เปิด 5 วิธี จีนตอบโต้มาตรการภาษีของสหรัฐฯ

A gantry crane lifts containers at the Nanchang International Dry Port in Nanchang, Jiangxi province, China

ที่มาของภาพ, Getty Images

    • Author, ไมเคิล เรซ
    • Role, ผู้สื่อข่าวธุรกิจ

สงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจของโลกที่กุมเศรษฐกิจอันดับที่หนึ่งและสองเอาไว้ในมือยิ่งขยายตัวขึ้นไปอีก เมื่อจีนเลือกเอาคืนนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ผ่านมาตรการของพวกเขาเอง

รัฐบาลจีนได้ออกมาตรการตอบโต้ โดยตั้งเป้าเก็บภาษีกับสินค้าสหรัฐฯ บางรายการ รวมถึงมาตรการอื่น ๆ เพื่อตอบสนองต่อภาษีเหมารวม 10% ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้กับสินค้านำเข้าจากจีนทั้งหมดที่เข้าสู่สหรัฐฯ

ในบางมิติ การตอบโต้ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นส่วนหนึ่งของข้อพิพาททางการค้าที่ดำเนินมาอย่างยาวนานระหว่างสองประเทศ โดยก่อนหน้านี้มีการกำหนดและขู่ใช้มาตรการทางภาษีกับสินค้าต่าง ๆ มาตั้งแต่ปี 2018

ทรัมป์ระบุว่าเขาวางแผนจะพูดคุยกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อตกลงได้ อย่างไรก็ตาม หากจีนดำเนินมาตรการตอบโต้ในวันที่ 10 ก.พ. ตามแผน ผลกระทบจะเป็นอย่างไร

ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ

Vehicles transfer coal at the coal terminal of Lianyungang Port in Lianyungang, in eastern China's Jiangsu province

ที่มาของภาพ, Getty Images

มาตรการโต้กลับของจีนต่อภาษีของทรัมป์ส่วนหนึ่งคือการประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ได้แก่ ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในอัตรา 10% และน้ำมันดิบในอัตรา 15%

มาตรการดังกล่าวทำให้บริษัทที่ต้องการนำเข้าพลังงานฟอสซิลจากสหรัฐฯ จะต้องจ่ายภาษีเพิ่มเพื่อนำเข้าสินค้าเหล่านั้นเ

จีนเป็นผู้นำเข้าถ่านหินรายใหญ่ที่สุดของโลก ทว่าส่วนใหญ่ได้มาจากอินโดนีเซีย ขณะที่รัสเซีย ออสเตรเลีย และมองโกเลีย ก็เป็นหนึ่งในผู้ส่งออกหลักให้กับจีน

จีนได้เพิ่มปริมาณนำเข้าก๊าซ LNG จากสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ในปี 2023 ปริมาณนำเข้าเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าจากปี 2018 ตามข้อมูลของกรมศุลกากรจีน

อย่างไรก็ตาม การค้าพลังงานฟอสซิลระหว่างจีนและสหรัฐฯ ถือว่ามีขนาดเล็ก โดยในปี 2023 ปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบจากสหรัฐฯ คิดเป็นเพียง 1.7% ของยอดนำเข้ารวมของจีน ซึ่งบ่งชี้ว่าจีนไม่ได้พึ่งพาสหรัฐฯ มากนัก และผลกระทบจากภาษีอาจมีเพียงเล็กน้อยต่อเศรษฐกิจของจีน

รีเบคกา ฮาร์ดิง นักเศรษฐศาสตร์ด้านการค้าและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของศูนย์วิจัยด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ กล่าวว่า จีนสามารถจัดหาพลังงานจากรัสเซียเพิ่มขึ้นได้อย่างง่ายดาย ซึ่งที่ผ่านมาจีนก็ซื้อนำมันราคาถูกจากรัสเซียอยู่แล้ว เนื่องจากรัฐบาลรัสเซียต้องการเม็ดเงินมาสนับสนุนสงครามของพวกเขา

ในทางกลับกัน สหรัฐฯ เองก็เป็นผู้ส่งออกก๊าซ LNG รายใหญ่ที่สุดของโลก และยังมีลูกค้ารายอื่น ๆ อีกมาก โดยเฉพาะกับสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป

เครื่องจักรทางการเกษตร รถกระบะ และรถยนต์ขนาดใหญ่

นอกจากเชื้อเพลิงแล้ว จีนยังได้กำหนดภาษีนำเข้า 10% สำหรับเครื่องจักรทางการเกษตร รถกระบะ และรถยนต์ขนาดใหญ่บางประเภท

อย่างไรก็ตาม จีนไม่ได้เป็นผู้นำเข้ารถกระบะจากสหรัฐฯ รายใหญ่ ส่วนใหญ่จีนนำเข้ารถยนต์จากยุโรปและญี่ปุ่น ดังนั้น ภาษี 10% ที่กำหนดกับสินค้ากลุ่มนี้ ซึ่งมีปริมาณการนำเข้าในระดับต่ำอยู่แล้ว จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคมากนัก

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนได้เพิ่มการลงทุนในเครื่องจักรทางการเกษตร เพื่อยกระดับการผลิต ลดการพึ่งพาการนำเข้า และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร ดังนั้น การกำหนดภาษีเครื่องจักรทางการเกษตรครั้งนี้ อาจเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการสนับสนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศ

จูเลียน อีแวนส์-พริทชาร์ด หัวหน้าฝ่ายเศรษฐศาสตร์จีนของแคปปิตอล อีโคโนมิกส์ (Capital Economics) กล่าวว่า มาตรการภาษีเหล่านี้ถือว่า "ค่อนข้างเบา อย่างน้อยเมื่อเทียบกับมาตรการของสหรัฐฯ"

เขาระบุว่าสินค้าที่จีนกำหนดเป้าหมายมีมูลค่าประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี หรือประมาณ 12% ของการนำเข้าทั้งหมดจากสหรัฐฯ เท่านั้น

"ตัวเลขนี้แตกต่างอย่างมากจากมูลค่ากว่า 4.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ของสินค้าจีนที่ถูกสหรัฐฯ ขึ้นภาษี"

อย่างไรก็ตาม เขาเสริมว่า การดำเนินการของจีนถูกออกแบบมาเพื่อส่งสารถึงสหรัฐฯ และประชาชนภายในประเทศ โดยไม่ก่อให้เกิดความเสียหายมากเกินไป

สอบสวนกูเกิล

ทางการจีนยังได้ประกาศมาตรการที่ไม่ใช่การขึ้นภาษีเพิ่มเติม หนึ่งในนั้นคือการสอบสวนเกี่ยวกับการผูกขาดของกูเกิล ยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของสหรัฐฯ

ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าการสอบสวนจะครอบคลุมเรื่องใดบ้าง แต่เพื่อให้เห็นภาพ กูเกิลถูกบล็อกการให้บริการค้นหาในจีนมาตั้งแต่ปี 2010

อย่างไรก็ตาม กูเกิลยังคงมีธุรกิจบางส่วนในประเทศ โดยให้บริการแอปพลิเคชันและเกมแก่ตลาดจีน ผ่านการร่วมมือกับนักพัฒนาท้องถิ่น

ทั้งนี้ รายได้จากจีนคิดเป็นเพียงประมาณ 1% ของยอดขายทั่วโลกของกูเกิล ซึ่งหมายความว่าหากต้องยุติธุรกิจในจีนโดยสิ้นเชิง ผลกระทบต่อบริษัทอาจไม่รุนแรงมากนัก

"คาลวิน ไคลน์" ถูกเพิ่มเข้าสู่รายชื่อ 'หน่วยงานที่ไม่น่าเชื่อถือ'

Calvin Klein jeans of different styles hung up in a row on pegs

ที่มาของภาพ, Getty Images

จีนได้เพิ่ม PVH บริษัทอเมริกันเจ้าของแบรนด์ดีไซเนอร์ Calvin Klein (คาลวิน ไคลน์) และ Tommy Hilfiger (ทอมมี ฮิลฟิเกอร์) เข้าไปในรายชื่อ "หน่วยงานที่ไม่น่าเชื่อถือ" โดยกล่าวหาว่าบริษัทใช้ "มาตรการเลือกปฏิบัติต่อธุรกิจจีน"

รัฐบาลจีนกำหนดบัญชีชื่อดังกล่าวขึ้นเมื่อปี 2020 ท่ามกลางความตึงเครียดทางการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้น มีบริษัทสหรัฐฯ อื่น ๆ อยู่ในบัญชีนี้เช่นกัน

การถูกขึ้นบัญชีนี้จะทำให้ Calvin Klein และ Tommy Hilfiger ทำธุรกิจในจีนได้ยากขึ้น โดยอาจเผชิญมาตรการคว่ำบาตร เช่น ค่าปรับ และการเพิกถอนวีซ่าทำงานของพนักงานต่างชาติ

นอกจากนี้ หน่วยงานกำกับดูแลของจีนจะเข้าไปตรวจสอบโรงงานของบริษัทเหล่านี้ ตามข้อมูลจาก อันเดรียส ช็อตเตอร์ ศาสตราจารย์ด้านธุรกิจระหว่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยเวิสเทิร์นในแคนาดา

อย่างไรก็ดี สหรัฐฯ ก็มี "รายชื่อหน่วยงานที่ถูกควบคุม" (Entity List) ของตนเองเช่นกัน ซึ่งห้ามไม่ให้องค์กรบางแห่งของจีนซื้อสินค้าจากบริษัทอเมริกันโดยไม่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลก่อน

"จีนกำลังตอบโต้ในลักษณะเดียวกับที่ทรัมป์กล่าวหาบริษัทจีน นี่เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางแยกตัวทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ขับเคลื่อนโดยสหรัฐฯ" ศาสตราจารย์ช็อตเตอร์กล่าว

ควบคุมการส่งออกแร่ธาตุหายาก

ขณะที่จีนได้กำหนดภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศสำหรับบริษัทที่ต้องการนำเข้า จีนยังได้บังคับใช้มาตรการควบคุมการส่งออกโลหะหายาก 25 ชนิด

โลหะบางชนิดเป็นองค์ประกอบสำคัญของผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ทางการทหาร จีนเป็นผู้นำด้านการกลั่นโลหะเหล่านี้ โดยผลิตได้เกือบ 90% ของปริมาณการกลั่นโลหะหายากทั่วโลก

รายการโลหะที่ถูกจำกัดยังรวมไปถึงทังสเตน ซึ่งเป็นวัสดุสำคัญในอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ และหาแหล่งผลิตทดแทนได้ยาก

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจีนจะจำกัดการส่งออกโลหะบางชนิด แต่ จูเลียน อีแวนส์-พริทชาร์ด จาก แคปปิตอลอีโคโนมิกส์ชี้ว่า จีนไม่ได้กำหนดมาตรการใด ๆ กับ โลหะสำคัญที่นำเข้าจากสหรัฐฯ ซึ่งใช้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ เครื่องจักรเซมิคอนดักเตอร์ ยา และอุปกรณ์อวกาศ

จากประสบการณ์ในรอบที่ผ่าน ๆ มา การจำกัดการส่งออกโลหะหายากมักทำให้ปริมาณการส่งออกลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ ต้องเร่งขอใบอนุญาต ซึ่งอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์

สำหรับผลกระทบของมาตรการนี้ สหรัฐฯ ดูเหมือนจะมีแผนรองรับไว้แล้ว โดยเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่าเขาต้องการให้ยูเครนรับประกันการจัดหาวัสดุโลหะหายากเพิ่มเติม เพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือมูลค่า 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในสงครามต่อต้านรัสเซีย