You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
โครงการก๊าซธรรมชาติของ ปตท.สผ. ในเมียนมา เชื่อมโยงกับรัฐบาลทหารอย่างไร ?
- Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
กลุ่ม ปตท.สผ. ซึ่งเป็นทั้งรัฐวิสาหกิจและบริษัทมหาชนของไทยได้ขึ้นมาเป็นผู้ดำเนินการหลักใน 2 แหล่งก๊าซธรรมชาติของเมียนมา นับตั้งแต่บริษัทสัญชาติตะวันตกทยอยถอนการลงทุนออกหลังเกิดการรัฐประหารในเมียนมาเมื่อปี 2564
นานาชาติออกมาตรการคว่ำบาตรรัฐวิสาหกิจของเมียนมาที่ชื่อว่า MOGE (Myanmar Oil and Gas Enterprise) ที่กำกับดูแลอุตสาหกรรมก๊าซและน้ำมันของเมียนมา เนื่องจากมองว่าเป็นแหล่งรายได้ของรัฐบาลทหาร ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมาอยู่ในขณะนี้
ด้านภาคประชาสังคมในไทยเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเจรจากับกลุ่ม ปตท.สผ. ให้ปรับท่าทีการลงทุนในแหล่งก๊าซของเมียนมา เพื่อไม่ให้เม็ดเงินของบริษัทไทยถูกนำไปใช้ในกิจการทหารและสนับสนุนการเข่นฆ่าประชาชนในเมียนมาอีกต่อไป
อย่างไรก็ตามพบว่าปลายปีที่แล้ว ผู้บริหารระดับสูงของ ปตท.สผ. บอกกับสื่อต่างประเทศว่าต้องการต่อสัมปทาน 2 แหล่งก๊าซในเมียนมา ด้วยเหตุผลว่าเพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของทั้งสองประเทศ
ทั้งนี้ แผนกบริหารงานสื่อมวลชนของ ปตท.สผ. ยืนยันกับบีบีซีไทยว่าบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ มุ่งเน้นความมั่นคงทางพลังงานและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งในไทยและเมียนมา
รู้จัก MOGE กระเป๋าเงินของรัฐบาลทหารเมียนมา
รัฐวิสาหกิจในเมียนมามีสิทธิผูกขาดกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ 12 ภาคส่วน หนึ่งในนั้นคือบริษัท MOGE (Myanmar Oil and Gas Enterprise) ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลภาคอุตสาหกรรมก๊าซและน้ำมันของเมียนมา รวมถึงมีหน้าที่รับผิดชอบออกใบอนุญาตและเก็บภาษีส่วนหนึ่งที่ได้จากผลกำไรของเอกชนที่อยู่ใน “สัญญาแบ่งปันผลผลิต (production-sharing contracts)” หรือร่วมทุนกับ MOGE
ย้อนไปเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2564 พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนและจัดตั้งสภาบริหารแห่งรัฐ (State Administration Council – SAC) เพื่อใช้อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการของรัฐ
จากนั้นวันที่ 2 ก.พ. 2564 ทาง SAC แต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไฟฟ้าและพลังงานซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแล MOGE โดยตรง ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่และระบอบรัฐบาลทหารได้รับผลประโยชน์จาก MOGE
สำนักข่าวเมียนมานาว รายงานว่า เมียนมาได้รับรายได้จากแหล่งก๊าซธรรมชาติหลายประเภท รวมถึงส่วนแบ่งกำไรของรัฐบาลจากการขายส่งออกก๊าซ ค่าสัมปทาน และภาษีเงินได้จากกำไรของบริษัทน้ำมัน ซึ่ง MOGE เป็นผู้รวบรวมเก็บส่งให้กับรัฐบาล
นอกจากนี้ MOGE ยังได้รับผลกำไรจากการถือหุ้นในแหล่งก๊าซและท่อส่งก๊าซต่าง ๆ รวมถึงค่าธรรมเนียมการขนส่งผ่านท่อก๊าซซึ่งทางรัฐวิสาหกิจแห่งนี้เป็นเจ้าของด้วย
“ความจริงคือ รายได้จากก๊าซทั้งหมดอยู่ในมือรัฐบาลทหาร เพราะพวกเขาควบคุม MOGE กระทรวงการคลัง และธนาคารของรัฐ” รายงานข่าวของเมียนมานาว ระบุ
พับลิช วอท ยู เพย์ หรือ พีดับบลิวยูพี (Publish What You Pay-PWYP) องค์กรภาคประชาสังคมจากอังกฤษ ระบุไว้ในบทวิเคราะห์เมื่อปี 2565 ว่า หลังเกิดการรัฐประหาร ทางรัฐบาลทหารควบคุมบัญชีธนาคารของหน่วยงานรัฐและส่วนราชการทั้งหมด ส่งผลให้กองทัพเมียนมาสามารถเข้าถึงบัญชีเหล่านั้นได้ ซึ่งรวมถึงรายได้จากก๊าซธรรมชาติซึ่งทางผู้ดำเนินการหลักอย่างโททาลเอเนอร์ยี่ส์ อีพี เมียนมา (TotalEnergies) และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ชำระเป็นสกุลเงินต่างประเทศให้กับ MOGE ผ่านบัญชีธนาคารระหว่างประเทศซึ่งถือครองโดยธนาคารการค้าต่างประเทศแห่งเมียนมา หรือ เอ็มเอฟทีบี (Myanmar Foreign Trade Bank-MFTB)
ขณะที่ รายงานของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ปี 2565 ระบุว่า MOGE เป็นรัฐวิสาหกิจที่เป็นแหล่งรายได้ขนาดใหญ่ที่สุดของรัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งพบว่าในช่วงปี 2560-2561 ทางบริษัทเคยจัดเก็บรายได้ได้เกือบ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 14,400 ล้านบาท) และมากกว่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 28,000 ล้านบาท) ในไตรมาสสองของปี 2565 ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่มาจากแหล่งก๊าซยาดานา จากข้อมูลที่สำนักข่าวอิรวดีรายงาน
กลุ่ม ปตท.สผ. ทำธุรกิจร่วมกับ MOGE อย่างไรบ้าง
บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ประกอบธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งในและต่างประเทศ โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2566 กลุ่ม ปตท.สผ. มีโครงการด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในหลายประเทศทั่วโลก หนึ่งในนั้นคือประเทศเมียนมาซึ่งดำเนินการโดย บริษัท ปตท. สผ. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของกลุ่ม ปตท.สผ.
สำหรับแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ทางกลุ่ม ปตท.สผ. เข้าไปดำเนินการในเมียนมานั้นปัจจุบันมีอยู่ 2 แหล่ง ได้แก่ แหล่งซอติก้า และ แหล่งยาดานา รวมถึง 1 แหล่งสำรวจที่มีชื่อว่าโครงการเมียนมา M3 ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน โดยสองแหล่งแรกมี MOGE เป็นผู้ร่วมลงทุนหลังบริษัทต่างชาติรายอื่น ๆ ทยอยถอนการลงทุนหลังเกิดการรัฐประหารในเมียนมาขึ้น
- แหล่งซอติก้า
ในรายงานประจำปี 2566 ของ ปตท.สผ. ระบุว่า โครงการซอติก้าเป็นโครงการก๊าซธรรมชาติที่ตั้งอยู่นอกชายฝั่งอ่าวเมาะตะมะของประเทศเมียนมา โดยกลุ่ม ปตท.สผ. มีสัดส่วนการลงทุนอยู่ที่ 80% และเป็นผู้ดำเนินการผลิตด้วย ขณะที่ MOGE เป็นผู้ร่วมทุนในสัดส่วน 20%
ปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติจากแหล่งนี้ในปี 2566 โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 330 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดยส่งขายให้กับบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. เพื่อใช้ในประเทศไทย และบางส่วนส่งขายให้กับ MOGE
- แหล่งยาดานา
โครงการนี้เป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติที่ตั้งอยู่นอกชายฝั่งอ่าวเมาะตะมะเช่นกัน ปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติของแหล่งนี้โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 516 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน โดย 70% ของก๊าซจากแหล่งนี้ส่งขายให้กับ ปตท. เพื่อจ่ายไฟฟ้าให้กับภาคตะวันตกของประเทศไทย และอีก 30% ส่งขายให้กับ MOGE เพื่อใช้ในประเทศเมียนมา ทั้งนี้พบว่าครึ่งหนึ่งของไฟฟ้าที่ใช้ในนครย่างกุ้งมาจากแหล่งยาดานา
ก่อนหน้านี้ โครงการยาดานามีผู้ดำเนินการหลักคือ บริษัท โททาลเอเนอร์ยี่ส์ อีพี เมียนมา (TotalEnergies) บริษัทปิโตรเลียมสัญชาติฝรั่งเศสซึ่งถือสัดส่วนการลงทุน 31.2375% โดยมี ยูโนคอล เมียนมา ออฟชอร์ คอมพานี จำกัด หรือ ยูเอ็มโอซี (Unocol Myanmar Offshore Company Limited - UMOC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในเครือเชฟรอน (Chevron) ร่วมลงทุนในสัดส่วน 28.2625% ขณะที่กลุ่ม ปตท.สผ. มีสัดส่วนการลงทุนอยู่ที่ 25.5% และ MOGE 15%
รัฐประหารที่เกิดขึ้นในปี 2564 ส่งผลให้ทางสหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรป ออกคำสั่งคว่ำบาตรบุคคลและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลทหารเมียนมา และหนึ่งในบริษัทที่ถูกคว่ำบาตรคือ MOGE
“MOGE มอบรายได้จากต่างประเทศหลายร้อยล้านดอลลาร์ทุกปี ให้กับกองทุนรัฐบาลทหาร ซึ่งใช้ซื้ออาวุธและยุทโธปกรณ์ทางทหารจากต่างประเทศ” แถลงการณ์กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ระบุ
แรงกดดันจากนานาชาติส่งผลให้บริษัทต่างชาติจำนวนหนึ่งถอนการลงทุนในประเทศเมียนมา และโททาลฯ ซึ่งเคยเป็นผู้ดำเนินงานหลักในแหล่งก๊าซยาดานาคือหนึ่งในนั้น โดยทางบริษัทฯ ระบุในแถลงการณ์ชัดเจนว่า ทางบริษัทฯ ไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังของผู้ถือหุ้นและองค์กรภาคประชาสังคมทั้งในและต่างประเทศ ที่เรียกร้องให้หยุดส่งรายได้ไปยังรัฐบาลทหารผ่าน MOGE จากการผลิตในยาดานาได้
“สิ่งนี้ไม่สามารถเป็นไปได้ในความเป็นจริง เนื่องจากการชำระเงินค่าขายก๊าซส่วนใหญ่ เป็นการชำระโดยตรงจากบริษัท ปตท. ซึ่งเป็นผู้ซื้อก๊าซที่ส่งออก” โททาลฯ ระบุ “สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรมที่แย่ลงอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารในเมียนมาเมื่อเดือน ก.พ. 2564 ทำให้เราประเมินสถานการณ์อีกครั้ง และไม่อาจยอมให้โททาลเอเนอร์ยี่ส์สร้างคุณูปการที่ดีให้ประเทศนี้ต่อไปได้”
ทางโททาลฯ ประกาศถอนการลงทุนจากโครงการแหล่งยาดานาในเดือน ม.ค. 2565 ต่อมาในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ทางเชฟรอนก็แถลงการณ์ถอนการลงทุนด้วยเช่นกัน แต่ไม่ได้อธิบายถึงเหตุผลการถอนตัวอย่างชัดเจน โดยล่าสุดกลุ่มเชฟรอนเพิ่งถอนการลงทุนเบ็ดเสร็จไปเมื่อ เม.ย. ที่ผ่านมา
การถอนการลงทุนโดยโททาลฯ และบริษัทในเครือเชฟรอน ส่งผลให้ 2 กลุ่มบริษัทที่เหลือมีสัดส่วนการลงทุนเพิ่มขึ้น โดยกลุ่ม ปตท.สผ. มีสัดส่วนการลงทุนในแหล่งยาดานาเพิ่มขึ้นเป็น 62.963% และ MOGE ถือสัดส่วนการลงทุน 37.037% ทั้งนี้ ทางกลุ่ม ปตท.สผ. ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ดำเนินการหลักแทนโททาลฯ
ในการประชุมผู้ถือหุ้นสามัญประจำปี 2565 ของ ปตท.สผ. ทางบริษัทฯ ตอบคำถามผู้ถือหุ้นว่า การขอยุติการลงทุนของบริษัทโททาลฯ เป็นการสละสิทธิและสัดส่วนการลงทุน และไม่ถือเป็นการซื้อขายหุ้น ดังนั้น โททาลฯ จะไม่ได้รับค่าตอบแทนใด ๆ โดยสัดส่วนการลงทุนของโททาลฯ จะถูกนำมาแบ่งให้ผู้ร่วมทุนที่เหลืออยู่ตามสัดส่วนการลงทุนเดิมของผู้ร่วมทุนแต่ละราย การรับสัดส่วนเพิ่มในโครงการยาดานา และการเข้าเป็นผู้ดำเนินการ (operator) ของ ปตท.สผ. จึงไม่ถือเป็นการเสนอซื้อ และไม่ได้มีการจ่ายค่าซื้อใด ๆ โดยบริษัทได้รับทราบและพิจารณาถึงความเสี่ยงทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นแล้ว
“อย่างไรก็ดี ก๊าซธรรมชาติจากประเทศเมียนมามีความสำคัญต่อประเทศไทยมาก และยังรวมถึงบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย เนื่องจากเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของพลังงานของประเทศ จึงต้องพิจารณาถึงประเด็นอื่น ๆ และแนวทางของหน่วยงานต่างๆ ร่วมด้วย เช่น ปตท. และกระทรวงการต่างประเทศ” รายงานประชุมผู้ถือหุ้นสามัญประจำปี 2565 ของ ปตท.สผ. ระบุ
- โครงการเมียนมา M3
เป็นแหล่งสำรวจก๊าซธรรมชาติที่อยู่ในอ่าวเมาะตะมะของเมียนมา โดยมี ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินการ 100% เนื่องจากบริษัท Mitsui Exploration Company Limited (MOECO) ผู้ร่วมทุนสัญชาติญี่ปุ่นซึ่งเคยถือสัดส่วนการลงทุน 20% ได้ยุติการร่วมทุนเมื่อเดือน พ.ย. 2565 หลังเกิดการรัฐประหารในเมียนมาได้ปีกว่า
ปตท.สผ. กับท่าทีการลงทุนในเมียนมา
นายธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร หนึ่งในผู้ประสานงานคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) บอกกับบีบีซีไทยว่า กลุ่ม ปตท.สผ. เป็นทั้งรัฐวิสาหกิจ และบริษัทมหาชนที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมากที่ทางบริษัทควรปรับท่าทีการลงทุนเพื่อไม่เพิ่มความมั่งคั่งให้กับกองทัพเมียนมาอีกต่อไป
“ผมคิดว่ารัฐบาลไปคุยกับ ปตท. ได้ เพื่อให้เห็นตรงกันว่าควรปรับท่าทีร่วมกันในเวทีโลก เราจะต้องเน้นเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนให้มันมากขึ้น ไม่ใช่แค่ในส่วนของประเทศเราเอง แต่มันต้องเชื่อมโยงกับภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป”
โดยนายธีระชัยมองว่าล่าสุดประเทศได้ออกแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ระยะที่ 2 แล้ว รวมถึงสมัครเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศ OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา) และลงสมัครสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ วาระปี 2568-2570 แต่ทั้งหมดนี้จะมีน้ำหนักบนเวทีโลกมากขึ้น หากไทยพิสูจน์ให้ประชาคมโลกเห็นว่าประเทศเอาจริงเอาจังกับปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนผ่านนโยบายการลงทุนของรัฐวิสาหกิจไทยในเมียนมา
ผู้ทำงานในคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน บอกกับบีบีซีไทยด้วยว่า กลุ่ม ปตท.สผ. ไม่ควรต่อสัมปทานใด ๆ เพิ่มเติมต่อจากนี้ โดยเฉพาะแหล่งก๊าซยาดานาที่กำลังจะหมดสัมปทานลงในอีก 4 ปีข้างหน้า และควรหาหนทางใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานสะอาดอื่น ๆ ทดแทน
“ประเทศไทยให้คำมั่นจากเวทีโลกว่าจะเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำให้ได้ ดังนั้นก็ควรเพิ่มการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และควรออกกฎที่เอื้อให้ประชาชนสามารถส่งขายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับรัฐได้ มันต้องมองในระยะยาวว่าพลังงานต้องสะอาดและเป็นธรรม และปรับตัวเพื่อไม่ให้เราต้องพึ่งพาแหล่งก๊าซจากเมียนมา เพื่อที่เงินบางส่วนจะไม่ถูกนำไปใช้ในการปราบปรามประชาชน” นายธีระชัย กล่าว
นอกจากนี้ ผู้ประสานงานคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดนยังแนะนำด้วยว่า ทางกลุ่ม ปตท.สผ. ควรนำเงินที่นำส่งให้ MOGE ไปเก็บไว้ในบัญชีรับฝากและจ่ายเงินแบบมีเงื่อนไขตามคำสั่ง หรือ Escrow Account เพื่อกำหนดเงื่อนไขไม่ให้นำเงินส่วนนี้ไปใช้ในกิจการกองทัพ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับโครงการก๊าซธรรมชาติชเว (Shwe gas project) ซึ่งเป็นโครงการส่งก๊าซธรรมชาติไปยังประเทศจีนจากเมียนมา และผู้ดำเนินการหลักก็นำเงินเข้า Escrow Account เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการคว่ำบาตรของนานาชาติและมั่นใจได้ว่าเงินส่วนนี้จะไม่ถูกนำไปใช้ในกิจการทหาร ขณะที่จีนก็ยังนำเข้าก๊าซธรรมชาติต่อไปได้
ด้าน น.ส.กรกนก วัฒนภูมิ สมาชิกคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน กล่าวเสริมว่า รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของไทยแห่งนี้มี 2 บทบาท โดยกลุ่ม ปตท.สผ. คือผู้ผลิต ขณะที่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. คือผู้รับซื้อก๊าซ
“ที่ผ่านมาผู้ถอนการลงทุนอย่างโททาลฯ และยูโนคอลฯ ล้วนเป็นฝ่ายผู้ผลิต ดังนั้นแอคชั่น (action) ของฝั่งผู้ผลิต [ปตท.สผ.] จะดำเนินการต่อหรือเปล่า หรือหากผู้ผลิตเปลี่ยนแปลงไป สมมติทาง ปตท.สผ. ถอนตัว มันก็คงมีบริษัทใหม่เข้ามาทำ แต่ทาง ปตท. จะยังคงรับซื้อ [ก๊าซ] อยู่หรือเปล่า ?” น.ส.กรกนก ตั้งข้อสังเกต
ผลกระทบต่อไทย หากไม่นำเข้าก๊าซธรรมชาติจากเมียนมา
จากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ระบุว่าตั้งแต่ปี 2559-2566 ไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากเมียนมาราว 15-16% ต่อปี โดยหลัก ๆ มาจากแหล่งยาดานา และส่วนใหญ่ถูกนำไปใช้ในการผลิตไฟฟ้าให้กับโรงไฟฟ้าในภาคตะวันตกของไทย
หลังจาก MOGE ถูกนานาชาติคว่ำบาตรได้ไม่นาน ทางสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือทีดีอาร์ไอ (TDRI) ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมาว่า หากไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้นและไม่สามารถนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากเมียนมาได้ตามปกติ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในระดับปานกลาง แต่มีโอกาสต่ำมากที่ ปตท. จะไม่ได้รับก๊าซจากเมียนมา
ทาง TDRI ระบุว่า หากขาดแคลนก๊าซจากเมียนมาไป จะทำให้ปริมาณไฟฟ้าของไทยหายไป 8% ภายในหนึ่งปี ซึ่งเป็นกำลังไฟฟ้าในพื้นที่ภาคตะวันตกของประเทศ ส่งผลให้ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต้องจัดหา LNG เพิ่มเติมจากตลาดที่มีการซื้อขายทันที (spot market) เพื่อทดแทนสัดส่วนก๊าซจากเมียนมา
แต่เนื่องจากราคา spot LNG สูงกว่าก๊าซจากเมียนมา ทาง กฟผ. จึงจะมีต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และหากต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นนี้ถูกส่งต่อให้ผู้ใช้ไฟฟ้า ก็จะเสี่ยงที่ผู้บริโภคต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงกว่าเดิม
“ด้วยสภาพภูมิรัฐศาสตร์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อประเทศไทย ฝ่ายนโยบายของไทยจำเป็นต้องติดตามและเตรียมพร้อมปรับนโยบายในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะภาคพลังงานจะต้องเร่งปรับนโยบายพลังงาน ลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเมียนมา และ LNG รวมถึงเชื้อเพลิงฟอสซิลต่าง ๆ เพื่อผลิตไฟฟ้า” TDRI ระบุ “ขณะเดียวกันต้องเร่งส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนมากขึ้นให้สอดคล้องกับข้อตกลงระหว่างประเทศและกระแสการลงทุนการค้าใหม่ของโลกที่มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก”
กลุ่ม ปตท.สผ. ยืนยัน ดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบ
บีบีซีไทยได้ติดต่อกลุ่ม ปตท.สผ. เพื่อสอบถามทิศทางการลงทุนในแหล่งก๊าซเมียนมาต่อจากนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนที่เลวร้ายขึ้นมากหลังรัฐประหารปี 2564 รวมถึงท่าทีการลงทุนของบริษัทฯ กับ MOGE ซึ่งถูกมองว่าเป็นแหล่งเงินทุนของรัฐบาลทหาร และถูกวิจารณ์ว่าบางส่วนถูกนำไปใช้จ่ายในกิจการของกองทัพ
แผนกบริหารงานสื่อมวลชนของกลุ่ม ปตท.สผ. ตอบกลับบีบีซีไทยว่า ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งที่บริษัทดำเนินการอยู่ในเมียนมานั้นเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า รองรับความต้องการใช้พลังงานของประชาชนชาวเมียนมา และชาวไทยกว่า 8 ล้านคนในภาคตะวันตกและภาคกลางบางส่วน เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน และการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้านต่าง ๆ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต เช่น ด้านการแพทย์และสาธารณสุข ด้านการศึกษา ด้านคมนาคม ด้านการสื่อสารและโทรคมนาคม เป็นต้น
“กว่า 30 ปีซึ่ง ปตท.สผ. ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาแหล่งก๊าซฯ ในประเทศเมียนมา บริษัทตระหนักเป็นอย่างยิ่งว่าความมั่นคงด้านพลังงานและการพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชน เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดำเนินไปด้วยกัน นอกจากการพัฒนาแหล่งพลังงานเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันให้กับประชาชนแล้ว ยังได้จัดทำโครงการและกิจกรรมหลาย ๆ ด้าน เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนในบริเวณพื้นที่ปฏิบัติการ”
“ปตท.สผ.ดำเนินโครงการสำรวจ พัฒนา และผลิตปิโตรเลียม รวมทั้งพลังงานสะอาดกว่า 10 ประเทศทั่วโลก ซึ่งในทุกที่ปฏิบัติการ บริษัทยึดมั่นในหลักการกำกับดูแลที่ดี ดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม” แผนกบริหารงานสื่อมวลชนระบุในอีเมลที่ตอบกลับบีบีซีไทย
ในเดือน ต.ค. 2566 นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ปตท.สผ. ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ว่า ทางปตท.สผ. ต้องการต่อสัมปทานใน 2 แหล่งก๊าซของเมียนมาเพื่อความมั่นคงทางด้านพลังงาน
“เราไม่ได้มองหาการขยายแหล่งก๊าซ เราแค่มองหาความมั่นคงทางด้านแหล่งก๊าซสำหรับประเทศไทยและเมียนมา” นายมนตรีบอกกับรอยเตอร์