You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
สำรวจเหล็กที่ใช้ก่อสร้างตึก สตง. หลังกระทรวงอุตสาหกรรม พบเหล็กบางส่วนผิดมาตรฐาน
สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย (ITSI) แถลงผลตรวจสอบเหล็กตัวอย่างที่เก็บจากซากอาคาร สตง. ถล่ม ช่วงค่ำวันนี้ (31 มี.ค.) พบว่าเหล็กที่ใช้ มีบางส่วนไม่ได้มาตรฐาน อย่างไรก็ตาม ในการแถลงข่าวดังกล่าวยังไม่ได้ระบุรายละเอียดมากนัก เพราะยังต้องตรวจสอบเพิ่ม
ที่ผ่านมามีการตั้งคำถามจากหลายภาคส่วน ถึงคุณภาพของวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างอาคาร ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่กับการทำให้อาคารดังกล่าวกลายเป็นเพียงอาคารเดียวในประเทศไทย ที่พังถล่มลงมาจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค. โดยเฉพาะคุณภาพของเหล็กที่ใช้ ซึ่งปรากฏรหัส "SD50T" ว่าได้มาตรฐานหรือไม่
บีบีซีไทย รวมข้อสงสัยและคำตอบต่าง ๆ จากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
พบเหล็กบางส่วนไม่ได้มาตรฐาน
"แค่เห็นผมก็อึ้งแล้วครับ" นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยเมื่อวานนี้ (30 มี.ค.) ถึงความผิดปกติที่พบ หลังเข้าไปตรวจสอบซากอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่พังถล่ม
เขาเปิดเผยว่า เหล็กที่เจ้าหน้าที่พบขณะเก็บตัวอย่างวัสดุไปตรวจสอบ ประกอบด้วย เหล็กข้ออ้อย 5 ขนาด ตั้งแต่ 12–32 มม. และเหล็กกลมขนาด 9 มม. ซึ่งส่วนใหญ่มาจากผู้ผลิตรายเดียว มีเพียงเหล็กขนาด 32 มม. ที่มาจากผู้ผลิต 3 ยี่ห้อ
เขายังยืนยันอีกว่า ตัวอย่างเหล็กทั้งหมดเก็บจากสถานที่จริง โดยมีกล้องบันทึกภาพกระบวนการเก็บหลักฐานไว้ อย่างไรก็ตาม ขนาดของเหล็กที่แท้จริงยังคงต้องไปตรวจสอบว่าเป็นไปตามที่ระบุไว้บนวัสดุหรือไม่
ตัวอย่างเหล็กดังกล่าวถูกนำไปตรวจสอบที่สถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย (ITSI) ช่วงบ่ายวันนี้ (31 มี.ค.) โดยมีคณะทำงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วย วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ (วสท.) และตัวแทนจากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ พร้อมสื่อมวลชนร่วมเป็นสักขีพยาน
หลังใช้เวลาตรวจสอบอยู่หลายชั่วโมง นายนนทิชัย ลิขิตาภรณ์ ผู้อำนวยการกองตรวจการมาตรฐาน 1 สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) แถลงข่าวพร้อมตัวแทนจากหน่วยงานที่เข้าร่วมตรวจสอบ เมื่อเวลาประมาณ 19.20 น. ที่ผ่านมา ระบุว่า ตัวอย่างเหล็กที่เจ้าหน้าที่เก็บมาจากที่เกิดเหตุ มีทั้งที่เป็นไปตามมาตรฐาน และไม่เป็นไปตามมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม พบว่าส่วนที่ได้มาตรฐานมีจำนวนมากกว่า
โดยส่วนที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานนั้น ตัวแทนหน่วยงานที่ร่วมตรวจสอบเปิดเผยว่า พบมวลของเหล็ก (น้ำหนักต่อเมตร) รวมถึงความต้านแรงดึง ที่ไม่เป็นไปตามที่กำหนด ซึ่งในการแถลงข่าว เจ้าหน้าที่ที่ร่วมแถลงไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดของผลการตรวจสอบมากนัก โดยให้เหตุผลว่า พวกเขายังต้องเข้าไปเก็บตัวอย่างเหล็กจากสถานที่เกิดเหตุมาวิเคราะห์เพิ่มเติมอีก ซึ่งหากเปิดเผยรายละเอียดไปก่อน อาจทำให้เข้าพื้นที่ไปเก็บหลักฐานได้ยากขึ้น หรือสภาพพื้นที่อาจเปลี่ยนแปลงไป
"ผมยังไม่อยากชี้บ่งไปในตอนนี้นะครับ เพราะว่าเดี๋ยวมันอาจจะไปส่งผลให้ ณ ที่หน้างาน มีการเปลี่ยนแปลงสภาพในบางเรื่อง" ผู้อำนวยการกองตรวจการมาตรฐาน 1 สมอ. ระบุ "คือยิ่งถ้าเราให้รายละเอียดมากเท่าไหร่ สภาพหน้างานอาจจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่เราคาดไม่ถึงนะครับ ขอสงวนตรงนี้ไว้เพื่อให้ผลการพิสูจน์มันสะท้อนข้อเท็จจริงโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพใดที่หน้างาน"
ทำความรู้จักเหล็ก "SD50T" ที่ใช้สร้างอาคาร สตง.
ก่อนหน้านี้ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ภาพเหล็กเส้นที่มีรหัส "SD50T" พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าเหล็กที่มีรหัสตัว T นั้น อาจไม่เหมาะกับการใช้สร้างอาคารสูง ซึ่งโพสต์ดังกล่าวถูกแชร์อย่างรวดเร็วและมีหลายสำนักข่าวในไทยเผยแพร่ต่อ
รศ.เอนก ศิริพานิชกร ที่ปรึกษาสาขาวิศวกรรมโยธา วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ให้ข้อมูลกับบีบีซีไทยในช่วงบ่ายวันนี้ (31 มี.ค.) ว่า เหล็กข้ออ้อยที่มีรหัส "SD50T" นั้น มีความสามารถในการรับน้ำหนักที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าเหล็กรหัส "SD50" ซึ่งถือเป็นเหล็กชั้นคุณภาพสูงสุดที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารในไทยในปัจจุบัน
เขาอธิบายความหมายของรหัส SD ว่าย่อมาจาก "Standard Deformed bar" ซึ่งหมายถึง "ชั้นคุณภาพของเหล็กข้ออ้อย" ส่วนตัวเลข 50 นั้น หมายถึงกำลังดึงที่จุดครากของเหล็ก (จุดที่ถ้าเหล็กถูกดึงถึงจุดนี้แล้วจะไม่คืนสภาพ) ซึ่งเท่ากับไม่น้อยกว่า 5,000 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร
ส่วนตัวอักษร T นั้น รศ.เอนก อธิบายว่า สื่อถึงวิธีการผลิต ซึ่งเหล็กข้ออ้อยดังเดิมที่ไม่ปรากฎตัวอักษร T นี้ จะใช้วิธีการ "เติมคาร์บอน" ทำให้ตัวเหล็กมีกำลังสูง และอาจเติมเคมีอื่น ๆ แต่เหล็กที่ระบุตัวอักษร T ใช้ "กรรมวิธีทางความร้อน" มาทำให้ผิวของเหล็กมีความแข็งโดยที่ไม่ได้ต้องเติมคาร์บอน ซึ่งเป็นวิธีการใหม่กว่าที่ถูกใช้ในการก่อสร้างอาคารต่าง ๆ ในไทยมาเป็นเวลา 20 ปีแล้ว
"มาตรฐานก็มีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 นะครับ เป็นมาตรฐานทั้งเหล็กเส้นกลมและก็เหล็กข้ออ้อย ก็คือ มอก. 20 และ มอก. 24 ซึ่งในนั้นเองเนี่ย เราก็เริ่มมีการผลิตเหล็กในลักษณะที่เป็นด้วยความร้อน ก็เลยระบุไว้นะครับว่า ผู้ผลิตจะต้องระบุว่าตัวนี้ทำด้วยกระบวนการความร้อน ทั้งนี้ก็เพื่อให้ผู้ใช้ทราบล่วงหน้า เพราะสาเหตุสำคัญก็คือว่า พอเราใช้กระบวนการผลิตด้วยความร้อนเนี่ย ผิวมันจะแข็งนะครับ แต่ข้างในจะเป็นชั้นคุณภาพโดยปกติ แต่ว่าการรับน้ำหนักก็รับน้ำหนักเต็มมาตรฐานนะครับ" รศ.เอนก ระบุ
เขาเปิดเผยด้วยว่า ข้อห้ามอย่างเดียวของการใช้เหล็กที่ระบุรหัสตัว T นั้น คือห้ามนำไปกลึงนำเปลือกด้านนอกออก เพราะจะทำให้กำลังของเหล็กหายไป ซึ่งหากใช้งานอย่างถูกต้องแล้ว เหล็กประเภทนี้จะมีความเหนียวกว่าแบบเดิม และมีสมรรถะในการยืดที่ดีขึ้นด้วยซ้ำ
"เนื่องจากว่าตัว T นี่มันได้มาจากตัวเหล็กที่มีกำลังนะครับ ผลิตด้วยกำลังที่ต่ำ แต่ว่าทำให้มันมีกำลังที่สูงขึ้นจากกระบวนการความร้อน ในตัวนี้เองเรายังเชื่อว่ามันจะจะยืดมากกว่า มันจะเหนียวกว่าในเชิงวิศวกรรมครับ" ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธาผู้นี้ระบุ
"แต่มันก็จะมีปัญหาคนก็จะมีความรู้สึกว่า มันก็มีงานวิจัยไหม เช่นว่าเรากลัวเรื่อง fatigue (ความล้า) คือการที่เหล็กได้รับน้ำหนักซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันก็จะเกิดการล้าไหม อันนี้ก็เป็นเป็น question (คำถาม) ซึ่งจริง ๆ แล้วในต่างประเทศก็ผลิตเหล็กด้วยวิธีนี้นะครับ เพียงแต่ว่าเขาไม่ได้ระบุตัว T" เขาอธิบาย
ก่อสร้างตึก สตง. ใช้เหล็กจากบริษัทจีนหรือไม่ ?
นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส.พรรคประชาชน โพสต์ตั้งคำถามว่า เขาสังเกตภาพตัวอย่างเหล็กของกลางที่เจ้าหน้าที่ยึดไป มีการตีตรา SKY ซึ่งตรงกับเหล็กกั้นหน้าโรงงานของบริษัท ซิงเคอหยวน
โดยเขาพบว่าเหล็กดังกล่าวมีการโฆษณาขายในเว็บไซต์หนึ่ง ซึ่ง สส. ผู้นี้ระบุว่า ตนเองเคยสื่อสารไปหลายครั้งว่าโรงเหล็กที่ได้ BOI นี้มีปัญหา เพราะที่ผ่านมาเคยเกิดเหตุทั้งเครนถล่ม ไฟไหม้ รวมถึงเคยได้รับรายงานว่าสร้างมลพิษ และทำเศษเหล็กกระเด็นออกมาโดนโรงงานข้าง ๆ เสียหาย
นายชุติพงศ์ ยังระบุอีกว่า ก่อนหน้านี้ "รมต.เอกณัฐ" เคยมีคำสั่งให้โรงงานดังกล่าวหยุดกิจการและอายัดเหล็กไปบางส่วนแล้ว แต่ตนเองเห็นสภาพปัจจุบันของด้านหน้าโรงงาน ยังเต็มไปด้วยคนงานและคนจีน รวมถึงมีรถจักรยานยนต์จอดจำนวนมาก
ขณะที่สำนักข่าวฐานเศรษฐกิจ รายงานว่า เหล็กเส้นที่ถูกนำมาตรวจสอบที่สถาบันเหล็กฯ วันนี้ มีที่มาจาก 3 บริษัท ได้แก่ SKY (บริษัทซินเคอหยวน ซึ่งเป็นผู้ผลิตจากจีน) TATA (บริษัท ทาทา สตีล ผู้ผลิตจากอินเดีย) และ TYS (เครือบริษัทไทยคูณ ผู้ผลิตจากจีนร่วมทุนกับไทย)
โดยการตรวจสอบของสถาบันเหล็กฯ จะดูทั้งค่าองค์ประกอบทางเคมี ขนาด และน้ำหนัก ว่าเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่
ด้าน รศ.เอนก ยืนยันกับบีบีซีไทยว่า ตัวอย่างเหล็กที่พบส่วนใหญ่ มีสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าผลิตจากโรงงานของบริษัทจีนที่มาตั้งฐานในประเทศไทย
"ตรงไปตรงมาส่วนใหญ่ก็จะเป็นเหล็กที่ผลิตมาจากบริษัทที่มาตั้งโรงงานในประเทศไทยนะครับ บริษัทจีนที่มาตั้งโรงงาน" เขาระบุพร้อมอธิบายว่า ที่ผ่านมาบริษัทจีนที่เข้ามาตั้งโรงงานผลิตเหล็กในไทยนั้น มักจะใช้วิธีการผลิตที่แตกต่างจากผู้ประกอบการไทย
โดยในการทำเหล็กแท่งทรงยาว เขาระบุว่า ปกติจะต้องมีกระบวนการ "ต้มเหล็ก" คือ นำเศษเหล็กมาทำให้เหลว และทำให้บริสุทธิ์ ซึ่งวิธีการดั้งเดิมที่ผู้ประกอบการไทยใช้มี 3 วิธี คือ ใช้เตาอิเล็กทริก (Electric Arc Furnace) เตาโอเพนฮาร์ธ (Open Hearth Furnace - ปัจจุบันเลิกใช้แล้ว) และ เตาเบสิกออกซิเจน (Basic Oxygen Furnace)
แต่วิธีการของผู้ประกอบการจีนนั้น ส่วนใหญ่จะใช้เตาที่เรียกว่า "เตาอินดักชัน" (Induction Furnace) ซึ่งมีการกำหนดมาตรฐานรองรับมาตั้งแต่ปี 2559 หลังมีผู้ประกอบการเข้ามาตั้งฐานในไทย โดยเหล็กที่ผลิตออกมาด้วยวิธีนี้ จะมีสัญลักษณ์ IF ระบุไว้ที่ท้ายของตัวบาร์มาร์ก (รหัส) ที่ปรากฏบนเหล็ก
"กลุ่มประเทศจีนเขาจะผลิตเหล็กในลักษณะที่ใช้เตาอินดักชัน (Induction) ซึ่งเตาอินดักชัน ในข้อกำหนดเราก็จะมีว่า ถ้าจะผลิต ขนาดต้องเท่าไหร่ของเตานะครับ ต้องมีการเทต่อเนื่องหรืออะไรต่าง ๆ ลักษณะของเตาอินดักชั่นก็เหมือนเตาหม้อสุกี้นะครับ ขนาดใหญ่มาก" เขาอธิบาย
"เหล็กขนาดนี้ที่เราไปเห็น ท้ายสุดของตัวบาร์มาร์กในเหล็ก จะลงว่าเป็น EF หรือเป็น IF หรือเป็น OH อันนี้ก็เป็นกระบวนการที่เราทำเพื่อให้ผู้ใช้ได้ทราบว่า เขาผลิตเหล็กมาจากเตาอย่างไรครับ"
"เหล็กที่ทำในประเทศไทย เราจะเป็น EF เป็นส่วนใหญ่นะครับ ส่วนเหล็กที่ผลิตจากเตา Induction เนี่ยมันจะลงท้ายด้วย IF เพราะฉะนั้นกระบวนการเนี่ย เป็นกระบวนการที่ถ้าเขาทำได้ตามมาตรฐาน ก็ไม่ได้เป็นประเด็นครับ" เขากล่าวสรุป
เหล็กจีนรุกตลาด กระทบผู้ประกอบการไทย
สำนักข่าวกรุงเทพธุรกิจ เคยรายงานเมื่อ 12 ส.ค. ปีแล้ว ถึงกรณีอุตสาหกรรมเหล็กไทย ได้รับผลกระทบจากเหล็กจีนที่เข้ามาแข่งขันในตลาดอาเซียนตลอดช่วงทศวรรษนี้
รายงานดังกล่าว อ้างอิงการให้ข้อมูลจาก นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ที่เปิดเผยกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ในขณะนั้นว่า ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2567 (ม.ค.-มิ.ย.) อัตราการใช้กำลังผลิตของอุตสาหกรรมเหล็กไทย อยู่ที่ระดับ 29.3% ซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบ 7 ปี
ขณะที่มีบริษัทจีนเข้ามาลงทุนขนาดกำลังการผลิตรวม 12.42 ล้านตัน เทียบกับความต้องการใช้เหล็กของไทยในปี 2567 อยู่ที่ 16 ล้านตัน ทำให้การเข้ามาของบริษัทจีน กระทบกับผู้ประกอบการไทย เนื่องจากกำลังการผลิตเหล็กของผู้ประกอบการไทยเพียงพอต่อความต้องการใช้เหล็กในประเทศอยู่แล้ว
รายงานดังกล่าว ยังอ้างถึง บริษัทผู้ผลิตเหล็กในไทยบางแห่ง ที่ประกาศหยุดกิจการชั่วคราว ด้วยเหตุผลสภาวะทางเศรษฐกิจ และผลกระทบจากอุตสาหกรรมเหล็กจากนอกประเทศที่เข้ามาเข้ามาประกอบธุรกิจในไทย
ในห้วงเวลา 3 - 4 เดือนที่ผ่านมา มีรายงานข่าวผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงอุตสาหกรรม ชุดที่ใช้ชื่อว่า "ทีมตรวจการสุดซอย" เข้าตรวจยึดเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต และเหล็กข้ออ้อย ที่ไม่ได้มาตรฐาน อยู่หลายครั้ง อาทิ
- 12 มี.ค. 2568 ตรวจยึดอายัดเหล็กข้ออ้อย ชั้นคุณภาพ SD 40 ความยาว 10 เมตร จำนวน 230 ตัน มูลค่าประมาณ 4.6 ล้านบาท จากบริษัท เอบี สตีล จำกัด ต.ศาลาลำดวน อ.เมืองสระแก้ว จ.สระแก้ว หลังพบว่ามีขนาดสั้นกว่ามาตรฐาน
- 19 ก.พ. 2568ยึดอายัดเหล็กเส้นกลม ชั้นคุณภาพ SR24 จำนวน 1,148 ตัน มูลค่ากว่า 22.9 ล้านบาท จากบริษัท ชลบุรี สเปเชียล สตีล กรุ๊ป จำกัด ต.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างไทย-จีน โดยมีบริษัท เถิง เฟิง สตีล จำกัด เป็นผู้ร่วมลงทุน หลังพบว่าไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานในรายการเครื่องหมายและฉลาก ระยะห่างระหว่างตัวนูน
- 10 ม.ค. 2568ยึดอายัดเหล็กข้ออ้อยชั้นคุณภาพ SD 40 และ SD 50 จำนวน 2,441 ตัน มูลค่าราว 49.2 ล้านบาท จากบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด จ.ระยอง ไม่ได้มาตรฐาน โดยตกเกณฑ์ที่สำคัญที่ส่งผลโดยตรงกับความแข็งแรงของเหล็ก
- 7 ธันวาคม 2567 ยึดอายัดเหล็กเส้นน้ำหนักหมื่นกว่าตัน มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท จากบริษัทแห่งหนึ่งใน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี หลังพบนำเหล็กไม่ได้มาตรฐาน มาขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งการตรวจค้นพบว่าบริษัทจดทะเบียนได้รับใบอนุญาตถูกต้อง แต่ได้รับการว่าจ้างจากกลุ่มทุนชาวจีนให้ผลิตเหล็กไม่ได้มาตรฐานเพื่อจำหน่ายในประเทศไทย