นัดโหวตนายกฯ 22 ส.ค. หลังรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องผู้ตรวจฯ ส่งตีความปมรัฐสภาห้าม “เสนอชื่อพิธาโหวตซ้ำ”

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในระหว่างการประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกฯ รอบสอง 19 ก.ค.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ในระหว่างการประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกฯ รอบสอง 19 ก.ค.

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินที่ขอให้พิจารณาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 กรณีรัฐสภามีมติไม่เห็นชอบกับการเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เป็นนายกรัฐมนตรีรอบ 2 ว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่

คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญประชุมร่วมกันวันนี้ (16 ส.ค.) ก่อนเผยแพร่มติผ่านเอกสารข่าว โดยมีใจความว่า ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 เป็นบทบัญญัติที่มีเจตนารมณ์ให้ศาลรัฐธรรมนูญคุ้มครองสิทธิ หรือเสรีภาพของบุคคลจากการกระทำละเมิดโดยใช้อำนาจรัฐ แต่บุคคลที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญต้องเป็นบุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรง

สำหรับกระบวนการได้มาซึ่งนายกฯ รัฐธรรมนูญ มาตรา 272 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 159 วรรคหนึ่ง ให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบเฉพาะจากบุคคลที่พรรคการเมืองเสนอและเป็นผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีที่พรรคการเมืองแจ้งไว้ตามมาตรา 88 เท่านั้น

ดังนั้น ผู้มีสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากรัฐสภาต้องเป็นผู้ที่พรรคการเมืองเสนอตามมาตรา 159 วรรคหนึ่งเท่านั้น อันเป็นสิทธิเฉพาะบุคคลที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ก่อตั้งขึ้นเป็นหลักการใหม่ของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นอกเหนือจากสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยที่บัญญัติไว้เป็นการเฉพาะในหมวด 3

เมื่อผู้ร้องเรียนทุกคนไม่ใช่บุคคลที่พรรคการเมืองแจ้งรายชื่อไว้ว่าจะเสนอรัฐสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกฯ ทั้งไม่ได้เป็นบุคคลที่พรรคการเมืองเสนอชื่อต่อรัฐสภา

“ผู้ร้องเรียนทุกคนจึงไม่ใช่บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรง ไม่อาจใช้สิทธิยื่นคำร้องเรียนได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 กรณีไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง ประกอบมีช่องทางในการยื่นคำร้องที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นการเฉพาะแล้ว ดังนั้นผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ได้ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย” เอกสารศาลฯ ระบุ

เมื่อมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว คำขออื่นย่อมเป็นอันตกไป

CG

สำหรับคดีนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 กรณีรัฐสภา (ผู้ถูกร้อง) มีมติตีความว่า การเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบในรอบที่ 2 เป็นญัตติทั่วไป ต้องห้ามนำเสนอญัตติซ้ำอีกตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2563 ข้อ 41 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนทั้งสาม ประกอบด้วย

1. รศ.พรชัย เทพปัญญา ประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. ก้าวไกล

2. ผศ.ดร.บุญส่ง ชเลธร ประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง สส. ก้าวไกล

3. นางปัญญา นันทภูศิตานนท์ สส.ก้าวไกล และคณะ ซึ่งเป็นประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง และสมาชิกพรรค ก.ก. จำนวน 17 คน กับผู้ร้องเรียนเพิ่มเติมอีก 13 คน ซึ่งเป็นประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง

โดยผู้ร้องเรียนทุกคนกล่าวอ้างว่า “การที่รัฐสภามีมติดังกล่าว ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียน” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 5 วรรคหนึ่ง มาตรา 25 วรรคสาม และมาตรา 27 และขอให้กำหนดมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยให้มีคำสั่งยุติการเลือกนายกฯไว้ก่อนจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

ประธานรัฐสภาสั่งเลื่อนโหวตเลือกนายกฯ

ล่าสุดนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา เตรียมนัดประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อโหวตเลือกนายกฯ ในยก 3 วันที่ 22 ส.ค. นี้

นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน “ก็ถือว่าสิ่งที่รัฐสภาประชุมไปทำได้โดยถูกต้อง ไม่ขัดต่อสิ่งที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งไป” ดังนั้นในวันที่ 18 ส.ค. จะนัดประชุมฝ่ายกฎหมายของสภา และคณะกรรมการประสานงาน (วิป) 3 ฝ่าย เพื่อกำหนดวันโหวตเลือกนายกฯ โดยจะเชิญสมาชิกรัฐสภาประชุมในวันที่ 22 ส.ค. ส่วนจะจบในวันเดียวกันหรือไม่ ขึ้นอยู่กับที่ประชุมของรัฐสภา

สำหรับกรณีที่มีการเสนอให้แคนดิเดตนายกฯ แสดงวิสัยทัศน์นั้น นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกฯ ไม่ได้กำหนดไว้ว่าผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ จะต้องแสดงวิสัยทัศน์ และในการเลือกนายกฯ เมื่อปี 2562 ก็ มีการเสนอชื่อบุคคลซึ่งไม่ได้เป็น สส. ก็ไม่ได้มาแสดงวิสัยทัศน์

อย่างไรก็ตามหากมีการเสนอให้เข้ามาแสดงวิสัยทัศน์ หากไม่ใช่บุคคลที่อยู่ในสภา ก็จะต้องเตรียมทั้ง 2 แนวทางไว้ ซึ่งจะชี้แจงในวันประชุม ทั้งนี้ตามเจตนารมณ์ของข้อบังคับการประชุม ไม่ควรจะมีการแสดงวิสัยทัศน์ เพราะไม่อยากให้ยืดเยื้อ และอยากให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ส.ว.

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ก้าวไกลเดินหน้าเสนอทบทวนมติรัฐสภา 19 ก.ค.

ภายหลังทราบมติศาลรัฐธรรมนูญ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ก.ก. ก้าวไกล เปิดแถลงข่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้พิจารณาในเนื้อหาสาระในข้อเท็จจริง แต่ตีตกคำร้องไปเพราะผู้ร้องไม่มีสิทธิร้อง ซึ่งเป็นเรื่องเทคนิคและกระบวนการ ที่ผ่านมา พรรค ก.ก. ยืนยันมาโดยตลอดว่ารัฐสภามีอำนาจในการแก้ไข ปรับปรุง และทำในสิ่งที่ถูกต้องได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งองค์กรภายนอกอย่างศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นในการประชุมร่วมสองสภาเพื่อโหวตเลือกนายกฯ ครั้งต่อไป พรรค ก.ก. ยืนยันจะเสนอญัตติขอให้รัฐสภาทบทวนมติเมื่อ 19 ก.ค. ที่ชี้ว่า การเสนอชื่อนายพิธาให้โหวตครั้งที่ 2 ถือเป็น “ญัตติซ้ำ” ทำไม่ได้

"เราไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้แล้ว แต่เราหวังว่าการเสนอญัตติตรงนี้ จะทำให้รัฐสภาได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง และยืนยันว่าสถานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีไม่ว่าใครก็แล้วแต่ เป็นสถานะตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เสนอกันไปแล้วก็ไม่ผ่าน แล้วจะมาบอกว่าสถานะนั้นไม่มีอีกแล้ว การคิดแบบนี้เป็นการเล่นการเมือง ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานการพิจารณาตามข้อกฎหมาย” นายรังสิมันต์กล่าว

นายรังสิมันต์กล่าวว่า เหตุผลที่เสนอญัตติให้รัฐสภาทบทวนมติตัวเอง “เพราะกลัวว่าจะกลายเป็นบรรทัดฐาน” เนื่องจากการเสนอชื่อบุคคลในรัฐสภาไม่ได้มีแค่นายกฯ ยังมีอีกหลายกรณี จึงไม่อยากให้สร้างบรรทัดฐานที่ผิดต่อไป

ส่วนการเสนอญัตติของเขา จะทำให้มติรัฐสภาเมื่อ 19 ก.ค. เปลี่ยนแปลงได้หรือไม่นั้น นายรังสิมันต์กล่าวว่า คงต้องลองดู มองว่ารอบที่แล้วจุดประสงค์คือต้องการทำลายพรรค ก.ก. ต้องการเล่นงานนายพิธา แต่เราจะเผาบ้านเพื่อไล่หนูเหรอ ดังนั้นวันนี้คุณได้ทุกอย่างไปหมดแล้ว คำถามคือคุณจะเผาบ้านต่อไปเพื่ออะไร ดังนั้นจึงหวังว่าจะกลับมาสู่หลักการที่ถูกต้อง

ด้านนายพิธายืนยันว่า จะไม่ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้ตีความมติรัฐสภา 19 ก.ค. อย่างแน่นอน โดยให้เหตุผลว่าเป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติ อยู่ที่ฝ่ายนิติบัญญัติ

line

สรุปไทม์ไลน์

  • 13 ก.ค. รัฐสภามีมติ “ไม่เห็นชอบ” ให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ โดยมีผู้ลงคะแนนเห็นชอบ 324 ต่อ 182 งดออกเสียง 199 และมีสมาชิกรัฐสภาขาดประชุมไม่มาลงคะแนน 44 คน นั่นทำให้แคนดิเดตนายกฯ รายนี้ขาดเสียงสนับสนุนอีก 51 เสียง จึงจะผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำตามรัฐธรรมนูญที่ต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกสองสภาที่มีอยู่ หรือ 375 จาก 749 คน
  • 19 ก.ค. สส.เพื่อไทย เสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ อีกครั้ง แต่เกิดประเด็นโต้แย้งว่าเป็นการเสนอ “ญัตติซ้ำ” ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 41 หรือไม่ ต่อมาประธานรัฐสภาให้สมาชิกลงมติวินิจฉัย ผลปรากฏว่า ที่ประชุมรัฐสภามีมติ 395 ต่อ 312 เสียง ว่าการเสนอชื่อนายพิธาให้โหวตครั้งที่ 2 ถือเป็น “ญัตติซ้ำ” และทำให้ไม่สามารถเสนอชื่อบุคคลดังกล่าวได้อีกต่อตลอดสมัยการประชุมนี้
  • 24 ก.ค. ผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติให้ส่งเรื่องศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มติรัฐสภา “ไม่ให้โหวตนายพิธาซ้ำ” ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ และขอให้ศาลกำหนดมาตรการวิธีการชั่วคราว โดยสั่งชะลอการให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งนายกฯ ออกไปก่อน ทั้งนี้เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเปิดเผยว่า มีสมาชิกรัฐสภา นักวิชาการ และประชาชนทั่วไปยื่น 17 คำร้องถึงผู้ตรวจฯ เพื่อให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความกรณีนี้
  • 25 ก.ค. คำร้องของผู้ตรวจฯ ส่งถึงสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ
  • 25 ก.ค. ประธานรัฐสภามีคำสั่งให้งดการประชุมร่วมกันของรัฐสภา 27 ก.ค. เพื่อลงมติเลือกนายกฯ รอบ 3 ออกไปก่อน โดยให้เหตุผลว่า “ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนในคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ”
  • 27 ก.ค. ประธานรัฐสภามีคำสั่งนัดประชุมร่วมกันของรัฐสภา 4 ส.ค. เพื่อลงมติเลือกนายกฯ รอบ 3
  • 2 ส.ค. พรรค พท. ประกาศแยกทางจากพรรค ก.ก. โดยเตรียมจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ และเสนอชื่อ นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกฯ คนใหม่
  • 3 ส.ค. ศาลรัฐธรรมนูญเลื่อนการพิจารณาสั่งคำร้องของผู้ตรวจฯ ไปเป็น 16 ส.ค. โดยให้เหตุผลว่า “มีประเด็นสำคัญที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และมีประเด็นเชิงหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม” และแจ้งให้ผู้ร้องระบุสถานะบุคคลของ “คณะผู้ร้องเรียนที่ 3” ทุกรายว่าเป็นประชาชนหรือสมาชิกรัฐสภา โดยยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลภายใน 15 ส.ค.
  • 3 ส.ค. ประธานรัฐสภามีคำสั่งให้เลื่อนวาระลงมติเลือกนายกฯ ออกไปก่อน แต่ยังคงให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา 4 ส.ค. เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272
  • 16 ส.ค. ศาลรัฐธรรมนูญนัดพิจารณาคำร้องของผู้ตรวจฯ ก่อนมีมติไม่รับคำร้องไว้พิจารณา

ที่มา: บีบีซีไทยรวบรวม