ฮาโลวีน : น้ำหอมกลิ่นผีและความตาย ปรุงจากความทรงจำ และประสบการณ์

ณภัทร เวชชศาสตร์

ผู้สื่อข่าวพิเศษ บีบีซีไทย

The Last Goodbye (เสียงเพรียกสิ้น เพียงกลิ่นอุษาสาง)

ที่มาของภาพ, Napat Wesshasartar / BBC Thai

คำบรรยายภาพ, The Last Goodbye (เสียงเพรียกสิ้น เพียงกลิ่นอุษาสาง)

สำหรับคนทั่วไป น้ำหอมคือเครื่องประทินโฉม ใช้ฉีดร่างกายหลังอาบน้ำ หรือให้มีกลิ่นตัวหอมก่อนไปทำงาน ร่วมงานสังสรรค์ หรือให้ความรู้สึกผ่อนคลายก่อนเข้านิทรายามค่ำคืน

แต่สำหรับนักปรุงน้ำหอมบางคน น้ำหอมไม่จำเป็นต้องผลิตกลิ่นที่มีความหอมเสมอไป

สำหรับพวกเขา น้ำหอมเปรียบเสมือนข้อความบางอย่างที่พวกเขาต้องการถ่ายทอดออกไป ไม่ว่าจะความทรงจำส่วนตัว เพื่อหวนรำลึกถึงเพื่อนสนิทที่เสียชีวิต หรือกลิ่นจาก "นิมิตของตัวเอง" ที่เห็นศพหญิงสาววัย 17 ปีมาร้องเพลงให้ฟังในยามหลับใหล หรือจากประสบการณ์ครั้งแรกที่ต้องไปงานศพ

บีบีซีไทยต้อนรับวันฮาโลวีนด้วยเรื่องเล่าหลอนปนโรแมนติก จากนักปรุงน้ำหอมที่ผลิตสินค้าจากประสบการณ์ที่เกี่ยวกับความตาย

“สมิตตา” น้ำหอมกลิ่น "อาจารย์ใหญ่"

สมิตตา คือชื่อเรียกของหญิงสาววัย 17 ปีที่เสียชีวิตไป ร่างไร้วิญญาณของเธอ ถูกเก็บรักษาไว้อยู่ในโลงเย็นนานกว่า 5 ปีณ สถานปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่งในไทยรอคอยให้ผู้คนมาเปิดดู เป็นอนุสรณ์สะท้อน “ความตาย”

“มีวันหนึ่ง เพื่อนของผมที่เป็นนักปรุงน้ำหอมด้วยกัน เขาชวนให้ไปปฏิบัติธรรม ซึ่งเราก็สนใจ เพราะการปฏิบัติธรรมครั้งนี้แตกต่างจากงานอื่นที่ผมเคยรู้จัก พระอาจารย์จะให้เราไปนั่งสมาธิเคียงข้างศพ หรือ ‘อาจารย์ใหญ่’” วรเมศย์ ทับทิมอร่ามวงศ์ นักปรุงน้ำหอม กล่าวกับบีบีซีไทย

วรเมศย์ ทับทิมอร่ามวงศ์ นักปรุงน้ำหอม

ที่มาของภาพ, Napat Wesshasartar / BBC Thai

คำบรรยายภาพ, วรเมศย์ ทับทิมอร่ามวงศ์ นักปรุงน้ำหอม

น้องสมิตตา เด็กหญิงในอาภรณ์ผ้าบางขาว วัย 17 ปี นอนนิ่งสนิทในโลงไม้ ใบหน้าแห้งผาก ผิวซีด มือถูกมัดตราสังข์ด้วยสายสิญจน์

“เราก็มีความกลัวเกิดขึ้นมาบ้าง กลัวว่าจะมีอะไรมาไหม มีผีรึเปล่า แต่ที่มากกว่าความกลัวคือความสงสัย สงสัยว่าทำไมอายุเพียงแค่ 17 ปี ถึงเสียชีวิตแล้ว เราก็เลยไปสอบถามประวัติจากแม่ชีที่วัด และหลังจากนั้นก็เป็นการฝึกนั่งกรรมฐานกับอาจารย์ใหญ่”

พระอาจารย์กล่าวกับวรเมศย์ว่า การนั่งกรรมฐานกับอาจารย์ใหญ่ เป็นการต่อสู้กับความกลัว และมีสมาธิกับสิ่งที่เราจดจ่อ ความรู้สึกที่ผู้ปฏิบัติธรรมมีอยู่ จะหายไปไหม เป็นสัจธรรมที่ว่า “เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป”

เมื่อคืนวันผ่านพ้นไปจนถึงวันฌาปนกิจ วรเมศย์ ก็กลับบ้านไปใช้ชีวิตตามปกติ ส่วนสาเหตุที่ฌาปนกิจ "ครูใหญ่" ที่รักษาร่างมา 5 ปีนั้น สถานปฏิบัติธรรมแห่งนี้ขอสงวนเหตุผลไว้เป็นการภายใน

แต่คืนแรก วรเมศย์ เล่าว่าเขาฝันว่าตัวเองนั่งอยู่ที่ริมบึงแห่งหนึ่งในยามค่ำคืน ข้าง ๆ มีใบหญ้าพลิ้วไหวตามสายลมที่พัดอ่อน ๆ แสงจันทร์เต็มดวงกลางท้องฟ้าสาดส่องลงมา เผยให้เห็นร่างเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ยืนถือกีต้าร์ขนาดไม่ใหญ่มาก นิ้วของเธอขยับเกากีต้าร์เบา ๆ ริมฝีปากเผยอออก ร้องเพลงให้เขาฟัง

 “น้องคนที่ถือกีต้าร์ ก็คืออาจารย์ใหญ่ที่ผมเจอตอนไปปฏิบัติธรรม”

“ดึกดื่นคืนใด

มองฟ้าไม่เห็นจันทร์

ไม่เจอะเจอ กัน

ให้รู้ไว้ว่ามันไม่หายไป”

“สมิตตา”

ที่มาของภาพ, Napat Wesshasartar / BBC Thai

คำบรรยายภาพ, “สมิตตา”

“ผมว่ามันแปลก แปลกที่ว่า เรากลับมาบ้านแล้ว เราไม่ได้คิดอะไรต่อ แต่ทำไมยังคงฝันถึง และมันก็แปลกมากที่ว่าตอนเราไปสืบค้น เพลงนั้นเป็นเพลงที่น้องเขาชอบฟังก่อนที่จะเสียชีวิตด้วย”

ด้วยความเชื่อส่วนบุคคล และประสบการณ์ที่แปลกใหม่นี้ ทำให้ วรเมศย์ อยากลองทำน้ำหอมกลิ่นนี้ขึ้นมา

“ตอนนี้ ผมก็นักทำน้ำหอมเต็มตัวแล้ว และอาจารย์ก็เคยสอนว่า น้ำหอมมันก็เหมือนข้อความ เราก็เลยอยากจะทำกลิ่นนี้ออกมา เพราะคิดว่ามันมีความน่าสนใจดี อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นการระลึกถึง ทั้งหมดนี้เลยเป็นที่มาของน้ำหอม ‘กลิ่นสมิตตา’”

กลิ่นเพื่อนรักที่จากไป : "The Period of Time" (ช่วงเวลาระหว่างนั้น)

“เขาเป็นเพื่อนผมตั้งแต่สมัยเรียน” ธาดา อาชาวงศ์ เล่าย้อนความทรงจำ สมัยที่กำลังเริ่มเข้าสู่วงการปรุงน้ำหอม “ตอนที่เขาเสียชีวิต ก็ไม่ได้ไปงานศพ เพราะว่าผมอยู่เชียงใหม่”

“ความรู้สึกว่า ช่วงเวลาที่คนจากเราไป เราชอบนึกถึงเวลาที่เรามีความสุขด้วยกัน ไปเล่นเกมส์ยันเช้า มันเป็นความทรงจำที่เหมือน หวานอมขม เพราะว่าเรากลับไปทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว ก็เลยทำกลิ่นนั้นขึ้นมา”

ธาดา อาชาวงศ์ ผู้ปรุงน้ำหอมกลิ่นเพื่อนรักที่จากไป

ที่มาของภาพ, Napat Wesshasartar / BBC Thai

คำบรรยายภาพ, ธาดา อาชาวงศ์ ผู้ปรุงน้ำหอมกลิ่นเพื่อนรักที่จากไป

ธาดา เล่าว่า โดยปกติแล้ว เขาจะทำน้ำหอมจากทัศนียภาพ จากเรื่องเล่า ตำนานต่าง ๆ แต่สำหรับกลิ่นของเพื่อนที่จากไปจะมีความเกี่ยวข้องทางอารมณ์ค่อนข้างสูง

“กลิ่นที่ทำ เราอยากจะเน้นไปที่ความหวาน แต่เป็นความหวานแบบลอย ๆ อุ่น ๆ เราก็ใช้ดอกไอริสเป็นตัวแทนของเขา (ดอกไอริสเป็นดอกที่ชาวกรีกนิยมปลูกไว้ที่หลุมศพ)”

ธาดา เล่าว่า กลิ่นนี้ไม่ใช่กลิ่นที่แรง มันเป็นกลิ่นที่ฉีดไปแล้ว ผ่านไปครึ่งวัน มันอาจจะหายไปหมด แต่เมื่อมีลมโชยมาก็ยังได้กลิ่นนี้อยู่ “มันก็ตรงกับความรู้สึกของเราที่ว่า เราก็ยังหวนนึกถึงเพื่อนคนนี้อยู่ตลอดเวลาๆ ทั้งที่ตัวเขา (เพื่อน) จะไม่อยู่แล้ว”

“เหมือนจะไม่อยู่ แต่ก็ยังนึกถึง”

น้ำหอมกลิ่นงานศพไทย : The Last Goodbye (เสียงเพรียกสิ้น เพียงกลิ่นอุษาสาง)

“เราเป็นคนศาสนาคริสต์ เวลาไปงานศพ กลิ่นที่เราได้รับก็จะเป็นพวกกลิ่นดิน กลิ่นหญ้า มันแตกต่างจากกลิ่นงานศพของศาสนาพุทธที่เราเคยไปเมื่อสมัยก่อน ที่ทุกอย่างมันถูกบันทึกเข้าไปในโสตประสาทของเรา” อันลิชาร์ เฮนสต๊อค นักปรุงน้ำหอมเล่าย้อนถึงความทรงจำที่มิอาจลืม กับประสบการณ์การไปงานศพแบบศาสนาพุทธครั้งแรก

“ตอนนั้น เป็นเพื่อนบ้านที่เราสนิทด้วย เขาเสียชีวิต เราจึงอยากไปลาเขาเป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งจริง ๆ แล้วเราก็ไม่เคยไปงานศพทางศาสนาพุทธมาก่อน”

อันลิชาร์ เฮนสต๊อค นักปรุงน้ำหอมกลิ่น "งานศพ"

ที่มาของภาพ, Napat Wesshasartar / BBC Thai

คำบรรยายภาพ, อันลิชาร์ เฮนสต๊อค นักปรุงน้ำหอมกลิ่น "งานศพ"

อันลิชาร์ เล่าว่า ก้าวแรกที่เหยียบเข้าไปในศาลาจัดพิธี ข้างหน้าของเธอเป็นพวงหรีดสลับกับดอกไม้สดที่ถูกประดับไว้หน้าโลง บ้างเริ่มเหี่ยวเฉา บ้างยังคงสดใหม่

“กลิ่นมันตีกันตลบอบอวล ดอกไม้มันหอม แต่มันก็เป็นความหอมปนเศร้า อาจจะเพราะความรู้สึกของเรา ณ ตอนนั้นด้วย”

ต่อมา เธอเห็นสามีของผู้ตายร้องไห้ปานจะขาดใจ คลอเสียงพระสวดที่ค่อย ๆ ดัง เหมือนอารมณ์ที่ค่อย ๆ ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ ๆ

“พอถึงตอนฌาปนกิจ ทุกอย่างมันเหมือนถึงจุดสูงสุด กลิ่นทุกกลิ่น กลิ่นศพที่ถูกแช่ฟอร์มาลีน กลิ่นเนื้อผสมกลิ่นดอกไม้จันทน์ที่กำลังโดนเผา กลิ่นน้ำมันที่ราดบนโลงไม้ก่อนจะเริ่มมีการจุดไฟ กลิ่นมันคลุกเคล้า อื้ออึงกันไปหมด กลิ่นพวกนั้นมันผสมเข้ามาในโสตประสาท จำได้ไม่ลืม”

ช่วงนั้น มีงานประกวดชื่อ ‘The Aesthetics of Scent Awards 2022’ หรืองานประกวดน้ำหอม ซึ่งมีหมวด Art Exploration Award (ประเภทศิลปะ) ทำให้ อันลิชาร์ อยากเอาความทรงจำและกลิ่นในห้วงเวลาแห่งการฌาปนกิจ ไปบันทึกเป็นกลิ่นน้ำหอมแล้วไปส่งเข้าประกวด

“กลิ่นมันตีกันตลบอบอวล"

ที่มาของภาพ, Napat Wesshasartar / BBC Thai

คำบรรยายภาพ, “กลิ่นมันตีกันตลบอบอวล"

“เราไม่ได้คาดหวังว่าคนจะต้องมาชอบ เพราะน้ำหอมอันนี้ เราไม่ได้ตั้งใจทำออกมาขายแต่แรกอยู่แล้ว แต่ก็เป็นน้ำหอมที่มีคนให้ความสนใจเยอะอยู่เหมือนกัน”

ผลตอบรับมีหลากหลายรูปแบบ บ้างบอกว่าเป็นการเล่นพิเรนทร์ แต่สำหรับบางคนเมื่อได้กลิ่น ก็ร้องไห้ออกมา อาจเพราะกลิ่นเป็นตัวดึงความทรงจำอะไรบางอย่าง ขณะที่บางคนถึงกับต้องเดินหนี และพิมพ์ข้อความส่งมาให้เธอว่า “ขนลุกและน่ากลัวเกินไป”

 “เอาจริง ๆ ตั้งแต่ทำกลิ่นนี้ขึ้นมา ตัวเองก็ไม่กล้าฉีดเองในห้องด้วยซ้ำ เพราะทุกอย่างมันอยู่ในนั้น”

“แต่ที่แปลกใจมากที่สุดคือ มีคนมาขอซื้อไปใช้จริง โดยผู้ซื้อเล่าว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ เพิ่งเสียครูที่เคารพและรักมาก พอเขาฉีดกลิ่นนี้ไป มันทำให้รู้สึกอบอุ่น เหมือนคนที่เสียชีวิต ยังคงอยู่ข้าง ๆ เขา”

น้ำหอมไทย ทำไมคนได้กลิ่นแล้วถึงกลัว

“ตั้งแต่แรก เมืองไทยจะมีวัฒนธรรมถวายเครื่องหอมในงานศาสนา หรือบูชาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ น้ำอบและน้ำปรุงก็ถูกใช้ในพิธีกรรมเหล่านี้ด้วย มันเลยเป็นความเคยชิน เป็นกลิ่นที่อยู่ในวัฒนธรรมไปแล้ว ทำให้เกิดภาพจำว่ากลิ่นของน้ำอบน้ำปรุงถูกเชื่อมโยงกับศาสนา” ณัท เวชชศาสตร์ นักปรุงน้ำหอม พี่ชายของผู้เขียนบทความนี้ และหนึ่งในผู้ก่อตั้งกลุ่ม Thai Perfumers อธิบายกับบีบีซีไทย

“สำหรับตัวผม น้ำหอมและน้ำปรุง คือสิ่งเดียวกัน หากย้อนไปในประวัติศาสตร์ช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ก็มีการนำเข้าน้ำปรุงฝรั่งเข้ามา แต่ด้วยภูมิอากาศของฝั่งตะวันตกกับฝั่งบ้านเรามันแตกต่างกัน คนไทยจึงมีการปรุงและคิดค้นสูตรของตัวเองขึ้นมาเพื่อให้เข้ากับภูมิอากาศในบ้านเรา”

"เกิดภาพจำว่ากลิ่นของน้ำอบน้ำปรุงถูกเชื่อมโยงกับศาสนา"

ที่มาของภาพ, Napat Wesshasartar / BBC Thai

คำบรรยายภาพ, "เกิดภาพจำว่ากลิ่นของน้ำอบน้ำปรุงถูกเชื่อมโยงกับศาสนา"

“ส่วนความแตกต่างระหว่างน้ำปรุงและน้ำอบนั้น ก็จะแตกต่างกันที่วัตถุดิบในการผลิต แต่ลักษณะกลิ่นจะมีความคล้าย ๆ กัน วัตถุดิบที่หาได้ในเมืองไทย คนไทยก็คุ้นชินกันดี อย่างซ่อนกลิ่น มะลิ ลีลาวดี คนไทยอาจมองว่าเป็นความเคยชิน รู้สึกโบราณ ซึ่งบางคนอาจไปเชื่อมโยงกับสิ่งลี้ลับ แต่ดอกไม้เหล่านี้ในต่างประเทศ ถือว่าเป็นดอกไม้ที่มีมูลค่าสูง ดูหรูหรา”

ณัท มองว่า วงการน้ำหอมไทยเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ สอดคล้องกับความเห็นของ ธาดา ที่เสริมว่า “จริงๆ เวลาต่างชาติเข้ามาในเมืองไทย ก็มีคนหลายคนที่สนใจแบรนด์น้ำหอมไทย ไม่ต่างกับที่เวลาคนไทยไปเที่ยวฝรั่งเศส”

 “สำหรับผมเอง ก็ไม่อยากให้คนมาซื้อน้ำหอมเพราะเป็นแบรนด์ไทย แต่อยากให้ซื้อน้ำหอมเพราะตัวตนของคนคนนั้น เพราะสุดท้ายยังไงมันก็มีความเป็นไทยแฝงอยู่ในกลิ่นอยู่แล้ว” ธาดา กล่าวปิดท้าย