รัฐบาลเพื่อไทยลงทุนโครงสร้างบล็อกเชนเพื่อแจกเงินดิจิทัลคุ้มค่าหรือไม่

นายเศรษฐาประกาศนโยบาย “เงินดิจิทัล 10,000 บาท” ของพรรคเพื่อไทย เมื่อ 17 มี.ค. ก่อนการเลือกตั้ง และคาดว่าจะใช้งานบนโครงสร้างใหม่

ที่มาของภาพ, กองโฆษก พรรคเพื่อไทย

คำบรรยายภาพ, นายเศรษฐาประกาศนโยบาย “เงินดิจิทัล 10,000 บาท” ของพรรคเพื่อไทย เมื่อ 17 มี.ค. ก่อนการเลือกตั้ง และคาดว่าจะใช้งานบนโครงสร้างใหม่
    • Author, วัชชิรานนท์ ทองเทพ
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

จนถึงขณะนี้ สังคมยังคงตั้งคำถามว่า การแจก "เงินดิจิทัล 10,000 บาท" ตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ภายใต้งบประมาณรวม 5.3 แสนล้านบาท จะดำเนินการผ่านโครงสร้างเทคโนโลยีบล็อกเชนหรือไม่

ทว่า ผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีบล็อกเชนกลับมองว่า อาจจะได้ไม่คุ้มเสียหากว่าภาครัฐจะพัฒนาเทคโนโลยีนี้เพียงเพื่อสนองตอบต่อนโยบายทางการเมืองเพียงเรื่องเดียว ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่อย่าง แอปพลิเคชันเป๋าตัง ระบบกระเป๋าเงินดิจิทัลของผู้ให้บริการเอกชน รวมทั้งระบบการชำระเงินของธนาคารพาณิชย์สามารถใช้งานทดแทนได้

บีบีซีไทยสนทนากับนายสถาพน พัฒนะคูหา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท สมาร์ทคอนแทรคท์(ไทยแลนด์) จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีบล็อกเชน สินทรัพย์ดิจิทัล และสมาร์ทคอนแทรคท์ เพื่อร่วมมองทิศทางที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากนโยบายดังกล่าว รวมทั้งไขข้อสงสัยต่าง ๆ เกี่ยวกับศัพท์ใหม่ที่คนไทยควรรู้จักอย่าง "บล็อกเชน"

คำอธิบายง่าย ๆ เกี่ยวกับ บล็อกเชน (blockchain)

ภาพประกอบ

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES

ก่อนที่เข้าบทสนทนา เรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีบล็อกเชนกันก่อน เว็บไซต์ของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลอธิบายถึงเทคโนโลยีนี้ว่า เป็นระบบโครงข่ายในการเก็บบัญชีธุรกรรมออนไลน์ ซึ่งมีลักษณะเป็นเครือข่ายใยแมงมุมที่เก็บสถิติการทำธุรกรรมทางการเงินและสินทรัพย์ชนิดอื่น ๆ ในอนาคต โดยไม่มีตัวกลาง คือสถาบันการเงินหรือสำนักชำระบัญชี

ด้วยการไม่จำเป็นต้องมีตัวกลาง จึงทำให้ต้นทุนการทำธุรกรรมถูกลง และเชื่อว่าด้วยเทคโนโลยีการเก็บข้อมูลที่ไม่มีตัวกลางนี้ จะช่วยทำให้ข้อมูลที่ได้มีความน่าเชื่อถือและปลอดภัย ไม่เพียงแค่ธุรกรรมทางการเงินเท่านั้นที่บล็อกเชนเป็นประโยชน์ ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับระบบอื่น ๆ ด้วย เช่น นำมาใช้ในการเก็บสถิติการเลือกตั้งให้มีความโปร่งใส ระบบบันทึกทางการแพทย์ และระบบจัดเก็บกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินต่าง ๆ เป็นต้น

เศรษฐาย้ำใช้ "บล็อกเชน"

"บล็อกเชนแน่นอนครับ" นี่คือคำตอบของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ต่อคำถามของผู้สื่อข่าวที่พรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 7 ก.ย. ที่ผ่านมา เมื่อถามว่าพรรคเพื่อไทยยังคงยืนยันว่าจะใช้บล็อกเชนแจกดิจิทัลวอลเล็ตหรือไม่

นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, "บล็อกเชนแน่นอนครับ" นายเศรษฐา กล่าวย้ำ

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารของบริษัท สมาร์ทคอนแทรคท์(ไทยแลนด์) อธิบายให้บีบีซีไทยฟังว่า หากรัฐบาลต้องการแจกเงิน 10,000 บาท ให้กับคนไทยที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้านั้น อาจจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้โครงสร้างรองรับดิจิทัลวอลเล็ตอย่างเทคโนโลยีบล็อกเชน

เขาพูดเสริมว่า โครงสร้างที่มีอยู่ในปัจจุบัน อย่างผู้ให้บริการดิจิทัลวอลเล็ต และกลุ่มบริการโมบายแบงกิ้งที่ให้บริการในขณะนี้ผ่านแอปฯ ต่าง ๆ เช่น เป๋าตัง, ทรูมันนี, เคพลัส, เอสซีบี อีซี เป็นต้น ก็สามารถรองรับความต้องการดังกล่าวของรัฐบาล เพราะผู้ให้บริการเหล่านั้นมีผู้ใช้บริการอยู่แล้ว และสามารถรับเงินได้ทันที นอกจากนี้ยังสามารถช่วยย่นระยะเวลาในการพัฒนาโครงสร้างใหม่ รวมทั้งลดต้นทุนในการลงทะเบียนและสร้างระบบบริการผู้ใช้งาน กรณีที่การลงทะเบียนหรือการใช้งานมีปัญหา

ระบบธนาคารใหม่ ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ

ท่ามกลางความไม่แน่ชัดในแง่รายละเอียดจากรัฐบาล การสร้างระบบโครงสร้างทางการเงินใหม่บนเทคโนโลยีใหม่นี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก ทั้งในแง่เม็ดเงินการลงทุน การพัฒนาโครงสร้าง บุคลากรที่จะเข้ามาสนับสนุนการพัฒนา รวมไปจนถึงระบบการสนับสนุนหลังการพัฒนาแล้วเสร็จ

จากประสบการณ์ในวงการเทคโนโลยีสารสนเทศและบล็อกเชน นายสถาพนยอมรับว่า ไม่สามารถประเมินเม็ดเงินลงทุนสำหรับการสร้างโครงการดิจิทัลวอลเล็ตด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชนได้

"ลองจินตนาการดูว่า เอกชนต้องใช้เวลาและงบประมาณมากเพียงในการสร้างโครงสร้างเพื่อมารองรับจำนวนลูกค้ากว่า 56 ล้านคน แต่งบประมาณที่จะนำมาใช้ราคาไม่ถูกแน่ ๆ ลองเทียบให้เห็นภาพนะครับ เช่น เอไอเอสมีลูกค้า 45 ล้านเลขหมาย, แอปฯ เป๋าตัง มีผู้ใช้ 40 ล้านราย, แอปฯ กรุงไทย เน็กซ์ ต้องรองรับลูกค้า 17 ล้าน และ แอปฯ เคพลัสต้องรองรับลูกค้า 19 ล้านราย"เขากล่าว

แอปเป๋าตัง

ที่มาของภาพ, WATCHIRANONT THONGTEP / BBC THAI

ผู้เชี่ยวชาญด้านบล็อกเชนรายนี้ แนะนำว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับโครงการดิจิทัลวอลเลตนี้ที่เปรียบเสมือน "ระบบธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ" ที่จะต้องมีการออกแบบแอปพลิเคชันให้เหมาะสำหรับกลุ่มคนขนาดใหญ่ที่มีความรู้ทางด้านการใช้งานที่แตกต่างกัน มีการพัฒนาระบบสนับสนุนเทคโนโลยีหลังบ้านที่ดี ระบบการลงทะเบียน การยืนยันตัวตน การเข้าถึงของผู้ใช้งาน รวมทั้งระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ สำหรับผู้ใช้งานมากกว่า 50 ล้านคน

นอกจากนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องวางระบบการบริการลูกค้าหรือผู้ใช้งานขนาดใหญ่มารองรับอีกด้วย

จากการรายงานข่าวที่ปรากฏในสื่อมวลชน ธนาคารกรุงไทย ผู้พัฒนาและให้บริการแอปฯ เป๋าตัง ที่มีบริการชำระเงินผ่านกระเป๋าอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีวอลเล็ต และมียอดผู้ใช้ราว 40 ล้านคนในปัจจุบัน ในแต่ละปีต้องกำหนดงบประมาณในการลงทุนด้านไอที ราวปีละ 1.1-1.2 หมื่นล้านบาท

ที่ผ่านมามีนักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีจำนวนหนึ่งแนะนำว่า แอปฯ เป๋าตังน่าจะสามารถนำมาใช้งานทดแทนโครงสร้างใหม่บนเทคโนโลยีบล็อกเชนได้

บีบีซีเข้าใจว่า ตัวอย่างนี้ไม่สามารถเปรียบเทียบมูลค่าการลงทุนได้โดยตรง แต่อาจจะทำให้เห็นภาพรวมเกี่ยวกับมูลค่าการลงทุนเพื่อสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมไอทีที่กำลังจะเกิดขึ้นโดยรัฐบาล ซึ่งต้องรองรับกับปริมาณบัญชีผู้ใช้งานระดับหลายสิบล้านบัญชี ได้ชัดเจนมากขึ้น

ลงทุนโครงสร้างใหม่ คุ้มค่าหรือไม่

คำถามถัดมาคือ เมื่อรัฐบาลต้องการเดินทางใช้บล็อกเชนเป็นโครงสร้างใหม่ในการแจกเงิน 10,000 บาทผ่านดิจิทัลวอลเล็ตแล้ว จะนำไปสู่การลงทุนที่คุ้มค่าหรือไม่

หนึ่งในผู้ตั้งคำถามและข้อสังเกตในเรื่องนี้ คือ ดร.สันติธาร เสถียรไทย นักเศรษฐศาสตร์ และกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท Sea Group ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเคยโพสต์ไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวโดยมีสาระสำคัญส่วนหนึ่งว่า

"รัฐบาลอาจต้องคิดให้ดีว่าจะเรียงให้ความสำคัญกับโจทย์การกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือ โจทย์สร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่มากกว่ากัน เพราะการยิงนกนัดเดียวให้ได้สองตัว แม้เป็นไอเดียที่ดีก็มีความเสี่ยงที่จะพลาดนกทั้งสองตัว"

นายสถาพน พัฒนะคูหา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท สมาร์ทคอนแทรคท์(ไทยแลนด์) จำกัด

ที่มาของภาพ, สถาพน พัฒนะคูหา

คำบรรยายภาพ, นายสถาพน พัฒนะคูหา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท สมาร์ทคอนแทรคท์(ไทยแลนด์) จำกัด

ขณะที่นายสถาพน ชี้ให้เห็นว่ายังมีปัจจัยหลายอย่างที่รัฐบาลควรที่จะคำนึงและพิจารณาก่อนการตัดสินใจว่า จะเดินหน้าสร้างโครงสร้างใหม่ด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชนหรือไม่

"กลยุทธ์สำคัญในการดำเนินโครงการนี้เป็นอย่างไร เนื่องจากกลยุทธ์ (strategy) จะเป็นตัวกำหนดทิศทางหรือโรดแมปทั้งหมดของการพัฒนาสถาปัตยกรรมของโครงสร้างใหม่บนเทคโนโลยีบล็อกเชน เพื่อให้เข้าใจรูปแบบของการใช้งาน ธรรมชาติของระบบและพฤติกรรมของลูกค้า รวมไปจนถึงการเก็บข้อมูลการใช้งาน การนำข้อมูลไปใช้ และการกำกับดูแลการใช้ข้อมูลที่เกิดขึ้น" เขาอธิบาย

หวั่นรัฐลงทุนแล้วใช้งานเพียงครั้งเดียว

โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลตามความเห็นของ ดร.สันติธาร คือ หากทำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลใหม่นี้ให้ดีจะช่วยพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจและการทำนโยบายในอนาคตได้

ขณะที่นายสถาพน ซึ่งเห็นด้วยกับแนวความคิดดังกล่าวกล่าวเสริมว่า เพื่อความคุ้มค่าในการลงทุนเรื่องนี้ รัฐบาลควรจะต้องพัฒนาให้โครงสร้างใหม่นี้มีศักยภาพที่สามารถต่อยอดได้ เช่น การใช้งานของ ดิจิทัลไอดีวอลเล็ต (digital ID wallet) ใช้แทนบัตรประชาชน หรือ การลงทุนในแง่หลักทรัพย์หรือกองทุน รวมถึงกระเป๋าสุขภาพ

นอกจากนี้ โครงสร้างใหม่ที่เกิดขึ้นควรจะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ให้บริการดิจิทัลวอลเล็ตเอกชนรายอื่น ๆ สามารถเข้าถึงได้ และร่วมสร้างบริการใหม่ เพื่อลดต้นทุนทางการเงินให้กับภาคเอกชนและประชาชน

“การมีดิจิทัลวอลเล็ตเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น แต่กลยุทธ์ โรดแมป และการเปิดพื้นที่ให้คนมาสร้างบริการทางการเงินแบบใหม่ รูปแบบการให้บริการใหม่ นี่จะถือว่าเป็นการสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทางดิจิทัล (digital disruption) ให้กับประเทศ” เขากล่าวย้ำ

e-wallet

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES

นายสถาพนเปรียบเทียบการลงทุนสร้างโครงสร้างเพื่อรองรับการแจกเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ตบนเทคโนโลยีบล็อกเชน เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน โดยเปรียบเทียบเหมือนกับการสร้างสนามบินแห่งใหม่เพื่อลำเลียงผู้ร่วมงานไปยังโครงการจัดแสดงด้านการท่องเที่ยวแห่งหนึ่งเป็นการเฉพาะ โดยไม่มีแผนงานรองรับใด ๆ ภายหลังจากงานจัดแสดงดังกล่าวสิ้นสุดลง

"สนามบินใหม่อาจจะว่างเปล่า โดยไม่มีสายการบินใด ๆ มาให้บริการ หรือนักเดินทางกลับใช้บริการอีกเลย เช่นเดียวกันกับการลงทุนครั้งนี้ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานบนเทคโนโลยีบล็อกเชน หากเป็นไปเพื่อใช้เพียงครั้งเดียว คงไม่คุ้มค่ากับการลงทุน" เขากล่าวย้ำ

อะไรคืออุปสรรค-ข้อกังวล

โจทย์สำคัญประการถัดมาสำหรับรัฐบาลตามมุมมองของนายสถาพน ในแง่การเลือกใช้เทคโลยีบล็อกเชนเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการแจกเงินผ่านดิจิทัลวอลเล็ต คือ ระยะเวลาในการพัฒนาและทดสอบน้อยมากหากว่ารัฐบาลกำหนดเป้าหมายในการเริ่มต้นการแจกเงินแก่ประชาชนให้ทันภายในวันที่ 1 ก.พ. หรือ ภายในไตรมาสแรกของปีหน้า

“สิ่งที่ต้องคิดไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาคือ ธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) ว่าจะดูแลข้อมูลส่วนตัวยังไง ดูแลข้อมูลธุรกรรม ทางการเงินยังไง ใครเข้าถึงได้บ้าง ใครเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง

และสุดท้ายแล้วคือ ต้องคิดเรื่อง การนำข้อมูลไปใช้งาน (Data Utilization) ซึ่งถือว่า มีมูลค่ามหาศาลมาก เราจะเอาไปพัฒนาต่อยอดอะไรได้บ้าง รวมไปถึงมาตรการด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์อีกด้วย” เขาตั้งคำถาม

บทวิเคราะธุรกิจโดย นายรชฏ เลียงจันทร์ นักวิเคราะห์ สายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ที่เผยแพร่ในหัวข้อ "เทคโนโลยีบล็อกเชนในภาคธนาคาร" ได้รับการเผยแพร่เมื่อ 31 พ.ค. 2565 ส่วนหนึ่งได้ระบุถึง หนึ่งในความท้าทายในการรับเอาเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้คือ การขยายขนาดได้ลำบาก (Harder to scale)

ภาพประกอบ

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES

นักวิเคราะห์รายนี้อธิบายว่า มาจากการยืนยันและตรวจสอบธุรกรรมบนบล็อกเชนนั้นใช้เวลา ยิ่งเครือข่ายบล็อกเชนมีผู้ใช้จำนวนมาก ระบบจะยิ่งใช้เวลามากขึ้น โดยการตรวจสอบธุรกรรมผ่านบล็อกเชนของบิตคอยน์ใช้เวลาถึง 10 นาทีซึ่งอาจนานเกินไปที่จะใช้ในการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม การโอนเงินข้ามประเทศผ่านบล็อกเชนอาจจะเหมาะสมมากกว่าเนื่องจากโดยปกติอาจใช้เวลาถึง 2-3 วัน

“เทคโนโลยีบล็อกเชนไม่ได้รับการออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาด้านขีดความสามารถในการรองรับ (capacity) เพื่อเพิ่มความเร็วดูแลลูกค้าจำนวนมากตั้งแต่แรก แต่มันได้รับการออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือ (trust) และการจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายอำนาจ (decentralized) เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวจึงทำให้เทคโนโลยีนี้จำต้องลดขีดความสามารถในการรองรับลง” นายสถาพนอธิบายเสริม

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำถามที่เกิดขึ้นจากนโยบายดังกล่าวของพรรคเพื่อไทย

นอกจากข้อสงสัยในแง่ความคุ้มค่าทางด้านการลงทุนพัฒนาโครงสร้างทางการเงินดิจิทัลใหม่แล้ว ยังมีอีกหลายคำถามที่พรรคเพื่อไทยจะต้องสร้างความกระจ่ายให้กับสังคมอีกอย่างน้อยสองประการ คือ แหล่งที่มาของงบประมาณ รวมไปถึงความเป็นไปได้ในแง่กฎหมายที่เกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล เมื่อต้องพึ่งพาการแจกเงินรูปแบบดิจิทัลวอลเล็ต