แม่ชาวอเมริกันผู้ไม่สามารถพาลูกสาวออกจากซาอุดีอาระเบียได้

Carly Morris

ที่มาของภาพ, Carly Morris

ขณะนี้ มีบรรดาแม่หลายคนจากสหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร และอีกหลายชาติตะวันตก ที่พยายามต่อสู้เพื่อพาลูก ๆ ออกจากซาอุดีอาระเบียให้ได้หลังจากหย่าร้างกับสามีชาวซาอุดีอาระเบีย กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนบอกว่า พวกเธอไม่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลประเทศตัวเอง 

ในตอนแรก ทุกอย่างดูจะดำเนินไปด้วยดีเมื่อ คาร์ลี มอร์ริส หญิงชาวอเมริกัน เดินทางไปถึงซาอุดีอาระเบียพร้อม ทาลา ลูกสาววัย 5 ขวบ 

ก่อนหน้านี้ เธอแต่งงานแล้วก็หย่ากับสามีชาวซาอุดีอาระเบียไปแล้วระหว่างที่เขาได้ทุนมาเรียนที่สหรัฐฯ 

อดีตสามีชักชวนให้เธอพาลูกสาวมาซาอุดีอาระเบียเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ เพื่อที่ลูกสาวจะได้พบปู่และย่าเป็นครั้งแรก 

แต่ทริปสั้น ๆ กลับกลายเป็นฝันร้ายเมื่อเธอพบว่าห้องโรงแรมที่อดีตสามีจองไว้ให้เธอและลูกสาวไม่มีทั้งหน้าต่าง หรือสัญญาณอินเทอร์เน็ตและสัญญาณมือถือ

คาร์ลี เล่าว่า หนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น อดีตสามีขอหนังสือเดินทางและสูติบัตรของเธอไปโดยบอกว่าจะไปทำเรื่องวีซ่าให้ลูกสาวแต่จริง ๆ แล้วคือเขาไปทำเรื่องเปลี่ยนสัญชาติลูกสาวให้เป็นชาวซาอุดีอาระเบีย 

ซาอุดีอาระเบียไม่อนุญาตให้คนถือสองสัญชาติได้ ดังนั้น ทาลา ซึ่งทั้งเกิดและโตในสหรัฐฯ จึงได้กลายเป็นชาวซาอุดีอาระเบียอย่างเดียว นั่นหมายความตามระบบผู้ปกครองที่ให้ชายเป็นใหญ่ของประเทศ ลูกสาวเธอไม่สามารถออกจากประเทศได้หากพ่อไม่เซ็นยินยอม 

คาร์ลีเล่าว่า ในแต่ละวันหลังจากนั้น สามีเริ่มมารับลูกสาวไปแต่เช้าและพากลับมาช่วงค่ำ ส่วนเธอถูกทิ้งให้อยู่ในห้องโรงแรม ด้วยความที่ไม่ค่อยมีเงิน เธอก็ต้องทานข้าวกล่องที่อดีตสามีทิ้งไว้ให้ ในที่สุด หลังจากร้องขอให้สามียอมให้เธอพาลูกกลับสหรัฐฯ แต่ไม่สำเร็จ คาร์ลีตัดสินใจเขียนไปหาสมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ และคนอื่น ๆ ที่เธอหวังว่าจะช่วยได้ 

คาร์ลีเล่าว่า นี่ทำให้อดีตสามีเธอโกรธ และ “ลักพาตัว” ลูกสาวไปถึง 2 เดือน “อดีตสามีและครอบครัวเขาทำแม้กระทั่งหนีออกจากบ้าน โดยระหว่างนั้นก็ยื่นเรื่องขอให้ศาลให้สิทธิ์เขาในการเลี้ยงดูลูกสาว” 

ต่อมาเธอเขียนไปหาทำเนียบขาวเพราะหวังว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน จะช่วยได้ ระหว่างการเดินทางมาที่กรุงริยาดในเดือน ก.ค. แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ผล 

ระหว่างนี้ เดนิส ไวท์ แม่ของคาร์ลีเป็นห่วงลูกสาวและหลานสาวมากขึ้นเรื่อย ๆ เธอเชื่อว่าอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบียทำให้นักการทูตอเมริกันไม่กล้าจะทำอะไร ซาอุดีอาระเบียเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกรายหนึ่ง และยิ่งมีอำนาจต่อรองมากกว่าเดิมอีกขณะที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตพลังงานในปัจจุบัน 

เดนิส บอกว่าเป็นห่วงเรื่องการศึกษาของหลานสาวเพราะเธอไม่ได้ไปโรงเรียนมา 3 ปีแล้ว ด้านคาร์ลีเป็นห่วงว่ากระบวนการฟ้องศาลขอสิทธิ์ในการเลี้ยงดูลูกจะยิ่งทำให้ลูกได้รับผลกระทบด้านจิตใจ 

คาร์ลี มอร์ริส หญิงชาวอเมริกัน และ ทาลา ลูกสาววัย 5 ขวบ 

ที่มาของภาพ, BETHANY ALHAIDARI

คำบรรยายภาพ, คาร์ลี มอร์ริส หญิงชาวอเมริกัน และ ทาลา ลูกสาววัย 5 ขวบ 

ข้อมูลจากมูลนิธิสิทธิมนุษยชน (Human Rights Foundation) ในสหรัฐฯ ชี้ว่า คาร์ลีเป็นหนึ่งในแม่ชาวอเมริกันเกือบ 50 คนที่กำลังต่อสู้เพื่อพาลูกออกจากซาอุดีอาระเบียหลังจากไปแต่งงานกับชาวซาอุดีอาระเบีย นอกจากนี้ ยังมีแม่อีกหลายคนจากแคนาดา สหราชอาณาจักร และชาติตะวันตกอื่น ๆ ด้วย 

เบธานี อัลไฮดารี ทำงานให้กับมูลนิธินี้ เธอเองก็มีประสบการณ์ตรงในการต่อสู้นาน 2 ปีในการพยายามพาลูกสาวออกจากซาอุดีอาระเบีย เธอบอกว่า ในปีที่ผ่านมา ไม่สามารถช่วยใครได้สำเร็จเลย เธอบอกว่าหลายคนไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลตัวเองเลย เบธานีบอกว่า รัฐบาลประเทศต่าง ๆ รวมถึงรัฐบาลสหรัฐฯ มักมีท่าทีประมาณว่า “คุณทำตัวเอง คุณน่าจะรู้ดีกว่านี้”

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในกรุงริยาด บอกบีบีซีว่า ให้ความสำคัญต่อสวัสดิภาพชาวอเมริกันสูงสุด และทางสถานเอกอัครราชทูตได้ติดต่อกับคาร์ลีและรัฐบาลซาอุดีอาระเบียอยู่เป็นประจำ

หลังจากฟ้องร้องกันยาวนาน ในที่สุด คาร์ลีก็ได้สิทธิ์ในการเลี้ยงดูลูกสาว แต่ได้รับแจ้งว่าห้ามเดินทางออกไปจากเมืองที่อาศัยอยู่ ด้วยความที่ไม่มีเงิน คาร์ลีบอกว่าเธอกลายเป็นเหมือนนักโทษอยู่ในห้อง

“ถึงตอนนั้น ฉันไม่ได้ออกไปข้างนอกเลย 2 ปี ฉันนั่งอยู่ในโรงแรมนี้ทุกวัน ไม่มีใครได้เห็นหน้าฉัน ไม่มีใครมาเคาะประตูห้องฉันเลยสักคน” 

ตั้งแต่ออกมาเรียกร้องเรื่องนี้ ทางการซาอุดีอาระเบียกล่าวหาว่าเธอกำลัง “ทำลายความสงบเรียบร้อย” โดยอัยการพยายามดำเนินการให้เธอโดนลงโทษด้วยการจำคุก 

นอกจากนี้ ยังมีอีกเรื่องที่เธอกำลังรู้สึกกังวลมาก เธอเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามตั้งแต่ก่อนจะเจอกับสามี และบอกว่าเธอก็ยังนับถือศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัดเรื่อยมา อย่างไรก็ดี หลังจากเธอชนะคดีได้สิทธิ์ในการเลี้ยงดูลูกสาว พ่อของอดีตสามีออกมากล่าวหาว่าเธอเลิกนับถือศาสนาและก็กำลังดูเหยียดหยามทั้งชาวมุสลิมและประเทศซาอุดีอาระเบีย นอกจากไม่สามารถพาลูกกลับสหรัฐฯ ได้แล้ว ตอนนี้เธออาจโดนตัดสินประหารชีวิตด้วย 

“มีคนเตือนฉันแล้ว หลายคนบอกฉันว่าอย่ามาประเทศนี้ ถ้าคุณเข้าไป คุณจะไม่มีวันได้ลูกสาวกลับคืนมา แต่ฉันไม่ได้ฟังคำเตือน” คาร์ลี กล่าว “และ 3 ปีให้หลัง ฉันก็กำลังตกอยู่ในสถานการณ์นี้”