ประท้วงบังกลาเทศ นายกรัฐมนตรีหนีออกนอกประเทศ เรารู้อะไรบ้าง

คนถ่ายรูปกับทหาร

ที่มาของภาพ, Getty Images

บังกลาเทศตกอยู่ในความโกลาหล หลังจากนางชีค ฮาสินา นายกรัฐมนตรีหญิงผู้ดำรงตำแหน่งมายาวนานกว่า 15 ปี ต้องลาออกจากตำแหน่งและเดินทางออกนอกประเทศ หลังเกิดการประท้วงของนักศึกษา ซึ่งนำมาสู่เหตุนองเลือดที่เลวร้ายที่สุดของบังกลาเทศนับตั้งแต่การก่อตั้งประเทศเมื่อปี 1971

พล.อ. เวเกอร์ อุซ-ซามาน ผู้บัญชาการกองทัพบังกลาเทศ ซึ่งเป็นผู้ประกาศแจ้งการลาออกของนายกรัฐมนตรีเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (5 ส.ค.) บอกว่า จะมีการแต่งตั้งรัฐบาลชั่วคราวและจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป แต่ยังต้องติดตามรายละเอียดต่อจากนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้ประท้วงบอกว่า ไม่ยอมรับรัฐบาลทหารโดยเด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม บังกลาเทศเคยมีการก่อรัฐประหารโดยกองมาแล้วหลายครั้ง ครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2007

ขณะที่สหรัฐอเมริกาได้เรียกร้องให้กองทัพบังกลาเทศใช้ความอดทนอดกลั้นต่อสถานการณ์พร้อมกับเรียกร้องให้จัดตั้งรัฐบาลรักษาการขึ้น ส่วนสหภาพยุโรปเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนผ่านอำนาจอย่างเป็นระเบียบและสันติเพื่อให้นำไปสู่รัฐบาลผ่านการเลือกตั้งอย่างเป็นประชาธิปไตย

ขณะที่ยังไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ จากประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินเดียต่อวิกฤตการเมืองดังกล่าว

ขณะเดียวกัน ฝูงชนจำนวนมากบุกเข้าไปในบ้านพักของนางฮาสินาในกรุงธากาตั้งแต่เมื่อวาน (5 ส.ค.) และเกิดจลาจลไปทั่วเมืองหลวงของบังกลาเทศ

ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นกับประเทศเอเชียใต้แห่งนี้ เรารู้อะไรแล้วบ้าง ?

นายกรัฐมนตรีลาออกและเดินทางออกนอกประเทศ

นางฮาสินา อายุ 76 ปี จากพรรคสันนิบาตอวามี (Awami League) ได้ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วหลังเกิดการประท้วงต่อต้านรัฐบาลอย่างรุนแรงเป็นเวลาหลายสัปดาห์ โดยเธอได้เดินทางออกนอกประเทศด้วยเฮลิคอปเตอร์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (5 ส.ค.) ซึ่งล่าสุดเดินทางถึงอินเดียแล้ว และคาดว่าเธอจะเดินทางไปยังกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร แต่ข้อมูลนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ

ไม่ชั่วโมงภายหลังการลาออกของนางฮาสินา ประธานาธิบดีโมฮัมเหม็ด ชาฮาบุดดิน ได้สั่งให้ปล่อยตัวอดีตนายกรัฐมนตรีและนักศึกษาทุกคนที่ถูกคุมขังระหว่างการประท้วงต่อต้านระบบโควต้าสำหรับตำแหน่งงานภาครัฐ

ด้านพันธมิตรของนาฮาสินากล่าวว่า เธอจะไม่กลับไปเล่นการเมืองอีกแล้ว โดยที่ผ่านมาอดีตนายกรัฐมนตรีมีอายุทางการเมืองมากกว่า 20 ปี ก่อนที่จะขึ้นสู่อำนาจเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1996

นายซาจีบ วาเซ็ด จอย ลูกชายของนางอดีตนายกรัฐมนตรีฮาสินาบอกกับบีบีซีว่า “เธออายุ 70 ปลาย ๆ และเธอผิดหวังมากกับสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากเพียรทำงานมาอย่างหนัก ผมคิดว่า เธอพอแล้วหลังมีคนเสียงส่วนน้อย (minority) กลุ่มหนึ่ง ลุกขึ้นมาต่อต้านเธอ”

“ผมกับครอบครัวของผมก็พอแล้ว” นายซาจีบ กล่าว

แม้นักวิจารณ์กล่าวว่า การปกครองของนางฮาสินามีลักษณะก่อให้เกิดการบังคับสูญหายผู้คนอย่างน้อย 600 คน เกิดการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมซึ่งคร่าชีวิตผู้คนหลายร้อยคน รวมทั้งบดขยี้ฝ่ายค้านและผู้วิจารณ์รัฐบาลด้วคดีความและจับคุมขัง แต่นายวาเซ็ดซึ่งรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีให้กับอดีตนายกรัฐมนตรี ก็ออกมาปกป้องแม่ของเขาว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง

“เธอพลิกโฉมบังกลาเทศในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา”

“เมื่อเธอเข้าสู่อำนาจ ถือว่าประเทศนี้เป็นรัฐล้มเหลวและยากจน”

“แต่จนถึงวันนี้ บังกลาเทศกลายเป็นหนึ่งในเสือที่กำลังมาแรงของเอเชีย”

ประชาชนบุกบ้านพักนายกรัฐมนตรี เกิดจราจลทั่วเมืองหลวง

ผู้คนนับพันบุกเข้าไปในบ้านพักของอดีตนายกรัฐมนตรี

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผู้คนนับพันบุกเข้าไปในบ้านพักของอดีตนายกรัฐมนตรี

หลังการลาออกของนางฮาสินา ผู้คนต่างออกมาเฉลิมฉลองกันตามท้องถนน ผู้คนนับพันคนบุกรุกเข้าไปในบ้านพักของเธอจนเกิดการขโมยทรัพย์สิน และบางส่วนของตัวบ้านพักถูกทำลายเสียหาย

มีรายงานว่าด้วยว่าเกิดการทำลายและจุดไฟเผาสถานที่ราชการและที่ทำการตำรวจหลายแห่งในกรุงธากา นอกจากนี้ ผู้ประท้วงยังพยายามรื้อรูปปั้นนายชีค มูจิบูร์ เราะห์มาน ผู้เป็นบิดาของนางฮาสินา และยังเป็นบิดาผู้ก่อตั้งประเทศและเป็นประธานาธิบดีคนแรกของบังกลาเทศด้วย

มีรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคนด้วยกันเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา แต่ตัวเลขที่รายงานยังมีความไม่แน่นอน โดยสำนักข่าวเอเอฟพีบอกว่ามีผู้เสียชีวิต 66 คน ขณะที่สื่อท้องถิ่นอย่างธากาทริบูนระบุว่ามีผู้เสียชีวิต 135 คน

ทั้งนี้ มีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 300 คน นับตั้งแต่เกิดการประท้วงในเมืองหลวงของบังกลาเทศ

ผู้ประท้วงยังพยายามรื้อรูปปั้นนายชีค มูจิบูร์ เราะห์มาน ผู้เป็นพ่อของนางฮาสินา ซึ่งเป็นบิดาผู้ก่อตั้งประเทศ

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผู้ประท้วงยังพยายามรื้อรูปปั้นนายชีค มูจิบูร์ เราะห์มาน ผู้เป็นพ่อของนางฮาสินา ซึ่งเป็นบิดาผู้ก่อตั้งประเทศ

เทพาปรียา ภัทชารยา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากศูนย์การอภิปรายนโยบาย (Center for Policy Dialogue) ในกรุงธากา บอกกับบีบีซีว่า ขณะที่ผู้คนบนท้องถนนกำลัง “ปิติยินดี” กับการลาออกของนายกรัฐมนตรี แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดการโจมตีชาวฮินดูซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อยของประเทศ ซึ่งกลายเป็นความท้าทายใหม่ของผู้ที่จะเข้ามาปกครองต่อจากนี้

“มีความรู้สึกว่าอินเดียสนับสนุนรัฐบาลของนางชีค ฮาสินา อย่างเต็มตัว ผู้ประท้วงไม่สามารถแยกความแตกต่างระหว่างอินเดียและพลเมืองฮินดูในบังกลาเทศได้ จึงนำไปสู่การบุกทำลายวัดฮินดูและทำร้ายผู้คน”

“ตอนนี้เกิดสุญญากาศทางอำนาจ ไม่มีใครบังคับใช้กฎหมายและรักษาให้เกิดความสงบเรียบร้อย รัฐบาลใหม่จะต้องออกมาปกป้องชาวฮินดูซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อย” เทพาปรียา กล่าว

ชนวนการประท้วงเกิดจากอะไร ?

นักศึกษาหลายพันคนประท้วงระบบโควต้าสำหรับตำแหน่งงานภาครัฐมาตั้งแต่เดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยมีจุดเริ่มต้นจากการประท้วงที่เริ่มต้นขึ้นอย่างสงบภายในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก่อนที่จะกลายเป็นความวุ่นวายไปทั่วประเทศ

ภายใต้ระบบโควต้าดังกล่าว ได้กำหนดให้มีการสงวนตำแหน่งงาน 1 ใน 3 ของตำแหน่งงานในหน่วยงานภาครัฐ ไว้สำหรับญาติของทหารผ่านศึกจากสงครามประกาศอิสรภาพของประเทศจากปากีสถานในปี 1971

นักศึกษาโต้แย้งว่า ระบบนี้เป็นการเลือกปฏิบัติ และขอให้มีการรับสมัครงานตามความสามารถ

ผู้ประสานงานการชุมนุมกล่าวว่า ตำรวจและปีกนักศึกษาของพรรคสันนิบาตอวามี (Awami League) ที่รู้จักกันในนามสันนิบาตนักศึกษาแห่งบังกลาเทศ (Bangladesh Chhatra League) ซึ่งเป็นฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลของนางฮาสินาได้ใช้กำลังรุนแรงต่อผู้ชุมนุมซึ่งทำกิจกรรมการประท้วงอย่างสงบ ก่อให้เกิดความโกรธแค้นเป็นวงกว้าง และดึงให้ผู้คนจากทุกวงการเข้าร่วมการประท้วงดังกล่าว

หลังจากเกิดการประท้วงอย่างรุนแรงทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 21 ก.ค. ศาลสูงสุดของบังกลาเทศมีคำวินิจฉัยให้ลดโควต้าสำหรับตำแหน่งงานภาครัฐสำหรับญาติของทหารผ่านศึกลงเหลือ 5% จากเดิมที่กำหนดเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 3 ของตำแหน่งงานภาครัฐทั้งหมด

รายละเอียดของคำพิพากษาศาล ระบุให้ 93% ของตำแหน่งในภาครัฐควรมาจากการสรรหาคัดเลือกด้วยระบบคุณธรรม 5% เป็นโควต้าสำหรับญาติของทหารผ่านศึกจากสงครามประกาศอิสรภาพของประเทศจากปากีสถาน ส่วนอีก 2% สงวนไว้ให้กับชนกลุ่มน้อยกลุ่มชาติพันธุ์ หรือคนพิการ

ผู้ประท้วงออกมาเฉลิมฉลองบนท้องถนนหลังการลาออกของนางชีค ฮาสินา

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ผู้ประท้วงออกมาเฉลิมฉลองบนท้องถนนหลังการลาออกของนางชีค ฮาสินา

แต่นั่นยังไม่สามารถทำให้ผู้ชุมนุมยกเลิกการประท้วงได้ เพราะพวกเขามองว่าภายใต้ระยะเวลา 15 ปีของการปกครองโดยนางฮาสินานั้นเต็มไปด้วยการทุจริตและเอื้อพวกพ้องที่ใกล้ชิดกับพรรคสันนิบาตอาวามี ถึงแม้รัฐบาลของนางฮาสินาสร้างความความเปลี่ยนแปลงในบังกลาเทศอย่างมากก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาขึ้น รายได้ต่อหัวของประชากรที่เพิ่มขึ้น 3 เท่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา หรือในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ธนาคารโลกรายงานว่ามีประชาชนมากกว่า 25 ล้านคนพ้นจากเส้นความยากจน

นอกจากนี้ ยังพบว่า คนรับใช้ของนางฮาสินาถูกกล่าวหาว่ามีเงินถึง 1.23 พันล้านบาท และมักเดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งสื่อมวลชนในบังกลาเทศต่างมองว่าเงินจำนวนมากขนาดนี้ อาจสะสมมาจากการล็อบบี้สัญญารัฐบาล การทุจริต หรือติดสินบน

ผู้ใกล้ชิดกับนางฮาสินาที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตยังรวมถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูงอย่างอดีตผู้บัญชาการทหาร อดีตผู้บัญชาการตำรวจ เจ้าหน้าที่ภาษีอากรอาวุโส และเจ้าหน้าที่รับสมัครงานของรัฐ เป็นต้น

ประชาธิปไตยภายในประเทศที่ถดถอยมากขึ้น ก็เป็นอีกหนึ่งชนวนที่สร้างความไม่พอใจให้กับผู้ประท้วง

มีผู้ชุมนุมถูกคร่าชีวิตกว่า 300 คน นับตั้งแต่เกิดการประท้วงของนักศึกษาเมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, มีรายงานว่า มีผู้ชุมนุมถูกคร่าชีวิตกว่า 300 คน นับตั้งแต่เกิดการประท้วงของนักศึกษาเมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา

นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนหลายคนชี้ว่า พื้นที่สำหรับกิจกรรมประชาธิปไตยได้หดตัวลงในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา

“สำหรับการเลือกตั้ง 3 ครั้งติดต่อกัน ไม่มีการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรม” มีนาคชิ กังกูลี ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียใต้ของฮิวแมนไรต์วอทช์ (Human Rights Watch) กล่าวกับบีบีซี

ในปี 2021 สหรัฐอเมริกาได้คว่ำบาตรกองพันเคลื่อนที่เร็ว (Rapid Action Battalion) ซึ่งเป็นหน่วยตำรวจชั้นยอดที่ถูกกล่าวหากระทำการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรมอย่างโหดเหี้ยม

ส่วนผู้สื่อข่าวและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนภายในประเทศต่างเผชิญกับการคุกคามที่เพิ่มขึ้น หลายคนถูกจับกุม ถูกติดตามตัวและสอดแนม รวมทั้งรัฐบาลยังประกาศใช้กฎหมายที่เข้มงวดต่อนักข่าวซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นการจำกัดเสรีภาพสื่อ

นางฮาสินาคือใคร ?

นางชีค ฮาสินา

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นางชีค ฮาสินา

นางฮาสินาเกิดในครอบครัวมุสลิมและมีสายเลือดเป็นนักการเมืองมาตั้งแต่เกิด เพราะพ่อของเธอคือนายชีค มูจิบูร์ เราะห์มาน ผู้นำชาตินิยมผู้เป็นบิดาแห่งชาติของบังกลาเทศ และตัวเธอเองก็มีชื่อเสียงจากการเป็นผู้นำนักศึกษาในมหาวิทยาลัยกรุงธากาด้วย

เธอคือไม่กี่คนที่รอดชีวิตจากเหตุลอบสังหารบิดาและสมาชิกครอบครัวส่วนใหญ่ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่กองทัพก่อรัฐประหารในปี 1975 เนื่องจากนางฮาสินากับน้องสาวอยู่ระหว่างการเดินทางไปต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ประเทศนี้เผชิญกับการก่อนรัฐประหารโดยกองทัพหลายต่อหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2007

นางฮาสินาลี้ภัยทางการเมืองอยู่ในอินเดียและเดินทางกลับไปบังกลาเทศในปี 1981 ซึ่งต่อมาเธอได้ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคสันนิบาตอาวามี และจับมือกับพรรคการเมืองอื่น ๆ จัดชุมนุมประท้วงบนท้องถนนเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในยุคสมัยที่นายพลฮุสเซน มูฮัมเหม็ด เออร์ชาด เป็นผู้นำรัฐบาล

การขึ้นเป็นผู้นำประชาชนในครั้งนั้น ทำให้นางฮาสินาได้กลายเป็นผู้มีชื่อเสียงทางการเมืองอย่างรวดเร็ว

เธอได้รับเลือกตั้งและเข้าสู่อำนาจเป็นครั้งแรกในปี 1996 และได้รับความชื่นชมจากผลงานการลงนามในข้อตกลงแบ่งปันน้ำกับอินเดีย รวมถึงข้อตกลงสันติภาพกับผู้ก่อความไม่สงบซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลของเธอก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่า มีข้อตกลงทางธุรกิจมากมายที่เอื้อต่อการทุจริตและจำนนต่ออินเดียมากเกินไป

นางเบกุม คาเลดา เซีย อดีตนายกรัฐมนตรีและศัตรูทางการเมืองของนางฮาสินา

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, นางเบกุม คาเลดา เซีย อดีตนายกรัฐมนตรีและศัตรูทางการเมืองของนางฮาสินา

ในปี 2001 นางฮาสินาพ่ายแพ้การเลือกตั้งให้กับอดีตพันธมิตรทางการเมืองที่ผันตัวมาเป็นคู่แข่งทางการเมืองตัวฉกาจของเธอ นั่นคือนางเบกุม คาเลดา เซีย จากพรรคชาตินิยมบังกลาเทศหรือบีเอ็นพี (Bangladesh Nationalist Party-BNP)

ผู้หญิงทั้งสองคนต่างครองอำนาจทางการเมืองของบังกลาเทศมานานกว่า 3 ทศวรรษ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า “การต่อสู้ของเบกุม” โดยคำว่าเบกุมหมายถึงผู้หญิงชนชั้นสูงของมุสลิม

ผู้สังเกตการณ์บอกว่า การแข่งขันทางการเมืองของนางคาเลดา เซีย และนางชีค ฮาสินา ก่อให้เกิดการระเบิดรถประจำทาง การบังคับสูญหาย และการสังหารนอกกระบวนการยุติธรรม จนผู้คนรู้สึกว่าเหตุรุนแรงเหล่านั้นแทบจะเป็นเรื่องปกติ

นางฮาสินากลับสู่อำนาจอีกครั้งในปี 2009 จากการเลือกตั้งที่จัดขึ้นโดยรัฐบาลชั่วคราว แต่ในช่วงที่เธอเป็นฝ่ายค้าน ก็ต้องอดทนกับการถูกจับกุมหลายต่อหลายครั้ง รวมถึงความพยายามลอบสังหารหลายหนด้วยกัน โดยพบว่าในปี 2004 ความพยายามลอบสังหารส่งผลให้การได้ยินของนางฮาสินาได้รับความเสียหาย

เธอยังเป็นผู้รอดชีวิตจากความพยายามบังคับให้ลี้ภัยออกนอกประเทศ และรอดจากคดีความจำนวนมากที่กล่าวหาว่าอดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้กระทำการทุจริต