ส่อง 5 ขุมทรัพย์เลอค่ามากที่สุดในโลกที่หัวขโมยพยายามปล้น

ภาพโมนาลิซาไม่ได้อยู่ในความสนใจของผู้คนมากนัก จนกระทั่งมันถูกโจรกรรม

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภาพโมนาลิซาไม่ได้อยู่ในความสนใจของผู้คนมากนัก จนกระทั่งมันถูกโจรกรรม
เวลาอ่าน: 4 นาที

มันเป็นเช้าวันอาทิตย์ที่ 19 ต.ค. อันเงียบสงบ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อกลุ่มโจรหลุ่มหนึ่งบุกเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ในกรุงปารีสซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีผู้เยี่ยมชมมากที่สุดในโลกในช่วงกลางวันแสก ๆ และขโมยเครื่องประดับของราชวงศ์อันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างมหาศาล

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ขุมทรัพย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังของโลกหลุดรอดจากมาตรการรักษาความปลอดภัย นับตั้งแต่การปล้นที่ราวกับหลุดออกมาจากภาพยนตร์ในกรุงเม็กซิโกซิตี ไปจนถึงการบุกโจมตีพระราชวังในเยอรมนีที่วางแผนได้อย่างแนบเนียน และต่อไปนี้คือบางส่วนของเหตุโจรกรรมที่ห้าวหาญมากที่สุดในประวัติศาสตร์

"การปล้นแห่งศตวรรษ" ที่เม็กซิโก

A green mask made of jade gemstones depicting a man’s face. Two stick-like objects are sticking out of his ears with his shoulders adorned by decorative beads.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, หน้ากากหยกของกษัตริย์ปาคาลแห่งอารยธรรมมายา เป็นหนึ่งในขุมทรัพย์ทางโบราณคดีที่จัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์มานุษยวิทยาแห่งชาติ ณ กรุงเม็กซิโกซิตี

ในคืนวันคริสต์มาสอีฟ ปี 1985 ขณะที่ชาวเม็กซิกันส่วนใหญ่กำลังใช้เวลาร่วมกับคนที่รัก ชายสองคนกำลังคลานผ่านช่องระบายอากาศเพื่อบุกเข้าไปในพิพิธภัณฑ์มานุษยวิทยาแห่งชาติ ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองหลวงของประเทศ

พวกเขาขโมยโบราณวัตถุก่อนยุคโคลัมบัสมากกว่า 100 ชิ้น ซึ่งไม่อาจประเมินมูลค่าได้ ทั้งหมดเป็นงานศิลปะวัฒนธรรมมายาและซาโปเตก และหนึ่งในนั่น คือ หน้ากากหยกแห่งความตายของกษัตริย์ปาคาลแห่งอารยธรรมมายา

การโจรกรรมครั้งนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ถึงกับงุนงง ในช่วงแรกพวกเขาเชื่อว่าเบื้องหลังการขโมยต้องเป็นขบวนการลักลอบขนงานศิลปะที่เป็นพวกมืออาชีพ

ภายในเวลา 48 ชั่วโมงต่อมา เจ้าหน้าที่เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยทั่วประเทศ และเริ่มติดตามความเคลื่อนไหวของการซื้อขายที่อาจเกิดขึ้นในตลาดโลก

"สิ่งที่พวกเขาขโมยไปคือส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ของเรา เป็นสิ่งที่ไม่สามารถต่อรองได้ และมีคุณค่าทางมานุษยวิทยาอย่างประเมินค่าไม่ได้" เฟลิเป โซลิส จากสถาบันมานุษยวิทยาแห่งชาติ กล่าว"

ในตอนนั้นไม่มีใครรู้เลยว่า คาร์ลอส แปร์เชส และ รามอน ซาร์ดินา สองนักศึกษามหาวิทยาลัยวัย 21 ปี คือผู้อยู่เบื้องหลังการโจรกรรมครั้งนี้

พวกเขาใช้เวลาเตรียมการนานกว่า 6 เดือน ด้วยการไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์มากกว่า 50 ครั้ง เพื่อศึกษาระบบรักษาความปลอดภัย

จนกระทั่ง 4 ปีต่อมา ในเดือน มิ.ย. 1989 ตำรวจจึงพบโบราณวัตถุบางส่วนที่ถูกขโมยอยู่ในครอบครองของแปร์เชส และพบว่าชายคนนี้เคยพยายามขายงานที่ขโมยมาได้บางชิ้น ให้กับเจ้าพ่อค้ายาเสพติดในเมืองอากาปุลโกด้วย

สุดท้ายคาร์ลอส แปร์เชส ถูกจับกุม แต่รามอน ซาร์ดินา ผู้เป็นคู่หูร่วมก่อเหตุของเขา สามารถหลบหนีไป และยังคงหลบซ่อนตัวอยู่จนถึงทุกวันนี้

โบราณวัตถุส่วนใหญ่ถูกนำส่งกลับคืนสู่พิพิธภัณฑ์ และนำมาจัดแสดงอีกครั้งในเดือน มิ.ย. 1989 ซึ่งมีการจัดพิธีเปิดอันมี คาร์ลอส ซาลินาส เด กอร์ตารี ประธานาธิบดีในขณะนั้นเป็นประธาน ส่งผลให้มีการนำมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดมากขึ้นมาใช้ รวมถึงเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในเวลาต่อมา

ขุมทรัพย์ที่สูญหายไปของบอสตัน

An FBI officer wearing a suit and yellow tie standing on a podium during a press conference, with two other officers standing behind and next to him. Two big signs are on display with red letters written on them saying ‘$5 Million Reward’.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การแถลงข่าวของเอฟบีไอในนครบอสตัน ระหว่างการสอบสวนคดีโจรกรรมงานศิลปะ เมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2013

ในช่วงเช้ามืดของวันที่ 18 มี.ค. 1990 ชายสองคนที่ปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบอสตัน กดกริ่งที่พิพิธภัณฑ์อิซาเบลลา สจ๊วต การ์ดเนอร์ โดยอ้างว่าพวกเขามาตรวจสอบเหตุรบกวน

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยวัยหนุ่มที่ไม่ทันระวังจึงเปิดประตูให้พวกเขาเข้าไป และพิพิธภัณฑ์ก็กลายเป็นสถานที่เกิดเหตุอาชญากรรมภายในเวลาไม่กี่นาทีต่อมา

เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยถูกมัดและปิดปากไว้ในห้องใต้ดิน ขณะที่คนร้ายลงมืออย่างรวดเร็ว และสามารถขโมยผลงานศิลปะชั้นครูจำนวน 13 ชิ้น ภายในเวลาเพียง 81 นาที

งานศิลปะที่ถูกขโมยไปนั้น ประเมินว่ามีมูลค่ารวมกันราว 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16,000 ล้านบาท) เช่น ผลงานของศิลปินยุโรปชื่อดังอย่าง แอดการ์ เดอกา, เอดัวร์ มาแน และภาพวาดทิวทัศน์ทะเลเพียงชิ้นเดียวของแรมบรันต์ ที่มีชื่อว่า The Storm on the Sea of Galilee (พระคริสต์ผจญพายุในทะเลกาลิลี)

จนถึงทุกวันนี้ คดีนี้ยังไม่สามารถคลี่คลายได้ และการสอบสวนยังคงดำเนินต่อไป โดยทางพิพิธภัณฑ์เสนอเงินรางวัล 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 320 ล้านบาท) สำหรับข้อมูลที่นำไปสู่การตามคืนผลงานศิลปะที่ถูกขโมยไป โดยข้อมูลบนเว็บไซต์ของพิพิธภัณฑ์ระบุว่านี่คือเงินรางวัลที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีการเสนอมาโดยสถาบันเอกชน

ในตอนนี้ กรอบรูปที่ว่างเปล่ายังคงแขวนอยู่บนผนังแกลเลอรี เสมือนเป็นพยานอันเงียบกริบของปริศนาที่ยังคงดำเนินต่อไป

งานโจรกรรมเพชรแห่งเดรสเดน

A dazzling diamond-encrusted accessory in the shape of the sun pictured against a black material. A missing piece stands out in the middle of the item.

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, หนึ่งในชิ้นงานที่ตามกลับคืนมาได้ หลังเกิดเหตุโจรกรรมที่พิพิธภัณฑ์กรีนโวลต์ในเมืองเดรสเดน ประเทศเยอรมนี

ในความมืดก่อนรุ่งสางของวันที่ 25 พ.ย. 2019 เกิดไฟไหม้ใกล้กับปราสาทเดรสเดน ประเทศเยอรมนี

ขณะที่ไฟฉุกเฉินกะพริบและระบบไฟฟ้าขัดข้อง มีเงาร่างเคลื่อนไหวอย่างมีเป้าหมาย และภายในเวลาไม่กี่นาที กลุ่มโจรก็เล็ดลอดผ่านทางหน้าต่างเข้าไปยังพิพิธภัณฑ์กรีนโวลต์อันเก่าแก่ แหล่งขุมทรัพย์ของพระเจ้าเอากุสท์ที่ 2 ผู้แข็งแกร่ง ผู้ดำรงตำแหน่งผู้คัดเลือกแห่งแซกโซนีในศตวรรษที่ 18 ซึ่งเก็บรักษาอัญมณีและเพชรล้ำค่าหลายร้อยชิ้น

คนร้ายจุดไฟขึ้นด้วยระเบิดที่ทำขึ้นเอง เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ จากนั้นตัดลูกกรงหน้าต่างออกมาโดยใช้เครื่องตัดโลหะ

เป้าหมายของพวกเขาคือสมบัติของราชวงศ์จากศตวรรษที่ 18-19 จำนวน 21 ชิ้น โดยของที่ถูกขโมยไปนั้น มีตั้งแต่ดาบพิธีการ อินทรธนูประดับเพชร มงกุฎหรือรัดเกล้า และกระดุม ซึ่งทั้งหมดประดับด้วยอัญมณีล้ำค่ารวมกว่า 4,300 ชิ้น

แก๊งคนร้ายซึ่งเป็นครอบครัวอาชญากรรมจากกรุงเบอร์ลิน ลงมือปฏิบัติการภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที

การหลบหนีของพวกเขาถูกวางแผนไว้อย่างรอบคอบเช่นเดียวกับการเข้าโจรกรรม โดยพ่นโฟมจากถังดับเพลิงทั่วห้องเพื่อกลบหลักฐาน ก่อนหลบหนีด้วยรถยนต์ยี่ห้ออาวดี้ (Audi) จากนั้นนำรถไปทิ้งไว้ในลานจอดรถและจุดไฟเผา ก่อนหลบหนีกลับไปยังกรุงเบอร์ลิน

ในปี 2023 ชาย 5 คนถูกตัดสินว่ามีความผิด และได้รับโทษจำคุกระหว่าง 4-6 ปี ส่วนอัญมณีจำนวนหนึ่ง รวมถึงดาบที่ประดับด้วยเพชร ถูกกู้คืนมาโดยไม่ได้รับความเสียหาย

อย่างไรก็ตาม ยังมีชิ้นงานบางส่วนที่ยังคงสูญหาย รวมถึงเพชรหายากที่เรียกว่า "ไวต์สโตนแห่งแซกโซนี (White Stone of Saxony)" ซึ่งมีมูลค่าถึง 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 384 ล้านบาท)

ปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์กรีนโวลต์ยังคงเปิดให้ผู้สนใจเข้าชมชิ้นงานที่ตามกลับคืนมาได้ รวมถึงเข้าชมสถานที่เกิดเหตุอาชญากรรมอันโด่งดังนี้

A well-lit museum exhibit showcases a collection of intricately crafted historical artefacts, including swords, decorative jewellery, and other ornate objects. The items are carefully arranged within a glass display case, emphasising their craftsmanship and cultural value. A visitor stands nearby, observing the exhibit.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, พิพิธภัณฑ์กรีนโวลต์ (Grünes Gewölbe) แห่งเมืองเดรสเดนในเยอรมนี กลับมาเปิดให้ประชาชนเข้าชมอีกครั้ง โดยมีการนำโบราณวัตถุที่ถูกขโมยไปส่วนใหญ่กลับมาจัดแสดง

จับจ้องสมบัติอันล้ำค่าของอิหร่านที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี

A glass display case features a regal crown embellished with jewels and topped with elegant white feathers, resting on a white pedestal. Beneath it, additional ceremonial items are carefully arranged. The subdued lighting around the case draws attention to the royal regalia.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, มงกุฎที่พระเจ้าชาห์แห่งอิหร่านเคยสวมใส่ ถูกจัดแสดงไว้ในตู้กระจกของธนาคารกลางในกรุงเตหะราน ซึ่งมีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา และเป็นสถานที่เก็บรักษาสมบัติของชาติอิหร่านนับพันชิ้น

คลังอัญมณีแห่งชาติของอิหร่านอยู่ลึกลงไปใต้ถนนของกรุงเตหะราน ภายใต้ประตูเหล็กและการเฝ้าระวังของเจ้าหน้าที่ติดอาวุธอย่างแน่นหนา

สถานที่แห่งนี้รวบรวมคอลเลกชันต่าง ๆ ของราชวงศ์ซาฟาวิด, อัฟชาริด, กอญาร์, และปาห์ลาวี ในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมา อันประกอบด้วยอัญมณีล้ำค่า และเครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่ทรงคุณค่าที่สุดในโลก

ทว่าในช่วงการปฏิวัติอิหร่านปี 1979 พระเจ้าชาห์หลบหนีออกนอกประเทศใน ม.ค. หลังจากเกิดการประท้วงต่อต้านระบอบของเขาอย่างรุนแรงต่อเนื่องหลายเดือน

อัญมณีเหล่านั้นเคยถูกหวั่นเกรงว่าจะสูญหายไปในช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจอันโกลาหล จนกระทั่งอยาตอลเลาะห์ โคไมนี เดินทางกลับมายังอิหร่านในเดือน ก.พ. ก่อนจัดตั้งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านในเวลาต่อมา

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบในภายหลังยืนยันว่าคลังสมบัติทั้งหมดยังคงอยู่ครบถ้วนในตู้นิรภัย

ภายใต้การป้องกันด้วยแผ่นกระจกกันกระสุน ที่แห่งนี้คือสถานที่เก็บรักษา "ดารียาเย นูร์ (Darya-ye Nur)" หรืออาจแปลได้ว่า "ทะเลแห่งแสงสว่าง" ที่เป็นเพชรสีชมพูขนาดมหึมา น้ำหนักประมาณ 182 กะรัต

ดารียาเยร์ นูร์ ถือเป็นหนึ่งในเพชรสีชมพูเจียระไนที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการค้นพบ โดยมีตำนานสืบเนื่องจากพระราชวังของจักรวรรดิโมกุลในอินเดีย ไปจนถึงห้องราชาภิเษกของกษัตริย์เปอร์เซีย

ที่นี่ยังมีมงกุฎปาห์ลาวี ซึ่งเปล่งประกายด้วยเพชร ไข่มุก และมรกตนับพันเม็ด งานชิ้นนี้ถูกสร้างขึ้นในปี 1926 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากมงกุฎโบราณของราชวงศ์ซัสซานิด

คลังอัญมณีแห่งชาติตั้งอยู่ภายในธนาคารกลางของอิหร่าน โดยตู้นิรภัยแห่งนี้ทำหน้าที่ทั้งเป็นพิพิธภัณฑ์และเป็นเสาหลักด้านการเงินของชาติ

สมบัติเหล่านี้ที่ถูกรวบรวมมาตลอดหลายศตวรรษ และถูกโอนเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐในปี 1937 โดยต่อมามีบทบาทในการค้ำประกันมูลค่าของสกุลเงินอิหร่าน

เนื่องจากอัญมณีหลายชิ้นมีลักษณะเฉพาะและไม่สามารถมีอะไรมาทดแทนได้ ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจึงกล่าวว่ามูลค่าที่แท้จริงของคลังอัญมณีแห่งชาติของอิหร่านนั้น ไม่อาจประเมินมูลค่าได้

แม้ประชาชนจะสามารถเข้าชมตู้นิรภัยได้ แต่มันก็มีข้อจำกัดอย่างเข้มงวด

ผู้เข้าชมต้องผ่านการรักษาความปลอดภัยหลายชั้นภายในธนาคารกลางของอิหร่าน และสามารถชมคอลเลกชันได้เฉพาะผ่านการนำชมเท่านั้น โดยห้ามนำโทรศัพท์ กระเป๋า และกล้องเข้าไป

A black and white image from 1914 of a group of men dressed in elegant coats, suits and black ties and hats. In the centre a framed original image of the Mona Lisa, held chest-high.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, เจ้าหน้าที่รวมตัวกันรอบภาพ "โมนาลิซา" ของเลโอนาร์โด ดา วินชี ในวันที่ภาพกลับคืนสู่กรุงปารีส เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 1914

ภาพโมนาลิซาที่ถูกขโมยไป

การโจรกรรมเมื่อสัปดาห์ที่แล้วไม่ใช่การสูญเสียครั้งใหญ่ครั้งแรกของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์

ทุกวันนี้ภาพวาดโมนาลิซาถือเป็นภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก แต่การโจรกรรมเมื่อกว่าหนึ่งศตวรรษก่อนต่างหาก ที่ทำให้ภาพโมนาลิซากลายเป็นจุดสนใจของสาธารณชน

ในวันจันทร์ที่ 21 ส.ค. 1911 วินเชนโซ เปรูจา สามารถเดินเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ซึ่งปิดทำการในขณะนั้น และเดินออกมาพร้อมกับผลงานชิ้นเอกของดาวินชี

การโจรกรรมของเขาแทบไม่ต้องเตรียมการใด ๆ มากนัก แต่กลับสร้างความฮือฮาอย่างมาก

เมื่อพบว่าเกิดการโจรกรรมขึ้น ตำรวจก็เริ่มการสืบสวน และพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ต้องปิดทำการเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ แต่ภาพวาดโมนาลิซานั้นกลับหายสาบสูญไปนานกว่า 2 ปี

มีรายงานว่าฝูงชนหลั่งไหลไปยังพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ เพียงเพื่อชมพื้นที่ว่างเปล่าที่เคยแขวนภาพวาดภาพนี้

ในเวลาต่อมา ภาพวาดโมนาลิซาถูกพบอีกครั้งในวันที่ 10 ธ.ค. 1913 เมื่อเปรูจาถูกจับหลังจากนำภาพไปมอบให้กับอัลเฟรโด เจรี พ่อค้าโบราณวัตถุในเมืองฟลอเรนซ์

การโจรกรรมครั้งนี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยฝีมือคนใน โดยพบว่า เปรูจา ซึ่งเป็นแรงงานผู้อพยพชาวอิตาลี เคยเป็นผู้ติดตั้งประตูกระจกที่ใช้ปกป้องผลงานชิ้นเอกชิ้นนี้

เขามีชุดสีขาวแบบเดียวกับที่พนักงานของพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์สวมใส่ และรู้วิธีที่ภาพวาดถูกยึดติดกับกรอบ