สงครามอิสราเอล-ฮามาส: การเจรจาหยุดยิงรอบใหม่ที่อียิปต์ มีสัญญาณที่ดีหรือไม่ ?

ความพยายามในการรักษาข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซาและการปล่อยตัวประกันได้ทวีความเข้มข้นมากขึ้น โดยแต่ละฝ่ายได้กลับมาเจรจากันอีกครั้งในกรุงไคโร ประเทศอียีปต์ ตั้งแต่วันเสาร์ (4 พ.ค.) ต่อเนื่องจนวันนี้

ฮามาสกล่าวว่าคณะผู้แทนของตนเองได้เดินทางด้วย “ความมุ่งมั่นในเชิงบวก” หลังจากได้ศึกษาข้อเสนอการพักรบฉบับล่าสุด

“เรามุ่งมั่นที่จะศึกษาข้อตกลงในลักษณะที่ตอบสนองต่อความต้องการของชาวปาเลสไตน์” กลุ่มฮามาส ระบุ

อย่างไรก็ตาม กลุ่มฮามาสระบุว่า การเจรจาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ไม่มีความคืบหน้า และการเจรจารอบใหม่จะเริ่มต้นในวันนี้ (5 พ.ค.)

ระหว่างที่การเจรจากำลังดำเนินในกรุงไคโรของอียิปต์ ชาวอิสราเอลนับหมื่นคนออกมาเดินขบวนประเทศในช่วงกลางดึกคืนวานนี้ เรียกร้องให้มีการทำข้อตกลงนำตัวประกันกลับบ้านก่อนที่จะมีการเจรจาหยุดยิงเพิ่มเติมในวันอาทิตย์

ผู้ประท้วงในกรุงเทลอาวีฟ ตะโกนว่า "สงครามไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ชีวิตต่างหาก" โดยบางคนกล่าวหานายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ว่าต้องการยืดสงครามให้ยาวนานออกไป

ด้านนายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า “การหยุดยิงไม่ควรเป็นเรื่องที่ต้องคิดอะไรมาก” สำหรับกลุ่มติดอาวุธ

ผู้เจรจาของกลุ่มฮามาสได้เดินทางกลับไปยังเมืองหลวงของอียิปต์เพื่อกลับมาเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง ซึ่งการเจรจาเรื่องนี้ใช้เวลาดำเนินการมาอย่างยาวนานหลายเดือนแล้ว โดยมีประเทศอียิปต์และกาตาร์ร่วมกันเป็นตัวกลางในการเจรจา ด้วยความหวังว่าการเจรจาครั้งนี้จะสามารถหยุดไม่ให้อิสราเอลรุกรานพื้นที่ฉนวนกาซาได้ชั่วคราว เพื่อแลกกับการปล่อยตัวประกัน

ในแถลงการณ์ที่เผยแพร่เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 3 พ.ค. (ตามเวลาท้องถิ่น) ทางฮามาสระบุว่าต้องการ “บรรลุ” ข้อตกลงบนโต๊ะเจรจา ซึ่งมีข้อบ่งชี้ว่ามีบางข้อตกลงที่ทั้ง 2 ฝ่ายยังเห็นไม่ตรงกัน โดยเฉพาะในประเด็นหลักว่า ข้อตกลงหยุดยิงครั้งนี้จะเป็นแบบถาวรหรือเพียงชั่วคราว

กลุ่มฮามาสยืนกรานว่าข้อตกลงใด ๆ ต้องให้คำมั่นสัญญาที่เฉพาะเจาะจงเพื่อยุติสงคราม แต่ทางอิสราเอลไม่เต็มใจที่จะตกลงในประเด็นนี้ เนื่องจากเห็นว่าทางกลุ่มฮามาสยังคงเคลื่อนไหวในพื้นที่ฉนวนกาซา

คาดว่าทั้ง 2 ฝ่ายกำลังหารือในถ้อยคำที่เกี่ยวข้องกับการหยุดยิงชั่วคราวเป็นระยะเวลา 40 วัน เพื่อแลกเปลี่ยนตัวประกันกับนักโทษชาวปาเลสไตน์จำนวนหนึ่งที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำอิสราเอล

นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีของอิสราเอล ได้ยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าจะเปิดปฏิบัติการทางทหารภาคพื้นดินครั้งใหญ่ในเมืองราฟาห์ ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของกาซา ซิตี ถึงแม้ว่าจะมีข้อตกลงหยุดยิงออกมาก็ตาม

โดยสื่ออิสราเอลรายงานเมื่อวันเสาร์ (4 พ.ค.) ที่ผ่านมาว่า จุดยืนของนายกรัฐมนตรีอิสราเอลยังไม่เปลี่ยนแปลง แม้จะมีการเจรจาครั้งล่าสุดเกิดขึ้น

แต่ทางสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรทางการทูตและการทหารที่ใหญ่ที่สุดของอิสราเอลไม่ได้เต็มใจที่จะสนับสนุนการรุกรานครั้งใหม่ที่อาจทำให้ประชาชนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และยืนกรานว่าต้องการเห็นแผนปกป้องชาวปาเลสไตน์เสียก่อน

คาดการณ์ว่ามีผู้พลัดถิ่นชาวปาเลสไตน์ประมาณ 1.4 ล้านคน กำลังหลบภัยการสู้รบอยู่ในเมืองราฟาห์ หลังจากหนีการสู้รบจากพื้นที่ทางตอนเหนือและตอนกลางของฉนวนกาซา

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (4 พ.ค.) นายเบนนี แกนซ์ สมาชิกคณะรัฐมนตรีสงครามของอิสราเอล กล่าวถึงแนวโน้มการหยุดยิงว่า “ยังไม่ได้รับการตอบกลับอย่างเป็นทางการถึงโครงร่างข้อตกลงดังกล่าว แต่ถ้าหากโครงร่างข้อตกลงได้รับการยอมรับ ทางคณะรัฐมนตรีสงครามจะเรียกประชุมและหารือเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทว่ากว่าจะถึงจุดนั้น ผมขอแนะนำให้ ‘แหล่งข่าวทางการเมือง’ และผู้มีอำนาจตัดสินใจทุกคน รอการอัปเดตอย่างเป็นทางการ เพื่อดำเนินการอย่างใจเย็น และไม่ตกอยู่ในอาการฮิสทีเรีย (โรคจิตประสาท) ด้วยเหตุผลทางการเมือง”

จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 2 คนต่อสำนักข่าวซีบีเอสของสหรัฐฯ นายวิลเลียมส์ เบิร์นส์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐหรือซีไอเอ (CIA) ได้เดินทางไปยังกรุงไคโร เพื่อช่วยเป็นตัวกลางในการเจรจาครั้งล่าสุดนี้ด้วย

นายบลิงเคนยังเป็นบุคคลสำคัญในการเจรจารอบล่าสุด และจะเยือนอิสราเอลอีกครั้งในสัปดาห์นี้ เพื่อพบกับนายเนทันยาฮู โดยนายบลิงเคนกล่าวเมื่อวันศุกร์ (3 พ.ค.) ที่รัฐแอริโซนาว่า “สิ่งเดียวที่ยืนอยู่ระหว่างชาวกาซากับการหยุดยิง คือ กลุ่มฮามาส”

จนถึงตอนนี้ การเจรจาหยุดยิงได้ดำเนินมาเป็นระยะเวลาหลายเดือน โดยปราศจากความคืบหน้า ยังไม่มีการหยุดสู้รบหรือปล่อยตัวประกันเพิ่มเติมนับตั้งแต่ปลายเดือน พ.ย. 2566 แม้ในช่วงเวลานั้นดูเหมือนว่าข้อตกลงใหม่ที่เข้าใกล้ความจริงกำลังจะเกิดขึ้น แต่สุดท้ายแล้วมันก็พังทลายลงก่อนที่จะเกิดการลงนามในข้อตกลง

ในการหารือรอบล่าสุดนี้ยังจำเป็นต้องทำอย่างระมัดระวัง แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับการเจรจาบอกกับบีบีซีว่า การเจรจายังคงมีความซับซ้อน และอาจใช้เวลาหลายวันสำหรับความคืบหน้าใด ๆ

แหล่งข่าวรายหนึ่งบอกกับวอชิงตันโพสต์ว่า ทางสหรัฐอเมริกาได้เรียกร้องให้ประเทศกาตาร์ขับไล่ผู้นำทางการเมืองของกลุ่มฮามาสออกจากประเทศ ถ้าหากทางกลุ่มฮามาสปฏิเสธข้อตกลงหยุดยิงรอบนี้

ญาติเรียกร้องให้หยุดสู้รบ เพื่อตัวประกัน

ขณะเดียวกัน ประชาชนหลายร้อนคนได้รวมตัวกันที่จตุรัสประชาธิปไตยในกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล เพื่อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวประกัน

ญาติของตัวประกันยังรวมตัวกันที่ฐานทัพเคอร์ยาซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเทลอาวีฟด้วย เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลอิสราเอลรับข้อตกลงหยุดยิง โดยบางคนกล่าวหาว่านายเนทันยาฮู พยายามบ่อนทำลายข้อเสนอการพักรบ ขณะที่คนอื่น ๆ กำลังเรียกร้องให้ยุติสงคราม

อยาลา เมตซ์เกอร์ ลูกสะใภ้ของตัวประกันชาวอิสราเอลวัย 80 ปีที่มีชื่อว่า โยรัม บอกว่า รัฐบาลต้องตกลงยุติสงคราม หากนั่นคือราคาที่ต้องจ่าย เพื่อทำให้เกิดการปล่อยตัวประกัน

รัตนา ศรีอ้วน น้าของนายวัชระ ศรีอ้วน ตัวประกันชาวไทยชาวอุดรธานีวัย 32 ปี ซึ่งถูกลักพาตัวเข้าไปในพื้นที่ฉนวนกาซาตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. 2566 บอกกับบีบีซีไทยว่าเป็นระยะเวลากว่า 6 เดือนแล้วที่ทางครอบครัวยังรอคอยการกลับมาของวัชระ

“เราอยากให้ต่างฝ่ายต่างยอมลงกันบ้าง อยากให้เห็นใจเพื่อนมนุษย์ที่ไม่ได้รู้เรื่องหรือเกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง ปล่อยให้พวกเขากลับมาหาครอบครัวได้ไหม” รัตนา กล่าว พร้อมกับบอกว่าพวกเขาสวดมนต์และภาวนาทุกวันว่าขอให้วัชระได้รับการปล่อยตัวโดยไว

“ถ้าไม่ใช่ญาติ มันคงไม่มีใครเข้าใจหรอกว่าการรอคอยมันทรมานแค่ไหน” เธอยังกล่าวด้วยว่าทางครอบครัวไม่ได้รับข่าวสารใด ๆ เลยว่าทางการไทยยังติดตามและช่วยเหลือตัวประกันชาวไทยที่เหลืออีก 8 คนอยู่หรือไม่

“อยากฝากถึงรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศคนใหม่ว่า อยากให้ออกมายืนยันหน่อยว่า เขายังไม่ลืมเรื่องนี้ และยังติดตามให้ความช่วยเหลือคนไทยอยู่ ให้เรามีความมั่นใจหน่อยว่าเขายังไม่ลืมเรื่องนี้นะ ให้ญาติอุ่นใจหน่อยว่าทางกระทรวงฯ ยังติดตามเรื่องนี้อยู่” น้าของตัวประกันชาวไทยบอกกับบีบีซีไทย

“อย่างน้อยมีรูปออกมาให้เราได้เห็นบ้างว่า เขาถูกจับอยู่ที่ไหน มีสภาพเป็นอย่างไร การข่าวของกระทรวงฯ ทำอะไรไม่ได้บ้างเลยหรือ ?” เธอกล่าวทิ้งท้ายกับบีบีซีไทย

สงครามเกิดขึ้นหลังจากกลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์อื่น ๆ เข้าโจมตีหมู่บ้านและฐานทัพทางตอนใต้ของอิสราเอล ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1,200 คน และมีคนถูกจับเป็นตัวประกันมากกว่า 250 คน

การโต้กลับของอิสราเอลทำให้เกิดปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ฉนวนกาซาในเวลาต่อมา ส่งผลให้ชาวปาเลสไตน์ 34,654 คน ถูกคร่าชีวิต ขณะที่อีก 77,908 คน ได้รับบาดเจ็บ ตามการรายงานตัวเลขของกระทรวงสาธารณสุขที่ดำเนินการโดยกลุ่มฮามาส

การเจรจา 2 วันสิ้นสุดลง รอแต่ละฝ่ายหารือกับผู้นำของตนเอง

ตัวกลางการไกล่เกลี่ยในอียิปต์ได้จัดการเจรจา 2 วัน โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาข้อตกลงหยุดยิงในฉนวนกาซา และการปล่อยตัวประกันที่ทางฮามาสจับกุมตัวไว้

ในแถลงการณ์ของกลุ่มฮามาสเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (5 พ.ค.) กล่าวว่า การเจรจาสิ้นสุดลงแล้วในวันอาทิตย์ คณะผู้แทนได้เดินทางจากกรุงไคโรกลับไปยังประเทศกาตาร์ เพื่อหารือกับผู้นำของกลุ่มตนเองอีกครั้ง

นายวิลเลียม เบิร์นส์ หัวหน้าซีไอเอซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับความพยายามไกล่เกลี่ยในครั้งนี้ ได้เดินทางจากเมืองหลวงของอียิปต์ เพื่อไปเจรจาต่อในกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์เช่นกัน

เชื่อว่าข้อเสนอพักรบยังเกี่ยวข้องกับการหยุดยิงชั่วคราวระยะเวลา 40 วัน และแลกเปลี่ยนตัวประกันกับนักโทษปาเลสไตน์จำนวนหนึ่งที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำของอิสราเอล

ฮามาสระบุว่า ตนเองมองข้อเสนอปัจจุบันใน “แง่บวก” แต่ยังติดอยู่กับประเด็นสำคัญว่าข้อตกลงครั้งนี้จะเป็นเพียงการพักรบชั่วคราวหรือถาวร

เนื่องจากทางฮามาสยืนยันว่าข้อตกลงใด ๆ ก็ตามต้องให้คำมั่นเฉพาะเจาะจงที่ระบุว่าจะนำไปสู่การยุติสงคราม แต่นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูของอิสราเอาปฏิเสธรับข้อเสนอนี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

“รัฐอิสราเอลไม่สามารถยอมรับสิ่งนี้ได้ [หมายถึงข้อเรียกร้องของฮามาส] เราไม่พร้อมที่จะยอมรับสถานการณ์ที่กลุ่มฮามาสจะออกมาจากบังเกอร์ และเข้าควบคุมพื้นที่ฉนวนกาซาอีกครั้ง สร้างกองทัพขึ้นมาใหม่ และกลับไปคุกคามพลเรือนอิสราเอลที่ตั้งถิ่นฐานรอบเทือกเขาทางใต้ หรือในทุกส่วนของประเทศ”

“นี่จะเป็นความพ่ายแพ้อย่างเลวร้ายสำหรับรัฐอิสราเอล” นายเนทันยาฮู กล่าวเสริม

ในเวลาเดียวกัน รัฐบาลอิสราเอลก็สั่งปิดเครือข่ายโทรทัศน์ อัลจาซีรา ในอิสราเอล โดยตราหน้าว่าเป็นกระบอกเสียงของฮามาส

นายเนทันยาฮูบอกว่าการสั่งปิดสื่อครั้งนี้ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว เนื่องจากเห็นว่าสงครามในฉนวนกาซายังคงดำเนินอยู่

หลังคำสั่งออกมาไม่นาน ตำรวจเข้าบุกค้นสำนักงานของสถานีโทรทัศน์สัญชาติกาตาร์ที่โรงแรม เดอะ แอมบาสเซเดอร์ ในนครเยรูซาเล็ม

ด้านอัลจาซีราโต้กลับว่า คำกล่าวหาว่าสื่อของตนเองเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของอิสราเอลนั้น “เป็นคำโกหกที่อันตรายและไร้สาระ” และทางช่องขอสงวนสิทธิดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายทุกประการ