You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ควบรวมทรู-ดีแทค ยึดประโยชน์สาธารณะหรือเอกชน
ประเด็นที่สังคมจับตาในวันที่ 20 ต.ค. คือ การตัดสินของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่าจะชี้ชะตาการควบรวมกิจการ "ทรู-ดีแทค" อย่างไร
มติที่จะมีขึ้นไม่เพียงจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในตลาดสื่อสารโทรคมนาคมของไทยที่มีมูลค่ารวมกว่า 6.47 แสนล้านบาท แต่ยังส่งต่อสภาพการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคมและภาพรวมการลงทุนจากต่างประเทศอีกด้วย
ดีลการควบรวมธุรกิจนี้ถูกจับตามาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เครือเจริญโภคภัณฑ์และกลุ่มเทเลนอร์จากประเทศนอร์เวย์ประกาศความร่วมมืออย่างเท่าเทียมกัน โดยมี บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ทรู และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค จะปรับโครงสร้างธุรกิจ และจัดตั้งบริษัทขึ้นใหม่โดยการควบรวมกิจการในเดือน พ.ย. 2564
หากการควบรวมดังกล่าวเกิดขึ้นจริง จะส่งผลทำให้ผู้ให้บริการด้านอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือยักษ์ใหญ่อันดับที่ 2 อย่างทรู และอันดับที่ 3 อย่างดีแทครวมกันเป็นผู้เล่นรายเดียวและรายใหญ่อันดับหนึ่ง แซงหน้าเจ้าตลาดเดิมอย่างเอไอเอส และทำให้มีผู้เล่นเหลือเพียง 2 รายที่มีส่วนแบ่งการตลาดใกล้เคียงกัน ซึ่งจะส่งผลให้การแข่งขันในตลาดลดลง และท้ายสุดผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ก็คือ "ผู้บริโภค"
ดังนั้น นี่จึงเป็นสิ่งที่ กสทช. จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเป็นผู้ตัดสินในเรื่องนี้ แล้วอะไรคือ ฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้นจากคำตัดสินขององค์กรอิสระที่เป็นผู้กำกับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมแห่งนี้ บีบีซีไทยประมวลข้อมูลมาอธิบายดังนี้
ฉากทัศน์ที่ 1: กสทช. เปิดไฟเขียว
- ไฟเขียวผ่านตลอด
ในกรณีที่ไม่มีอำนาจยับยั้ง หรือเป็นเพียงการรับทราบการรวมกิจการ ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของที่ประชุม กสทช. ในครั้งนี้
นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา อดีตกรรมการ กสทช. อธิบายให้บีบีซีไทยฟังว่า คาดว่าลำดับของพิจารณาในที่ประชุมของ กสทช. จะหยิบยกประเด็นเรื่อง "อำนาจทางกฎหมาย" มาก่อน เนื่องจากฝ่ายเอกชนได้พยายามเร่งรัดให้ กสทช. "รับทราบ" รายงานการรวมธุรกิจของผู้แจ้งการรวมธุรกิจ
หนึ่งในตัวอย่างที่ปรากฏในสื่อมวลชนคือ การรายงานข่าวทางเว็บไซต์ของฐานเศรษฐกิจประจำวันที่ 24 ส.ค. ที่เผยแพร่ส่วนหนึ่งของหนังสือของทรูและดีแทค ที่ส่งถึงประธาน กสทช. และคณะกรรมการรายอื่น ๆ เพื่อเร่งรัดพิจารณาการรวมกิจการดังกล่าว
"อย่างไรก็ตาม หากที่ประชุม กสทช. มีมติเห็นว่าไม่มีอำนาจพิจารณาดังกล่าว ก็จะทำได้เพียงรับทราบเท่านั้น ถือเป็นการให้ไฟเขียวแบบผ่านตลอด" นพ.ประวิทย์ กล่าว
- ไฟเขียวโดยกำหนดเงื่อนไข
ในห้วงเวลาที่ผ่านมา มีหลายหน่วยงานด้านกฎหมายได้ให้คำแนะนำว่า กสทช. มีอำนาจทางกฎหมายในการตัดสินเรื่องนี้ด้วย
อดีตกรรมการ กสทช. รายนี้ ยกตัวอย่าง กรณีคำสั่งศาลปกครองกลางเมื่อ 16 มิ.ย. ที่ระบุว่า กสทช. มีอำนาจพิจารณาสั่งห้ามการรวมธุรกิจได้หากเห็นว่า การรวมธุรกิจอาจส่งผลให้เกิดการผูกขาด หรือลด หรือจำกัดในการให้บริการโทรคมนาคม
คำสั่งของศาลปกครองกลางนี้ เป็นผลมาจาก นายณภัทร วินิจฉัยกุล กรรมการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของ กสทช. ได้ยื่นขอทุเลาการใช้ประกาศ กสทช. พ.ศ. 2561 และขอให้กลับไปใช้ประกาศ กสทช. พ.ศ. 2553 แทน แต่ในที่สุดศาลได้ระบุชัดเจนว่า ประกาศ กสทช. พ.ศ. 2561 ยังมีอำนาจอยู่
หนึ่งในองค์กรที่ กสทช. ได้หารือข้อกฎหมายคือ คณะกรรมการกฤษฎีกา ผลการหารือดังกล่าว คณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นทางกฎหมายว่า การใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาการรวมธุรกิจ เป็นหน้าที่และอำนาจของกสทช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามกฎหมาย
นพ.ประวิทย์ อธิบายว่า หากที่ประชุม กสทช. มองว่ามีอำนาจอนุญาต แต่ต้องการกำหนดเงื่อนไข หรือ มาตรการเฉพาะ เนื่องจากการยอมให้ควบรวมกิจการจะทำให้ผู้เล่นรายใหญ่ลดลงจาก 3 ราย เหลือ 2 ราย โดยไม่สามารถนับรวม บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็นที เนื่องจากมีส่วนแบ่งการตลาดไม่ถึง 5%
"การควบรวมดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดการลดการแข่งขันในอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคมอย่างรุนแรง และเข้าสู่สภาพกึ่งผูกขาด ดังนั้น อำนาจการต่อรองจะอยู่ในมือของผู้ประกอบการมากกว่าผู้รับบริการ เขาสามารถขึ้นราคาได้ ผู้บริโภคจ่ายแพงขึ้น และอาจจะไม่ได้รับคุณภาพบริการที่ดีเทียบเท่ากับที่มีสภาพการแข่งขันสูง" นพ.ประวิทย์กล่าว
"การแข่งขัน คือ กลไกการตลาดที่มีประสิทธิภาพ"
ขณะที่ ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้โพสต์ข้อสังเกตบนเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 10 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยส่วนหนึ่งระบุว่า การควบรวมครั้งนี้จะส่งผลกระทบในด้านลบต่อผู้บริโภคและระบบเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เนื่องจากจะทำให้ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ของไทยมีโครงสร้างผูกขาดมากขึ้น จากการที่จำนวนผู้ประกอบการรายใหญ่ลดลงจาก 3 รายเหลือเพียง 2 ราย
"ยากที่จะแก้ไขให้ตลาดกลับมามีผู้ประกอบการ 3 ราย และมีระดับการแข่งขันเช่นเดิมได้อีกในอนาคต เพราะตลาดดังกล่าวเข้าสู่ภาวะอิ่มตัวแล้ว ไม่น่าจะมีรายใหม่สนใจเข้ามาให้บริการได้อีก"
ฉากทัศน์ที่ 2: กสทช. เปิดไฟแดง
ถ้าหากเป็นกรณีที่ กสทช. มีมติสั่งห้ามการควบรวมกิจการ นพ. ประวิทย์ มองว่า จากการส่งสัญญาณจากเอกชนบางรายมาแล้วว่า หากต้องพบกับไฟแดงแล้ว สุดท้ายแล้วอาจจะไม่สามารถอยู่รอดในประเทศไทย จนต้องออกจากตลาดไป และเหลือผู้เล่นในตลาดเพียง 2 รายอยู่ดี แต่ขนาดธุรกิจของผู้เล่นที่เหลือก็แตกต่างกันจนอาจจะทำให้แข่งขันกันไม่ได้
"เอกชนอาจจะมองว่า สภาพการณ์ดังกล่าวอาจจะทำให้ผู้ประกอบการเผชิญกับสถานการณ์ที่ร้ายแรงกว่ากรณีให้ไฟเขียว ที่ไม่มีผู้ประกอบการรายได้ล้มหายตายจากไปในที่สุด"
ในกรณีดังกล่าวก็ถือว่าเป็นโจทย์ที่ท้าทายของ กสทช. ที่เนื่องจากว่า ที่ผ่านมา บทบาทการส่งเสริมผู้ประกอบการรายเล็กในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมยังมีไม่มากเท่าที่ควร ในขณะเดียวกันยังไม่สามารถกำกับผู้มีอำนาจเหนือตลาดได้ จึงทำให้สภาพการแข่งขันไม่เอื้ออำนวยต่อผู้ประกอบการรายกลางและเล็ก
"ต่อให้เกิดไฟแดง สิ่งที่ต้องทำคือ กำกับดูแลการแข่งขันโดยกำหนดให้ผู้มีอำนาจเหนือตลาดที่รายใหญ่ต้องมีข้อได้เปรียบรายเล็กลดลงจากปัจจุบัน กำกับต้นทุนการประกอบกิจการใหม่ที่รายใหญ่ต้องมีภาระสูงกว่ารายเล็กในปัจจุบัน กำกับการประมูลคลื่นความถี่ที่ไม่เน้นสร้างภาระเกินสมควร แต่เป็นตัวเลขการประมูลที่เหมาะสม และกำกับให้เกิดทางเลือกการแข่งขันในตลาดเพื่อสร้างผู้ประกอบการรายใหม่" นพ. ประวิทย์ กล่าว ทิ้งท้าย
รายงานศึกษาผลกระทบต่างชาติแนะไม่ควรควบรวม
วันที่ 19 ต.ค. สภาองค์กรผู้บริโภคได้เผยแพร่เนื้อหาบางส่วนของ รายงานฉบับที่สอง ที่จัดทำโดยบริษัทปรึกษาต่างประเทศ บริษัท SCF Associates Ltd. ซึ่ง กสทช. เป็นผู้ว่าจ้างเพื่อศึกษาผลกระทบจากการรวมธุรกิจระหว่างทรูและดีแทค
โดยเนื้อหารายงานดังกล่าวที่สภาองค์กรผู้บริโภคนำเสนอบ่งชี้ว่า การควบรวมธุรกิจดังกล่าวไม่ได้มุ่งประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย และ กสทช. ไม่ควรอนุญาตให้เกิดการควบรวม
ผลวิจัยของนักวิชาการอิสระต่างประเทศ ระบุว่า หาก กสทช. ไม่มีอำนาจยับยั้งการควบรวม ทางเลือกที่ต้องดำเนินการคือการกำหนดเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะ ซึ่งจากการศึกษาไม่สามารถยืนยันว่าเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพจริง และทางเลือกสุดท้าย คือการป้องกันมิให้มีการขึ้นราคาและส่งผลเสียต่อผู้บริโภค โดยการกำกับดูแลโดยตรงอย่างเข้มงวด
"ในส่วนข้อควรคำนึงในการพิจารณาดัชนีค่า HHI (Hirschman-Herfindalhl Index) หรือดัชนีวัดความกระจุกตัวของตลาดนั้น รายงานชี้ว่า ในสหรัฐอเมริกา หากค่า HHI ก่อนการรวบรวมสูงกว่า 2,500 และเพิ่มขึ้น 200 หลังจากการควบรวม จะถือว่า ผู้ควบรวมมีอำนาจในตลาดเพิ่มขึ้นและอาจเป็นผู้มีอำนาจเหนือตลาดได้ สำหรับค่า HHI ของประเทศไทยอยู่ที่ 3,420 และจะเพิ่มเป็น 4,702 หลังการควบรวม ซึ่งหากใช้เกณฑ์พิจารณาของสหรัฐอเมริกา ถือว่าเข้าใกล้สภาพตลาดที่ผูกขาดโดยผู้ให้บริการเพียง 2 ราย"
อย่างไรก็ตาม หาก กสทช. ไม่มีอำนาจยับยั้งการควบรวม ทางเลือกที่ต้องดำเนินการคือ การกำหนดเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะ ซึ่งจากการศึกษาไม่สามารถยืนยันว่าเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพจริง
จี้ให้เปิดเผยรายงานศึกษาผลกระทบฉบับเต็ม
หน่วยงานภาคประชาสังคม เช่น สภาองค์กรของผู้บริโภค และสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้เรียกร้องให้ สำนักงาน กสทช. ต้องเปิดเผยรายงานฉบับเต็มเพื่อให้สาธารณชนรับทราบโดยทันทีหลังการมีมติในเรื่องดังกล่าว เพื่อความโปร่งใสตามหลักธรรมาภิบาล และตามข้อบังคับทางกฎหมาย
ขณะเดียวกัน กสม. แสดงความกังวลว่า การควบรวมกิจการของบริษัทโทรคมนาคมทั้งสองแห่ง ซึ่งเป็นกิจการประเภทเดียวกัน อาจเข้าข่ายเป็นการผูกขาดและมีอำนาจเหนือตลาด ทำให้ผู้บริโภคขาดทางเลือกหรือมีทางเลือกน้อยลง โดยเฉพาะผู้บริโภคกลุ่มเปราะบางหรือกลุ่มชายขอบ ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล มีอุปสรรคในการเข้าถึงบริการโทรคมนาคมและอาจส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของประชาชน
ทรู-ดีแทค อ้างการพิจารณาล่าช้า กระทบผู้บริโภค
วันที่ 10 ต.ค. ที่ผ่านมา ภายหลังการยื่นหนังสือต่อ กสทช. เพื่อเร่งรัดการพิจารณาการรวมกิจการทรูและดีแทคนายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ประสงค์ให้ กสทช. พิจารณาการควบรวมโดยเร็ว เนื่องจากได้ยื่นเอกสารตั้งแต่วันที่ 25 ม.ค. เป็นระยะเวลากว่า 9 เดือน แต่ยังไม่มีบทสรุปเป็นทางการจาก กสทช. จากเดิมที่ต้องพิจารณาภายใน 90 วัน
ทั้งนี้ การพิจารณาที่ล่าช้าได้เกิดผลกระทบต่อผู้บริโภคทั้งทรูและดีแทค ซึ่งจะยังใช้บริการและโครงข่ายร่วมกันไม่ได้
ขณะที่นายเลิศรัตน์ รตะนานุกูล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายประสานงานภาครัฐ บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น เปิดเผยว่าจากการสำรวจความคิดเห็นของลูกค้าพบว่า กระแสตอบรับการควบรวมจากลูกค้าดีแทคเป็นไปในทางที่ดี เพราะทำให้การใช้บริการดีขึ้น พร้อมยืนยันได้ว่าลูกค้าดีแทคจะได้ใช้งานเครือข่ายที่ดีขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น