วาฬและวัวป่าช่วยปกป้องโลกจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, เฟอร์นานโด ดูอาร์ต
- Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
เมื่อพูดถึงการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เรามักจะนึกถึงพลังงานทดแทน และการพิทักษ์ป่าเป็นลำดับแรก แต่ตอนนี้ กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ระบุว่า มีแนวคิดหนึ่งที่เราอาจมองข้ามไป และสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีนัยสำคัญ นั่นคือการเพิ่มประชากรสัตว์ป่า
ณ ทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ของอุทยานแห่งชาติเซเรนเกตี ที่พาดผ่านแถบแอฟริกาตะวันออก มักมีวิลเดอบีสต์ หรือวัวป่า กว่าล้านตัวกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป แต่สำหรับศาสตราจารย์ ออสวอลด์ ชมิตซ์ จากมหาวิทยาลัยเยล เรื่องราวของวัวป่าเหล่านี้ เป็นหลักฐานว่า สัตว์ป่ามีส่วนช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศโลกได้อย่างมีนัยสำคัญ
ในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 การลักลอบล่าสัตว์และโรคร้าย ส่งผลกระทบต่อประชากรวัวป่าบนผืนหญ้าแห่งนี้ ทำให้ประชากรของพวกมันลดลงถึง 300,000 ตัว
เมื่อสัตว์ป่าที่มากินหญ้าลดน้อยลง ปริมาณหญ้าและพืชอื่น ๆ ก็เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การเกิดไฟป่าถี่มากขึ้น เมื่อไฟป่ามากขึ้น นั่นก็หมายความว่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกปลดปล่อยออกมาเพิ่มขึ้น ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า อุทยานแห่งชาติเซเรนเกตี กลายเป็นแหล่งก่อคาร์บอนก็ว่าได้

ที่มาของภาพ, Getty Images
แล้วในช่วงทศวรรษที่ 1960 ประชากรวัวป่าบนทุ่งหญ้าแห่งนี้เริ่มฟื้นตัวกลับมา ตอนนี้ มีวัวป่าอย่างน้อย 1.2 ล้านตัวในเซเรนเกตี พวกมันกินพืชจำนวนมากในทุกวัน ทำให้ไม่กลายเป็นเชื้อไฟอีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ เซเรนเกตี จึงกลายเป็น “คาร์บอน ซิงค์” หรือแหล่งดูดซับคาร์บอนมากกว่าปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ จนช่วยลดการสะสมตัวของคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศโลก
ทีมนักวิจัยได้สรุปผลการศึกษาเมื่อปี 2009 พบว่า ทุกครั้งที่จำนวนวัวป่าบนทุ่งหญ้าในเซเรนเกตีเพิ่มขึ้น 100,000 ตัว จำนวนคาร์บอนที่ถูกดูดซับในเซเรนเกตี จะเพิ่มราว 15%

ที่มาของภาพ, Getty Images
ชมิตซ์ และกลุ่มนักวิจัยจึงใช้ตัวอย่างวัวป่าดังกล่าว เพื่อชี้ให้เห็นว่า การเพิ่มประชากรสัตว์ป่า อาจเป็นอีกแนวทางแก้ปัญหาสำคัญต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง
พวกเขาได้เผยแพร่งานวิจัยตีพิมพ์ลงในวารสาร เนเจอร์ ไคลเมต เชนจ์ โดยอ้างอิงงานวิจัยตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เพื่อประเมินถึงอิทธิพลของ “สัตว์สายพันธุ์สำคัญ” ที่ช่วยดูดซับคาร์บอน
ทีมวิจัยสรุปว่า “การปกป้องหรือฟื้นฟูประชากรสัตว์ป่า จะช่วยเพิ่มการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพิ่มถึง 6,410 ล้านตันต่อปี”
จำนวนการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ระดับนี้สำคัญแค่ไหน ก็ลองคิดดูว่า นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศประเมินว่า โลกต้องขจัดคาร์บอนไดออกไซด์ 10,000 ล้านตันออกจากชั้นบรรยากาศโลกต่อไป ภายในปี 2050 เพื่อยับยั้งไม่ให้อุณหภูมิโลกพุ่งสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส นั่นหมายความว่า การเพิ่มประชากรสัตว์ป่า อาจช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้ถึง 64% เลยทีเดียว
วัฏจักรคาร์บอน
“สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายสายพันธุ์มีอิทธิพลต่อการควบคุมวงจรคาร์บอนอย่างมาก” ชมิตซ์ กล่าว ซึ่งนี่เป็นโอกาสที่เขาเชื่อว่า กำลังเสียเปล่า เขาชี้ถึง “แอนิเมชันวัฏจักรคาร์บอน” เพื่อขยายให้เห็นบทบาทของสัตว์ป่าต่อความสามารถของระบบนิเวศในการกักเก็บคาร์บอน
ชมิตซ์ ได้เน้นย้ำถึงกลุ่มสัตว์สำคัญ 9 ชนิด ที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ คือ ปลาน้ำเค็ม วาฬ ฉลาม หมาป่าสีเทา วิลเดอบีสต์ (วัวป่า) นากทะเล วัวชะมด ช้างป่าแอฟริกา และควายไบซันอเมริกัน
นักวิชาการระบุว่า ปลาน้ำเค็มสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากที่สุด โดยประเมินว่า พวกมันช่วยในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 5,000 ล้านตันต่อปี
สัตว์เหล่านี้ดูดซับคาร์บอนได้ด้วยวิธีที่แตกต่างกัน รวมถึงการกินแพลงค์ตอนที่อุดมด้วยคาร์บอนบนผืนทะเล แล้วขับถ่ายออกมาเป็นเม็ดมูลสัตว์ที่จมลงใต้ทะเลอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อปลาตาย พวกมันก็จมลงใต้ทะเลด้วย ซึ่งช่วยคัดแยกคาร์บอนในร่างกายพวกมัน ออกจากชั้นบรรยากาศโลก (เพราะจมทะเลแทน)

ที่มาของภาพ, Getty Images
นักวิทยาศาสตร์ยังพบว่า ฉลามมีสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อวัฏจักรคาร์บอนใต้ทะเล ด้วยการกินปลากินพืช หรือจำกัดพื้นที่ที่ปลากินพืชเหล่านี้อยู่อาศัย หมายความว่า ฉลามช่วยจำกัดการสูญเสียพืชใต้ทะเล ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการดูดซับคาร์บอนอย่างมาก
แต่ข่าวร้ายคือ ประชากรฉลามกำลังลดลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา ผ่านการจับฉลามเพื่อการค้ามากขึ้น
ปั๊มวาฬ
วาฬยังถือเป็นพันธมิตรสำคัญต่อการปกป้องโลก มันเป็นหนึ่งในสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด จึงกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์มหาศาลไว้ในร่างกาย แล้วเมื่อพวกมันตายและจมสู่ใต้ทะเล ซากของพวกมันจะจมอยู่เช่นนั้นเป็นเวลาหลายศตวรรษ
ไม่เพียงเท่านั้น วาฬจะช่วยดูดซับคาร์บอนในช่วงเวลาที่มันมีชีวิตอยู่ ด้วยกระบวนการที่เรียกว่า “ปั๊มวาฬ”

วาฬที่หาอาหารในทะเลลึก จำเป็นต้องว่ายขึ้นมาสู่ผิวน้ำ เพื่อหายใจและขับถ่าย มูลของวาฬมีสารอาหารสูง และเป็นปุ๋ยสำหรับการเติบโตของแพลงก์ตอนพืช ซึ่งช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เหมือนต้นไม้ในป่า
แต่เช่นเดียวกับฉลาม ประชากรวาฬลดหายไปมาก สายพันธุ์วาฬขนาดใหญ่ 6 จาก 13 สายพันธุ์ จัดเป็นสัตว์ที่เสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ ตามข้อมูลขององค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล หรือ WWF
นักล่าและคนสวน
ชมิตซ์ ยังชี้ว่า อิทธิพลของสัตว์บกมีความสำคัญมากเช่นกัน
ในงานศึกษาตีพิมพ์เมื่อปี 2016 เขารายงานว่า หมาป่าที่อาศัยอยู่ในป่าเขตหนาวของแคนาดา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคาร์บอน ซิงค์ที่สำคัญที่สุดของโลก มีอิทธิพลโดยตรงต่อศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนของป่า
หมาป่าทำเช่นนี้ได้ ผ่านการควบคุมพฤติกรรมการหาอาหาร และจำนวนประชากรของสัตว์กินพืช ที่ส่งผลต่อชนิดและปริมาณของพืชที่เติบโต
นี่เป็นสมดุลที่เปราะบาง ชมิตซ์ยอมรับว่า ในระบบนิเวศที่แตกต่าง การมีสัตว์กินพืชขนาดใหญ่จำนวนมาก อาจเป็นผลดีมากกว่า

เขายกตัวอย่าง ช้างป่าแอฟริกัน ที่ถือเป็น “คนสวน” ที่ช่วยในการกักเก็บคาร์บอนในสภาพแวดล้อมเขตร้อน ด้วยการหาอาหารแล้วขับถ่าย ซึ่งมูลของมันก็ช่วยในการเติบโตของต้นไม้ขนาดใหญ่ ที่จะช่วยดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดีกว่าต้นไม้ขนาดเล็ก
ส่วนบริเวณขั้วโลกเหนือ หรืออาร์กติก วัวชะมด มี “อิทธิพลสูง” ในการยับยั้งปัญหาสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ด้วยการปกป้องดินที่ถูกแช่แข็ง
“ด้วยการเล็มหญ้าและการเหยียบย่ำ พวกมันช่วยยับยั้งไม่ให้เกิดการละลายของชั้นดินเยือกแข็ง ถ้าหากชั้นดินเยือกแข็งละลาย ก็จะปล่อยก๊าซมีเทนหลายล้านหรือหลายพันล้านตันออกมาได้” ชมิตซ์ อธิบาย ซึ่งมีเทนเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ร้ายแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์เสียอีก
“วิทยาศาสตร์ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า พลวัตการปลดปล่อยคาร์บอนหรือการกักเก็บคาร์บอน สามารถเปลี่ยนไปได้จากการดำรงอยู่หรือการหายไปของสัตว์” เขากล่าว

ที่มาของภาพ, Getty Images
ดร.คริสตินา แบงค์-เลเต นักนิเวศวิทยาอนุรักษ์ มหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน เห็นพ้องว่าการคำนวนของชมิตซ์นั้นมีเหตุมีผล แต่เธอคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่ทีมวิจัยเปิดเผยออกมา คือ บทบาทสำคัญของสัตว์ป่าต่อปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
“ยกตัวอย่าง ในป่าของบราซิล ต้นไม้ราว 80% ต้องพึ่งพาสัตว์เพื่อการกระจายของเมล็ดพันธุ์และการผสมเกสร” เธออธิบาย
“เราจะเห็นว่า ต้นไม้เหล่านี้จะอยู่รอดไปได้ไม่นาน หากปราศจากสัตว์เหล่านี้”
“ไม่ใช่ยาครอบจักรวาล”
ชมิตซ์ และนักวิจัยคนอื่น ๆ ยอมรับว่า การฟื้นฟูประชากรสัตว์ป่า ไม่ใช่หนทางแก้ปัญหาแบบครอบจักรวาล เพราะมันก็มีความท้าทายอยู่มากเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น การทำให้สัตว์ป่าอยู่ร่วมกับประชากรมนุษย์ให้ได้
การที่สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ เป็นผลดีต่อระบบนิเวศหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่า มันจะเป็นผลดีกับอีกระบบนิเวศหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น แม้หมาป่าจะได้ประโยชน์จากป่าเขตหนาว แต่ชมิตซ์ชี้ว่า การดำรงอยู่ของพวกมันในทุ่งหญ้าแถบอเมริกาเหนือ อาจทำให้การกักเก็บคาร์บอนที่นั่น ทำได้น้อยลง
เพราะหมาป่าทำให้ประชากรกวางเอลก์ลดลง ซึ่งทุ่งหญ้าแถบนี้ ได้ประโยชน์จากมูลของกวางเอลก์ที่เป็นปุ๋ยให้กับดินและช่วยกระตุ้นการเติบโตของหญ้า

ที่มาของภาพ, Getty Images
นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และพรินซ์ตัน ยังพบว่า การที่ช้างป่าหาอาหารในทุ่งหญ้าซาวันนาห์ของแอฟริกาใต้ แทนที่จะไปหาอาหารในป่า อาจทำลายศักยภาพการดูดซับคาร์บอน เพราะช้างได้ทำลายพืชผลไปจำนวนมาก เพื่อเป็นอาหาร
ดร.คริสโตเฟอร์ แซนดอม ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูสัตว์ป่าและอาจารย์ด้านชีววิทยา มหาวิทยาลัยแห่งซัสเซกซ์ เตือนว่า การฟื้นฟูประชากรสัตว์ป่าไม่ใช่แนวทางแก้ปัญหาทั้งหมด
“งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า ธรรมชาติมีความซับซ้อน เต็มไปด้วยกระบวนการมากมายที่อาจไม่ได้ให้ผลลัพธ์ดังที่คุณคาดหวัง” เขากล่าว “การฟื้นคืนธรรมชาติ ไม่ใช่ยาครอบจักรวาล เราต้องไม่คิดเพียงว่า ธรรมชาติจะดูดซับคาร์บอนไปหมด แล้วไม่ทำอะไรกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยน้ำมือมนุษย์เลย”
อย่างไรก็ดี แซนดอม เห็นพ้องว่างานศึกษาโดยชมิตซ์ ย้ำเตือนเราถึงบทบาทสำคัญของสัตว์ป่าในการแก้ปัญหาโลกร้อน
“เราต้องนำเรื่องสัตว์ป่ามาอยู่ในบทสนทนาเหล่านี้ด้วย” เขากล่าว “การปลูกต้นไม้สำคัญก็จริง แต่ธรรมชาติแสดงให้เห็นแล้วว่า ต้องการสัตว์ป่าเพื่อให้ธรรมชาติได้เติบโตด้วย”











