ปดิพัทธ์ สันติภาดา : ชีวิต 4 ปี ในสภาของแคนดิเดตประธานสภา จากก้าวไกล

ในช่วงที่วาระการช่วงชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างเพื่อไทย (พท.) และก้าวไกล (ก.ก.) กำลังใกล้ถึงบทสรุปในสัปดาห์หน้า ชื่อของ ปดิพัทธ์ สันติภาดา ส.ส. พิษณุโลก ถูกเสนอออกมาจากก้าวไกลให้เป็น "แคนดิเดตประธานสภา" ของพรรค

การเปิดชื่อแคนดิเดตประธานสภาของก้าวไกล จากโผที่มีการเปิดเผย 3 ชื่อก่อนหน้านี้ เกิดขึ้นในวันที่ ส.ส. 150 ของพรรค เข้ารายงานตัวปฏิบัติหน้าที่ต่อสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

ปดิพัทธ์ หรือ "หมออ๋อง" อดีตสัตวแพทย์ ในวัย 42 ปี ชนะการเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎร สมัยที่ 2 ของ จ.พิษณุโลก เขต 1 หลังจากที่เขาเป็น ส.ส. สมัยแรกจากการได้คะแนนเสียงชนะผู้แทนคนเก่าของพื้นที่อย่าง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส. ประชาธิปัตย์ พิษณุโลก 3 สมัย

ในวาระที่พรรคก้าวไกลเสนอชื่อของปดิพัทธ์ เป็นแคนดิเดตชิงตำแหน่งประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ บีบีซีไทยรวบรวมการทำหน้าที่ในสภาและชีวิตทางการเมืองจากการเป็น ส.ส. สมัยแรกของเขามาไว้ ณ ที่นี้

บทบาทอภิปรายในสภา

  • หนุนรัฐสภา เป็นพื้นที่พูดคุยข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

ในการอภิปรายญัตติการชุมนุมเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เมื่อ 27 ต.ค. 2563 ปดิพัทธ์อภิปรายว่า การพูดคุยเรื่องข้อเรียกร้องจากการชุมนุมนั้น รัฐสภาต้องเป็นคำตอบเพื่อให้การพูดคุยเรื่องนี้ปลอดภัยและตรงตามเจตนารมณ์ที่สุด

"นี่เป็นคำถามแห่งยุคสมัย ปฏิเสธความจริงไม่ได้ว่า จากบทสนทนาที่เราคุยกันในโต๊ะอาหาร วงเหล้า หรือในกลุ่มเพื่อนสนิท ตอนนี้กลับมาเป็นประเด็นทางสาธารณะ มันหมายความว่านี่คือคำถามแห่งยุคสมัย แทนที่ผู้ใหญ่จะใช้วิธีปิดปากปิดตา ปิดหู ทำไมเราไม่ทำหน้าที่ในการตอบ ในการถามกลับ หรือการทำให้ผู้ชุมนุมที่เป็นเยาวชนมีโอกาสได้พูดมากขึ้น เรื่องนี้ถ้ารัฐสภาของเราไม่ตัดสินใจให้ดี เราอาจจะเสียใจในภายในหลัง เพราะความรุนแรงรออยู่ที่ถนน"

  • อภิปรายรัฐบาลปกปิดโรคระบาดหมู ASF

การเปิดอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติในเดือน ก.พ. 2565 ปดิพัทธ์ ได้อภิปรายถึงความล้มเหลวของและการทุจริตคอรัปชันของ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จากการปกปิดข้อมูลการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (Africa swine fever: ASF) ทำให้เกษตรกรรายย่อยและรายกลางประสบปัญหาอย่างรุนแรง และส่งผลให้ประชาชนเผชิญกับสถานการณ์ "ของแพง ค่าแรงถูก"

ส.ส.ก้าวไกล จากพิษณุโลก ไล่เรียงถึงปัญหาราคาเนื้อหมู "แพงที่สุดในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ช่วงเดือน ต.ค. 2564 ถึงเดือน ม.ค. 2565 สวนทางดัชนีเนื้อสุกรของโลก อีกทั้งยังพบการกักตุนเนื้อสุกรในห้องเย็นภายหลังรัฐบาลออกมายอมรับว่ามีโรคระบาด ASF ในไทย

ปดิพัทธ์ ชี้ว่าปัญหาราคาเนื้อหมูปรับตัวขึ้นสูงและลดลงอย่างรวดเร็วไม่ใช่เรื่องปกติ และในช่วง 3 ปี ระหว่าง 2562-2564 รัฐบาลยืนกรานว่าประเทศไทยไม่มีโรค ASF แต่นี่คือละครตบตาคนไทยทั้งประเทศ เพราะคณะรัฐมนตรีรู้มานานแล้วว่ามีโรคระบาด ASF

"ความเสียหายย่อยยับเกิดขึ้นในฟาร์มขนาดย่อย ขนาดกลาง และขนาดใหญ่บางที่ แต่ทุนใหญ่ไม่กระทบมาก เพราะมีหมูขายไม่อั้น ทุกคนต้องวิ่งหาหมูจากทุนใหญ่ เพราะไม่มีหมูของรายย่อยเหลือแล้ว กินรวบ เบ็ดเสร็จ ฟาร์มขนาดใหญ่กำลังเพิ่มการผลิต ขึ้นฟาร์มใหม่กันเต็มไปหมด"

  • อภิปรายประยุทธ์ หนุนเผด็จการเมียนมา ทำไทยเป็น "ตัวตลกแห่งอาเซียน"

ปดิพัทธ์ เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อเดือน ก.ค. 2565 ต่อประเด็นการดำเนินนโยบายต่างประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่สนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมา ภายหลังเหตุการณ์เครื่องบินเมียนมาบินเข้าน่านฟ้าไทย และยิงปืนรุกล้ำที่ ต.พบพระ จ.ตาก

เนื้อหาการอภิปรายระบุว่า จากเหตุการณ์นี้ "รัฐบาลหลับตาข้างหนึ่งเพื่อให้เมียนมาใช้พื้นที่ไทยในการรบเพื่อถล่มกองกำลังต่อต้านรัฐบาลเมียนมา" พร้อมชี้ว่า "เรื่องที่แท้จริงคือเผด็จการทหารเมียนมา มิน อ่อง หล่าย ลูกบุญธรรม พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กับ พล.อ.ประยุทธ์ คือ คู่เผด็จการฝาแฝดของอาเซียนคู่สุดท้าย ที่ทำทุกอย่างแบบเดียวกัน ตั้งแต่ยึดอำนาจ ยุบพรรคการเมืองฝ่ายค้าน เขียนรัฐธรรมนูญเข้าควบคุมการเลือกตั้ง"

ปดิพัทธ์ อภิปรายด้วยว่า จากจุดยืน "แทงข้างเดียว" คือ ข้างเผด็จการของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้ตำแหน่งแห่งที่ของประเทศไทยในเวทีโลก คือ "ตัวตลกแห่งอาเซียน"

  • อภิปรายตีแผ่ทุจริตกองทัพ เส้นทางหักหัวคิวกู้บ้านพักทหาร

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ เมื่อเดือน ก.พ. 2566 ปดิพัทธ์ เปิดอภิปรายถึงเส้นทางหักหัวคิว “กู้บ้านพักทหาร” ซึ่งเขาระบุว่า “เหตุการณ์กราดยิงโคราช” นั้นเกิดจากการทุจริตในกองทัพที่หากินกับกำลังพล

ส.ส. ปดิพัทธ์ อภิปรายว่า เส้นทางหักหัวคิวเริ่มตั้งแต่เจ้าหน้าที่กรมสวัสดิการฯ ที่ทำหน้าที่เดินเช็ก จากนั้นโอนเงินให้ผู้ประกอบการ เพื่อหักหัวคิวต่อ 5% ก่อนที่จ่า ธ.ทหารคนหนึ่งจะเป็น "มือมืด" โอนเงินให้กับ "เสธ." หัวหน้าเงินกู้ และพบเงินไหลเวียนในบัญชี 181 ล้านบาท ภายในเวลาแค่ 38 วัน พร้อมกับเปิดหลักฐานแชทสนทนาทางแอปพลิเคชันไลน์ และรายงานทำธุรกรรมการเงินของเส้นทางการหักหัวคิวกู้บ้านพักทหาร

การอภิปรายของปดิพัทธ์ ยังชี้ด้วยว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์กราดยิงโคราช มีการเปลี่ยนคนในตำแหน่ง แต่การหักหัวคิวยังอยู่ โดยพบว่ามีการทุจริตหักหัวคิวถึง 650 ราย

บทบาท กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ

หลังจากเริ่มทำหน้าที่ ส.ส. ในนามอดีตพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ในเดือน มิ.ย. 2562 บทบาทการทำงานในสภาปีแรกของปดิพัทธ์ คือการดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ในเดือน ก.ย. 2562

ปดิพัทธ์ ทำหน้าที่ประธาน กมธ. เป็นระยะเวลาประมาณ 2 ปี จนถึงราวปี 2564 ปรากฏการผลักดันในวาระต่าง ๆ เช่น เร่งรัดการเลือกตั้งท้องถิ่นที่ล่าช้า จัดตั้งโครงการเครือข่ายสังเกตการเลือกตั้ง และการรับเรื่องร้องเรียนการละเมิดสิทธิประชาชน

ในปี 2565 ปดิพัทธ์ ยังได้เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการศึกษาผลกระทบของมาตรา 112 ที่มีต่อสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชน ในช่วงที่นักกิจกรรมจากกลุ่มทะลุวังไม่ได้รับการประกันตัวจากการถูกกล่าวหาในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ระหว่างเดือน พ.ค.-ส.ค. 2565

ปดิพัทธ์ เคยกล่าวถึงบทบาทของอนุ กมธ. ชุดนี้ว่า ต้องการสร้างกระบวนการที่สามารถให้มีบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลและหาทางออกร่วมกันได้ โดยได้มีการเรียกให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดี ม.112

ช่วงหนึ่งปดิพัทธ์ ได้เปิดเผยถึงความกดดันของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ว่า “บรรยากาศตอนปิดประชุม มีตำรวจร้องไห้เลยนะ เพราะเขาก็รู้ตัวว่ามันไม่ถูกต้อง เขารู้ตัวว่าตัวเองเป็นเครื่องมือให้ผู้บัญชาการหรือมีผู้อำนาจ”

“ตอนผมถามไปว่าปีนี้ฟ้องไปกี่คดี เขาตอบว่า ‘ฟ้อง 100% เพราะมันเป็นแนวนโยบาย มันไม่ต้องดูข้อเท็จจริง’ เขาพูดว่าขออย่างเดียว เมื่อไหร่ตัวเองจะพ้นตำแหน่งนี้ไปซะที” ปดิพัทธ์ กล่าวในการเสวนา

งดออกเสียง กฎหมายสมรสเท่าเทียม-ทำแท้งเสรี

นอกจากการเป็นผู้แทนราษฎรแล้ว หมวกอีกใบของปดิพัทธ์ที่เด่นชัด คือการเป็นคริสต์ศาสนิกชน

ในการลงมติ ร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม ในวาระ 1 ซึ่งมีนายธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ ส.ส. พรรคก้าวไกล เป็นผู้นำเสนอร่าง ในวันที่ 17 มิ.ย. 2565 ปดิพัทธ์ เป็น ส.ส. ของก้าวไกลคนเดียวที่ลงมติ "งดออกเสียง" ต่อร่างกฎหมายฉบับนี้ โดยภายหลังได้ให้เหตุผลว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องศาสนา

ปดิพัทธ์ ชี้แจงผ่านไลฟ์ทางเฟซบุ๊กในเวลาต่อมา ขอโทษผู้ที่ลงคะแนนให้กับพรรคก้าวไกลที่ผิดหวังและโกรธต่อการตัดสินใจงดออกเสียงของเขา ก่อนเล่าถึงช่วงการหาเสียงเลือกตั้งในฐานะผู้สมัครพรรค อนค. ในการเลือกตั้ง 2562 ว่า

"ผมหาเสียงรณรงค์นโยบายทุกอย่างของพรรค... ผมไม่ได้คิดว่า จะโหวตรับไม่รับในตอนนั้น แต่ผมคิดว่าเป็นวาระที่ถูกต้องที่ประเทศไทยต้องมีเรื่องนี้" ปดิพัทธ์ ซึ่งเคยเป็นเลขาธิการสมาคมนักศึกษาคริสเตียนไทย ระบุ

เขากล่าวว่า ในกฎหมายเรื่องอื่น ไม่ว่าจะเป็นการค้าประเวณีถูกกฎหมาย เขาได้นั่งเป็นที่ปรึกษา กมธ. ที่ผลักดันเรื่องนี้เช่นกัน แต่ในวงการคริสเตียน เรื่องการทำแท้งและการสมรสของเพศเดียวกัน เป็นประเด็นที่แตกหักอยู่หลายประเทศ

"การเป็นคนของพรรค ผมสนับสนุนพรรคมาทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเรื่อง 112 พ.ร.ก. การโอนกำลังพล ไม่ว่าอะไรก็ลุยเต็มที่ แต่ผมขอพรรคว่าในเมื่อพรรคให้โอกาสคนหลายศาสนามารวมกัน ในวันที่มีการตัดสินใจกฎหมายที่มีผลกระทบต่อความเชื่อทางศาสนาต้องมีการสงวนความเห็นของกลุ่มที่แตกต่างได้ ซึ่งพรรคก็ยอมรับเรื่องนี้ ให้ผมมีโอกาสทำงานด้วยได้" ปดิพัทธ์ กล่าว

ในการชี้แจงครั้งเดียวกัน ปดิพัทธ์ยังกล่าวถึงการ "งดออกเสียง" ต่อเรื่อง "ทำแท้งเสรี" แบบไม่มีเงื่อนไข เขาระบุว่า ในวาระการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ได้อภิปรายสนับสนุนการทำแท้งปลอดภัย โดยไม่อยากให้ใช้คำว่าทำแท้งเสรี เนื่องจากบิดเบือนเจตนารมณ์กฎหมาย และการทำแท้งโดยไม่คิดถึงตัวอ่อน หรือไม่มีข้อจำกัดเลย เป็นจุดยืนที่คริสเตียนรับไม่ได้

ข้อครหา "ไม่ยุบสภา ไม่เห็นหน้า ส.ส."

เมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ป้ายข้อความ "ไม่เห็นโลงศพ ไม่หลั่งน้ำตา ถ้าไม่ยุบสภา ไม่เห็นหน้า ส.ส." ถูกแขวนในหลายจุดในเขต 1 จ.พิษณุโลก ที่ปดิพัทธ์ เป็น ส.ส.

แคนดิเดตประธานสภาจากก้าวไกล โพสต์เรื่องราวนี้เองบนเฟซบุ๊ก พร้อมบอกว่าเขาน้อมรับคำวิจารณ์นี้ เชื่อว่าคนทำต้องการดิสเครดิต และสร้างความปั่นป่วน เพราะใกล้ถึงการเลือกตั้ง

"ใครก็ตามที่ทำป้ายนี้ จะด้วยจุดประสงค์อะไรก็ตาม ผมน้อมรับคำวิจารณ์นะครับ จะพยายามทำให้ดีขึ้นครับ" โพสต์ของปดิพัทธ์ ระบุ

นี่คือบทบาทและการทำหน้าที่บางส่วนของปดิพัทธ์ในฐานะผู้แทนราษฎรของอดีตพรรคอนาคตใหม่และก้าวไกล ที่เพิ่งถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตชิงตำแหน่งประธานสภา