วีซ่าและหนังสือเดินทางสีทองคืออะไร ทำไมกำลังเป็นที่นิยมในหมู่คนรวย ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, โอนูร์ เออร์เรม
- Role, บีบีซีเวิลด์เซอร์วิส
ประเทศสเปนกำลังมีแผนยกเลิกโครงการที่มีชื่อว่า “วีซ่าสีทอง” ซึ่งให้สิทธิพำนักในฐานะพลเมืองแก่ผู้ที่ไม่ใช่พลเมืองของสหภาพยุโรป โดยแลกกับเงินลงทุนจำนวนมหาศาล นอกจากนี้ยังพบว่ามีประเทศอื่น ๆ ที่ทยอยยกเลิกโครงการดังกล่าวด้วย
นายเปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีของสเปน กล่าวว่า ความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย “เพื่อรับประกันว่าที่อยู่อาศัยเป็นสิทธิ และไม่ได้มีไว้เพื่อเก็งกำไรทางธุรกิจ” พร้อมกับกล่าวเสริมว่า “ตลาดอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัยอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาล และการซื้อบ้านกลายเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้สำหรับผู้ที่อยู่อาศัยหรือทำงานในสถานที่ที่มีความต้องการซื้อสูง”
เหล่านักลงทุนจำนวนมากมองว่า โครงการวีซ่าสีทองคือโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ในสถานที่แห่งใหม่ หรือหลีกหนีความเสี่ยงทางการเมือง สังคม รวมทั้งสภาพเศรษฐกิจของประเทศที่พวกเขาจากมาก ขณะที่นักรณรงค์ด้านการต่อต้านการทุจริตและนักการเมืองบางส่วนออกมาเตือนว่า อาชญากรกำลังใช้โครงการนี้ในทางที่ผิดเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง ส่งผลให้ราคาอสังหาริมทรัพย์สูงขึ้น และกระทบต่อกำลังการซื้อบ้านของคนท้องถิ่น
“วีซ่าสีทอง” และ “หนังสือเดินทางสีทอง” คืออะไร ?
โครงการ “วีซ่าสีทอง” เป็นการให้สิทธิกับชาวต่างชาติผู้มั่งคั่งให้สามารถพำนักและทำงานในประเทศอื่นได้ เพื่อแลกกับเงินลงทุนจำนวนมากของพวกเขา
จำนวนเงินสำหรับการขอวีซ่านั้น มีตั้งแต่การลงทุน 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 35 ล้านบาท) ในอสังหาริมทรัพย์ของปานามา ไปจนถึงการลงทุนในรูปแบบเงินฝากจำนวนสูงถึง 21.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 749 ล้านบาท) กับสถาบันทางการเงินที่จัดตั้งขึ้นในลักเซมเบิร์ก
นอกจากนี้ยังมีโครงการ “หนังสือเดินทางสีทอง” ซึ่งเอื้อให้คนรวยได้รับสิทธิและเสรีภาพทั้งหมดของพลเมือง รวมถึงสิทธิในการทำงานและการลงคะแนนเสียงในประเทศที่พวกเขาสมัคร
จุดหมายปลายทางยอดนิยมของโครงการนี้คือที่ไหน ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
ดร.คริสติน ซูรัก รองศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาการเมืองจากวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และรัฐศาสตร์แห่งลอนดอน และผู้เขียนหนังสือที่มีชื่อว่า The Golden Passport: Global Mobility for Millionaires บอกว่า มีประมาณ 60 ประเทศที่มีโครงการวีซ่าสีทอง
เธอให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า มีราว 20 ประเทศที่ให้สัญชาติผ่านกฎหมายการลงทุน และครึ่งหนึ่งของประเทศเหล่านี้ มีผู้สมัครมากกว่า 100 คนต่อปี
“ประเทศผู้ขายสัญชาติรายใหญ่ที่สุดคือตุรกี” ดร.ซูรักบอกกับบีบีซี จากงานศึกษาของเธอพบว่าการสมัครโครงการหนังสือเดินทางสีทองของตุรกีนั้นคิดเป็นครึ่งหนึ่งของยอดขายสัญชาติประจำปีทั่วโลกรวมกัน
เธอบอกว่ากลุ่มประเทศโลกใต้ (Global South) เป็นแหล่งที่เสนอโครงการให้สิทธิพำนักผ่านการลงทุนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด โดยปลายทางยอดนิยม คือ มาเลเซีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
ขณะที่ เซนต์คิตส์ฯ, โดมินิกา, วานูอาตู, เกรนาดา, แอนติกาฯ และ มอลตา ก็เป็นหนึ่งในผู้ออกหนังสือเดินทางสีทองอันดับต้น ๆ ของโลก
สหภาพยุโรปหรืออียู (European Union – EU) เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ผู้ถือวีซ่าสีทองหมายปองมากที่สุด เนื่องจากสิทธิในการพำนักและทำงานในประเทศสมาชิก EU อนุญาตให้พวกเขาสามารถเดินทางข้ามรัฐในเขตเชงเก้นได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าหรือการตรวจลงตรา
ในปี 2020 มี 14 ประเทศในสหภาพยุโรปที่เสนอวีซ่าสีทอง โดยพบว่าผู้สมัครสัดส่วนรวมกันมากกว่า 70% ได้รับอนุมัติจากกรีซ ลัตเวีย โปรตุเกส และสเปน ขณะที่อีกหลายประเทศเริ่มเข้มงวดกับโครงการนี้มากขึ้น
ในปี 2022 รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ยุติโครงการที่อนุญาตให้ชาวต่างชาติที่มั่งคั่งพำนักและตั้งถิ่นฐานในประเทศ หากพวกเขานำทรัพย์สินติดตัวมาด้วย
ในปีต่อมา ไอร์แลนด์ได้ยกเลิกวีซ่าสีทอง ขณะที่โปรตุเกสแก้ไขกฎหมายของตนเอง โดยไม่ให้สิทธิพำนักที่แลกมาด้วยการซื้ออสังหาริมทรัพย์อีกต่อไป แต่ยังสามารถทำได้หากเป็นการโอนย้ายทุนในเงินทุนและการลงทุนเพื่อกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย
ทำไม "วีซ่าสีทอง" เป็นที่ต้องการ ?
วีซ่าและหนังสือเดินทางสีทองเป็นที่นิยมในหมู่คนรวยซึ่งกำลังแสวงหาโอกาสทางธุรกิจ การใช้ชีวิต การศึกษา และบริการด้านสุขภาพที่ดีกว่า
“ท่ามกลางความไม่แน่นอนในโลกยุคปัจจุบัน ส่งผลให้ความต้องการที่พำนักแห่งที่สองหรือหนังสือเดินเล่มที่สองนั้นมีมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” ลิสซี เอ็ดเวิร์ด ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของบริษัท ลา วิดา โกลเดน วีซ่า ในสหราชอาณาจักร บอกกับบีบีซีแผนกภาษาตุรกี ในการสัมภาษณ์เมื่อปีที่แล้ว
“สิ่งจูงใจของนักลงทุนนั้นแตกต่างกันออกไป แต่เหตุผลทั่วไปที่พวกเขาใช้สมัครวีซ่า มีตั้งแต่ วัตถุประสงค์ด้านความปลอดภัย ขยายขอบเขตการเดินทางโดยไม่ต้องขอวีซ่า และเพิ่มโอกาสของตนเองในระดับโลก รวมถึงเหตผลด้านการศึกษา และโอกาสทางธุรกิจ”
คุณจะได้รับวีซ่าหรือหนังสือเดินทางสีทองได้อย่างไร ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
กฎระเบียบขึ้นอยู่กับประเทศปลายทางและการลงทุน ยกตัวอย่างเช่น ตุรกีเสนอให้หนังสือเดินทางสีทองแก่ชาวต่างชาติที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์มูลค่า 400,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นไป (ราว 14.6 ล้านบาท)
บางประเทศอย่างลักเซมเบิร์ก เสนอเส้นทางที่หลากหลายในการขอวีซ่าสีทอง โดยเป็นการลงทุนในรูปแบบหลากหลาย มูลค่าการลงทุนเริ่มต้นอย่างน้อย 536,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 18 ล้านบาท) ในบริษัทที่จดทะเบียนในลักเซมเบิร์ก ไปจนถึงการฝากเงินจำนวน 21.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 750 ล้านบาท) เข้าสถาบันการเงินของประเทศ
หลายประเทศยังรับบริจาคหรือเงินลงทุนในกิจกรรมการวิจัยและการพัฒนา โดยหนึ่งในแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ดำเนินนโยบายนี้คือ ต้องการให้เกิดการโอนย้ายทุนหรือเงินทุนเข้าประเทศ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
จากรายงานการศึกษาของ ดร.คริสติน ซูรัก และ ยูสึกิ สึซึกิ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร the Journal of Ethnic and Migration Studies ระบุว่าระหว่างปี 2013-2019 พบว่า 14.4% ของการลงทุนในโปรตุเกสมาจากเม็ดเงินการลงทุนจากต่างประเทศผ่านโครงการวีซ่าทองคำ ขณะที่ลัตเวียมีอัตราส่วนลักษณะเดียวกันนี้ที่ 12.2% และมากกว่า 7% ในกรีซ
ทำไมโครงการนี้ถึงถูกวิพากษ์วิจารณ์ ?
นักรณรงค์ออกมาแสดงความกังวลว่าโครงการนี้เอื้อให้เกิดการทุจริต และซ้ำเติมวิกฤตที่อยู่อาศัยของคนในท้องถิ่นให้แย่ไปกว่าเดิม
องค์กรพัฒนาเอกชนชื่อว่า Transparency International ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกและทำงานด้านการต่อต้านทุจริตใน 100 ประเทศทั่วโลก ออกมาเตือนว่าโครงการนี้ที่ดำเนินในสหภาพยุโรปนั้น “ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการลงทุนหรือการโยกย้ายถิ่นฐานที่แท้จริง แต่เป็นไปเพื่อรับใช้ผลประโยชน์อันทุจริต”
จากข้อมูลของ เอกา รอสโตมาชวิลี นักรณรงค์จากองค์กร Transparency International บอกว่า ประเทศที่ดำเนินโครงการนี้มีมาตรการตรวจสอบอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ผลตามที่ตั้งเป้าไว้เสมอไป
“มีการเผยแพร่กรณีของผู้ที่กำลังหลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ ยื่นสมัครวีซ่าหรือหนังสือเดินทางสีทอง ช่วงก่อนหรือหลังการมีส่วนร่วมในแผนการทุจรติหรือการฉ้อโกง” เธอบอกกับบีบีซี
“เห็นได้ชัดว่าพวกเขามองว่ามันเป็นกรมธรรม์ประกันภัยประเภทหนึ่ง เพื่อนำมาใช้ต่อต้านการบังคับใช้กฎหมาย [ในประเทศของตนเอง]”
ในปี 2022 มีการวิพากษ์วิจารณ์จากหน่วยงานต่าง ๆ ของสหภาพยุโรปต่อโครงการนี้เช่นเดียวกัน โดยคณะกรรมการสหภาพยุโรปว่าด้วยเสรีภาพพลเมือง กระบวนการยุติธรรม และความมั่นคงภายใน ได้ลงคะแนนเสียงไม่อนุญาตให้ใช้หนังสือเดินทางสีทอง พร้อมกับร้องขอให้ประเทศที่สามซึ่งมีสิทธิยกเว้นการตรวจลงตราเมื่อเดินทางเข้ามายังสหภาพยุโรป ให้ยุติโครงการออกหนังสือเดินทางดังกล่าว
ดร.คริสตีน ซูรัก บอกว่า แม้มีความเป็นไปได้ที่จะฟอกเงินผ่านโครงการนี้ด้วย แต่ “มีทางเลือกที่ง่ายและถูกกว่า”
"วีซ่านักเรียนก็ทำได้เหมือนกัน น่าจะถูกกว่าเยอะด้วย วีซ่าธุรกิจก็เหมือนกัน เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะกับโปรแกรมเหล่านี้"
การสอบสวนของโครงการรายงานอาชญากรรมและการทุจริตที่เผยแพร่เมื่อเดือน ต.ค. 2023 เปิดเผยว่า อดีตพันเอกจากประเทศลิเบีย ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นอาชญากรสงครามและเป็นนักธุรกิจชาวตุรกีซึ่งอยู่ระหว่างการรับโทษจำคุกในตุรกี สามารหาซื้อหนังสือเดินทางของโดมินิกันผ่านโครงการลักษณะนี้

ในปี 2023 กระทรวงมหาดไทยของสหราชอาณาจักรได้ทบทวนโครงการวีซ่าสีทองและพบว่า “นักลงทุนชาวต่าชาติจำนวนหนึ่งมีความเสี่ยงสูง” ที่จะมีความเชื่อมโยงกับการทุจริตหรือองค์กรอาชญากรรม
ข้อกังวลประการที่สองที่นักรณรงค์เน้นย้ำอย่างมากคือ โครงการนี้ส่งผลให้ราคาที่อยู่อาศัยมีราคาสูงเกินจริง แม้ว่าหลายประเทศมีรูปแบบการลงทุนที่หลากหลาย แต่ผู้สมัครส่วนใหญ่เลือกที่จะซื้ออสังหาริมทรัพย์ มันจึงทำให้ราคาในตลาดเพิ่มสูงมากขึ้น
แต่งานศึกษาของ ดร.คริสตีน ชี้ให้เห็นว่า ไม่ใช่ทุกประเทศที่ได้รับผลกระทบในเรื่องนี้ เช่น สเปนที่เปิดรับใบสมัครขอวีซ่าสีทองเพียง 2,000 คนต่อปี จากจำนวนประชากรของประเทศ 48 ล้านคน
แต่พบว่าการซื้ออสังหาริมทรัพย์มักจะกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ที่มีความต้องการซื้อสูง ส่งผลให้บางเมืองหรือละแวกใกล้เคียงกันได้รับผลกระทบจากความนิยมซื้ออสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ
อันตัลยาซึ่งเป็นเมืองชายฝั่งทางตอนใต้ของตุรกีก็เป็นหนึ่งในนั่น จากเดิมที่นี่เคยเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวรัสเซียและชาวยูเครน แต่ปัจจุบันมันกลายเป็นที่หลบภัยถาวรหลังเกิดสงครามในยูเครน ซึ่งชาวบ้านต่างบ่นกันว่าความต้องการอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย











