ติดคุกฟรี 46 ปี นักโทษผู้รอการประหารยาวนานที่สุดในโลกพ้นผิดแล้ว

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, เกวิน บัตเลอร์ และ ไชมา คาลิล
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีนิวส์ รายงานจากสิงคโปร์และกรุงโตเกียว
ชายชาวญี่ปุ่นวัย 88 ปี ซึ่งเป็นนักโทษที่ต้องรอการประหารชีวิตมายาวนานที่สุดของโลก ได้รับคำตัดสินจากศาลให้พ้นผิดในที่สุด หลังพบว่ามีการสร้างพยานหลักฐานเท็จเพื่อใส่ร้ายเขา
เมื่อปี 1968 ศาลของญี่ปุ่นมีคำพิพากษาให้นายอิวาโอะ ฮาคามาดะ มีความผิดฐานฆาตกรรมเหยื่อ 4 ราย ซึ่งได้แก่นายจ้างของเขา รวมทั้งภรรยาและลูกของนายจ้างที่เป็นเด็กวัยรุ่นอีกสองคน โดยศาลตัดสินให้ฮาคามาดะต้องรับโทษประหารชีวิต ซึ่งเขาใช้เวลารอคอยการลงโทษทัณฑ์ในเรือนจำนานถึง 46 ปี หรือเกือบครึ่งศตวรรษ ก่อนศาลจะกลับคำตัดสินให้เขาพ้นผิดในที่สุด
ฮาคามาดะได้รับการล้างมลทิน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ศาลเพิ่งอนุญาตให้มีการไต่สวนพิจารณาคดีใหม่อีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากมีข้อสงสัยว่าพนักงานสอบสวนได้สร้างหลักฐานเท็จ เพื่อให้เขาต้องรับโทษในฐานะฆาตกรคดีฆ่ายกครัว 4 ศพ
อย่างไรก็ตาม การรอคอยเพื่อรับโทษประหารเป็นเวลานานหลายสิบปี ได้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสภาพจิตใจของฮาคามาดะ จนเขาไม่อาจจะเข้ารับการไต่สวนพิจารณาคดีครั้งล่าสุดในศาลได้ แม้ว่าครั้งนี้ศาลจะมีคำพิพากษาให้เขาพ้นผิดก็ตาม
คดีของฮาคามาดะเป็นหนึ่งในมหากาพย์ทางกฎหมายอันโด่งดังและดำเนินมายาวนานที่สุดของญี่ปุ่น โดยดึงดูดความสนใจของสาธารณชนจำนวนมาก ทำให้มีผู้คนจำนวนถึงกว่า 500 ราย มาเข้าแถวรอต่อคิวเพื่อเข้ารับฟังการพิจารณาคดีครั้งล่าสุดของเขา ซึ่งมีขึ้นที่ศาลเมืองชิซุโอกะทางตะวันตกของกรุงโตเกียว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 26 ก.ย. ที่ผ่านมา
ในทันทีที่ศาลมีคำตัดสินให้ฮาคามาดะพ้นผิด บรรดาผู้สนับสนุนของเขาซึ่งรวมตัวกันที่ด้านนอกห้องพิจารณาคดี ได้ส่งเสียงร้องตะโกนด้วยความยินดีว่า “บันไซ” ซึ่งเป็นคำอุทานแสดงการไชโยโห่ร้องในภาษาญี่ปุ่น
ฮาคามาดะได้รับอนุญาตจากศาลให้ไม่ต้องเข้ารับการไต่สวนรอบใหม่ เนื่องจากสุขภาพจิตของเขาอยู่ในภาวะที่ย่ำแย่ ทำให้นับตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา ศาลสั่งปล่อยตัวเขาออกจากเรือนจำและให้มีการพิจารณาคดีใหม่อีกครั้ง โดยระหว่างนั้นเขาอยู่ภายใต้การดูแลของ “ฮิเดโกะ” พี่สาววัย 91 ปี มาโดยตลอด
พี่สาวของเขาใช้เวลาต่อสู้มานานหลายสิบปี เพื่อล้างมลทินและเรียกร้องความยุติธรรมให้กับน้องชาย ฮิเดโกะกล่าวว่าเธอรู้สึกดีมากเมื่อได้ยินคำว่า “ไม่มีความผิด” ในศาล เธอยังบอกกับผู้สื่อข่าวว่า “เมื่อได้ยินคำนั้น ฉันรู้สึกตื้นตันและดีใจมากจนร้องไห้ออกมาไม่หยุด”
ก่อนหน้านี้ฮาคามาดะเคยบอกกับสำนักข่าวเอเอฟพี เมื่อปี 2018 ว่า “การต่อสู้เพื่อความยุติธรรมของผม ก็เหมือนกับขึ้นสังเวียนต่อยมวยทุกวัน หากคุณเริ่มคิดว่าไม่มีทางชนะได้ มันก็จะไม่มีหนทางไปสู่ชัยชนะแล้ว”
เสื้อผ้าเปื้อนเลือดในถังหมักมิโซะ
ในอดีตฮาคามาดะเคยเป็นนักชกมืออาชีพ ทั้งยังทำงานในโรงงานแปรรูปมิโซะหรือถั่วเหลืองหมักแบบญี่ปุ่นอีกด้วย ต่อมาในปี 1966 ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่บ้านนายจ้างเจ้าของโรงงานมิโซะในเมืองชิซุโอกะ และมีการพบร่างผู้เสียชีวิตในกองเพลิงถึง 4 ศพ ซึ่งก็คือนายจ้างของฮาคามาดะและครอบครัว โดยผลการชันสูตรพบว่าทั้งหมดถูกแทงด้วยของมีคมจนเสียชีวิต
เจ้าหน้าที่ตำรวจกล่าวหาว่าฮาคามาดะเป็นฆาตกรฆ่ายกครัว ซึ่งลงมือวางเพลิงบ้านของคนทั้งสี่ และได้ขโมยเงินสด 200,000 เยน หรือราว 44,000 บาท ไปจากบ้านหลังดังกล่าวด้วย
ในตอนแรกเขาให้การปฏิเสธข้อหาฆาตกรรมและชิงทรัพย์ แต่ในเวลาต่อมากลับยอมรับสารภาพ ซึ่งเขาบอกในภายหลังว่าถูกซ้อมทรมานด้วยการทุบตีและการกดดันสอบสวนนานถึง 12 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อบังคับให้ยอมรับผิด ซึ่งคำสารภาพนี้ทำให้เขาต้องโทษประหารจากความผิดในข้อหาฆาตกรรมและวางเพลิงในปี 1968
หนึ่งปีหลังจากที่ฮาคามาดะถูกจับกุม มีการค้นพบเสื้อผ้าบางชิ้นในถังหมักมิโซะที่โรงงาน ซึ่งตำรวจอ้างว่ามีคราบเลือดเปื้อนอยู่ ทำให้เสื้อผ้าเหล่านี้ถูกนำมาเป็นหลักฐานเอาผิดเขาในภายหลัง
อย่างไรก็ตาม ทนายความของฮาคามาดะได้พยายามโต้แย้งต่อศาลมานานหลายปีว่า ดีเอ็นเอหรือสารพันธุกรรมที่ตรวจพบจากเสื้อผ้าดังกล่าวไม่ใช่ของฮาคามาดะ ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าเสื้อผ้าเปื้อนเลือดนี้เป็นของผู้อื่น ทั้งอาจจะเป็นการยัดหลักฐานเท็จของตำรวจก็เป็นได้

ที่มาของภาพ, Getty Images
ข้อโต้แย้งดังกล่าวมีเหตุผลหนักแน่นเพียงพอ จนทำให้ผู้พิพากษาฮิโรอากิ มุรายามะ มีคำวินิจฉัยใหม่ในปี 2014 ว่า “เสื้อผ้านี้ไม่ใช่ของจำเลย” ทั้งยังระบุว่า “ถือเป็นความอยุติธรรมอย่างยิ่ง หากจะต้องควบคุมตัวจำเลยเอาไว้ต่อไป เนื่องจากมีความชัดเจนในระดับที่ควรเชื่อถือได้แล้วว่า จำเลยอาจจะเป็นผู้บริสุทธิ์”
จากนั้นศาลได้สั่งให้ปล่อยตัวฮาคามาดะออกจากเรือนจำ และให้มีการไต่สวนพิจารณาคดีของเขาใหม่อีกครั้ง แต่กระบวนการทางกฎหมายที่กินเวลายาวนาน ทำให้การพิจารณาคดีดังกล่าวเพิ่งเริ่มขึ้นเมื่อปีที่แล้ว และมีการอ่านคำพิพากษาใหม่ตอนช่วงเช้าของเมื่อวานนี้ (26ก.ย.)

ที่มาของภาพ, Getty Images
สาเหตุหลักของการที่ศาลพิพากษาให้ฮาคามาดะพ้นผิด คือความผิดปกติของรอยเปื้อนสีแดงบนเสื้อผ้าที่ตำรวจอ้างว่าเป็นคราบเลือด ซึ่งทนายจำเลยตั้งข้อสงสัยว่า รอยเปื้อนดังกล่าวยังคงมีสีแดงสดในตอนที่ถูกพบ โดยไม่หมองคล้ำลงไปเลยแม้จะแช่อยู่ในถั่วเหลืองหมักมาเป็นเวลานาน
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานคำพิพากษาล่าสุดของศาลว่า “พนักงานสืบสวนได้ปลอมแปลงหลักฐาน โดยนำเลือดมาทาไว้บนเสื้อผ้าดังกล่าวเสียเอง ก่อนจะนำไปซุกไว้ในถังหมักมิโซะ”
แม้จะได้รับคำตัดสินว่าเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วก็ตาม แต่ทนายความและครอบครัวของฮาคามาดะบอกว่า ระยะเวลาหลายสิบปีที่เขาถูกคุมขังในเรือนจำ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักจะถูกกักบริเวณในที่ขังเดี่ยว ทั้งต้องหวาดกลัวอยู่เสมอว่าจะถูกนำตัวไปประหารชีวิตในวันใดวันหนึ่งด้วยนั้น ได้บั่นทอนสภาพจิตใจของเขาอย่างหนัก
หลังการทุ่มเทต่อสู้เพื่ออิสรภาพของน้องชายมานานหลายปี ฮิเดโกะกล่าวด้วยความโล่งใจ หลังการพิจารณาคดีครั้งใหม่เริ่มต้นขึ้นเมื่อปีที่แล้วว่า “ในที่สุดภาระหนักที่แบกไว้บนบ่าก็หมดไปเสียที”
นักโทษรอการประหารที่ศาลญี่ปุ่นสั่งให้พิจารณาคดีใหม่อีกครั้งนั้นมีน้อยมาก โดยกรณีของฮาคามาดะนับเป็นรายที่ 5 ในประวัติศาสตร์ยุคหลังสงครามของญี่ปุ่น
ในบรรดากลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำหรือจีเจ็ด (G7) สหรัฐฯ และญี่ปุ่นเป็นเพียงสองประเทศที่ยังคงลงโทษประหารชีวิตกับนักโทษในคดีอุกฉกรรจ์อยู่ โดยผู้ที่รอการประหารจะถูกแจ้งกำหนดเวลาให้ทราบล่วงหน้าเพียงไม่กี่ชั่วโมง ก่อนจะถูกนำตัวไปแขวนคอ











