวในขั้นหายนะที่ทำให้ชุมชนอิสราเอลบริเวณชายแดนไม่ได้รับการปกป้องจากการถูกโจมตีเมื่อวันที่ 7 ต.ค.

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 ต.ค. ที่ผ่านมา นายเนทันยาฮูได้ทวีตข้อความที่ทำให้เกิดความโกลาหลด้วยการกล่าวหาหน่วยข่าวกรอง แต่หลังจากนั้นเขาได้ลบข้อความดังกล่าวและกล่าวคำขอโทษ

ชาวอิสราเอล 3 คน ได้แก่ อดีตผู้ที่อยู่ในกระบวนการเจรจาสันติภาพ อดีตหัวหน้าหน่วยชิน เบต (หน่วยข่าวกรองของอิสราเอล) และผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยี เขียนบทความลงในวารสาร Foreign Affairs ระบุว่า นายเนทันยาฮูไม่ควรมีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับสงครามและเรื่องอื่น ๆ ที่ตามมาอีก อีกทั้งยังแสดงทัศนะด้วยว่านายเนทันยาฮูนั้นมีผู้สนับสนุนที่เหนียวแน่น แต่เขาสูญเสียความไว้วางใจจากบุคคลสำคัญในกองทัพและฝ่ายความมั่นคงไปแล้ว

โนม ไทบอน นายพลวัยเกษียณ ผู้ที่ไปสู้รบในคิบบุตซ์เพื่อช่วยชีวิตครอบครัวของตัวเองออกมา เปรียบเทียบนายเนทันยาฮู กับ เนวิล แชมเบอร์เลน อดีตนายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักรที่ถูกบังคับให้ลาออกจากตำแหน่งเมื่อปี 1940 และแทนที่ด้วยนายวินสตัน เชอร์ชิล

ไทบอน บอกผมว่า "นี่คือความล้มเหลวครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล เป็นความล้มเหลวทางการทหาร เป็นความล้มเหลวของหน่วยข่าวกรอง และเป็นความล้มเหลวของรัฐบาล... และผู้ที่ต้องรับผิดชอบ และต้องรับการกล่าวโทษไปทั้งหมด ก็คือนายกฯ เบนจามิน เนทันยาฮู เขาเป็นผู้รับผิดชอบต่อความล้มเหลวครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล"

4. สถานภาพเดิม (status quo) ระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ ถูกทำลายลงไปแล้ว

นอกจากนี้ ยังเป็นที่ชัดเจนว่าสถานภาพเดิม (status quo) ได้ถูกทำลายลงไปแล้ว มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าพอใจและอันตราย แต่ก็ดูเหมือนว่าจะมีความมั่นคงอันคุ้นเคยที่น่ากลัวดำรงอยู่ หลังจากการลุกฮือครั้งสุดท้ายของปาเลสไตน์เมื่อราว ๆ ปี 2005 มีสมดุลระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์รูปแบบใหม่เกิดขึ้น และนายเนทันยาฮูเชื่อว่าเขาสามารถจะรักษาสมดุลนี้เอาไว้ได้ตลอด แต่นั่นเป็นภาพลวงที่อันตรายสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งปาเลสไตน์และอิสราเอลเอง

ข้อโต้แย้งที่ดำเนินมาก่อนหน้านี้คือ ปาเลสไตน์ไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอลอีกต่อไปแล้ว เป็นเพียงปัญหาหนึ่งที่ต้องจัดการเท่านั้น ส่วนเครื่องมือในการจัดการก็คือ การลงโทษและการให้รางวัล (sticks and carrots) และกลวิธีโบราณในการ "แบ่งแยกและปกครอง"

นายเนทันยาฮู ซึ่งเป็นนายกฯ มาเกือบตลอดเวลาตั้งแต่ปี 2009 หลังจากดำรงตำแหน่งก่อนหน้านี้ระหว่างปี 1996-1999 เคยได้พูดอย่างคงเส้นคงวามาตลอดว่าอิสราเอลไม่มีพันธมิตรเพื่อสันติภาพ

แต่ที่จริงแล้วอิสราเอลอาจมีพันธมิตรเพื่อสันติภาพ องค์การบริหารปาเลสไตน์หรือพีเอ (Palestinian Authority: PA) ซึ่งเป็นคู่แข่งหลักของกลุ่มฮามาส เป็นองค์กรที่มีจุดด่างพร้อยอย่างหนัก และผู้สนับสนุนเชื่อว่าประธานาธิบดีมาห์มูด อับบาส ซึ่งอยู่ในตำแหน่งมายาวนาน จำเป็นต้องลงจากตำแหน่ง แต่องค์การบริหารปาเลสไตน์ก็ยอมรับในแนวคิดการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์คู่ไปกับอิสราเอลมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990

5. อิสราเอลจะไม่ยอมรับข้อตกลงใด ๆ ที่ยังอนุญาตให้ฮามาสอยู่ในอำนาจ

เป็นที่แน่ชัดว่า อิสราเอลซึ่งมีสหรัฐฯ หนุนหลัง จะไม่ทนต่อการมีข้อตกลงใด ๆ ที่อนุญาตให้ฮามาสยังมีอำนาจอยู่ แน่นอนว่าการที่อิสราเอลยืนกรานเช่นนี้ย่อมทำให้เกิดการนองเลือดตามมาอีกมาก และยังมีคำถามใหญ่อีกด้วยว่า องค์กรใดหรือใครที่จะมาแทนที่ฮามาส ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบ

ความขัดแย้งระหว่างชาวอาหรับและชาวยิวในการครอบครองพื้นที่ระหว่างแม่น้ำจอร์แดนและทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมีมาแล้วกว่า 100 ปีแล้ว บทเรียนหนึ่งจากประวัติศาสตร์นองเลือดที่ยาวนานคือ จะไม่มีทางออกใดที่แก้ได้ด้วยวิธีการทางการทหาร

ในช่วงปี 1990 ได้มีกระบวนการสันติภาพภายใต้ "ข้อตกลงออสโล” เพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างปาเลสไตน์กับอิสราเอล ด้วยการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์โดยมีเมืองหลวงอยู่ที่ฝั่งตะวันออกของนครเยรูซาเล็ม ซึ่งแบ่งกับอิสราเอลที่ครอบครองฝั่งตะวันตกของเยรูซาเล็ม ความพยายามครั้งสุดท้ายในการรื้อฟื้นการเจรจาสันติภาพเกิดขึ้นในยุคประธานาธิบดีบารัค โอบามา ของสหรัฐฯ แต่ก็ล้มเหลวเมื่อราวหนึ่งทศวรรษก่อนและความขัดแย้งก็เรื้อรังหลังจากนั้นเป็นต้นมา

ดังที่โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และคนอื่น ๆ เคยกล่าวไว้ โอกาสเดียวที่เป็นไปได้เพื่อหลีกเลี่ยงสงครามที่จะมีเพิ่มเติม คือการสถาปนารัฐปาเลสไตน์ คู่ไปกับอิสราเอล แต่นี่ก็เป็นไปไม่ได้หากยังอยู่ในยุคที่ผู้นำของทั้งสองฝ่ายยังเป็นคนปัจจุบัน ฝ่ายหัวรุนแรงสุดโต่งของทั้งฝั่งอิสราเอลและปาเลสไตน์จะทำทุกวิถีทางเพื่อทำลายแนวคิดนี้ เหมือนกับที่พวกเขาได้เคยทำมาในช่วงปี 1990 เพราะบางส่วนเชื่อว่า พวกเขาเดินตามเจตจำนงของพระเจ้า ซึ่งทำให้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะจูงใจให้พวกเขายอมรับข้อเสนอการประนีประนอมทางโลก

แต่หากว่าสงครามครั้งนี้ไม่ได้เป็นการกระตุ้นเตือนมากพอที่จะทลายอคติที่ฝังรากลึกและทำให้แนวคิดการมี 2 รัฐเกิดขึ้นได้จริง ก็คงไม่มีอะไรที่จะทำสิ่งนี้ให้สำเร็จได้แล้ว และหากทั้งสองฝั่งไม่อาจร่วมกันหาทางหยุดความขัดแย้งที่ยอมรับร่วมกันได้ ชาวปาเลสไตน์และอิสราเอลอีกหลายรุ่นก็จะถูกพิพากษาให้ต้องเผชิญกับสงครามอีกหลายครั้ง