เราจะใช้เทคโนโลยีช่วยกระตุ้นสมองให้ทำงานดีขึ้นได้หรือไม่ ?

A generated image of a brain suspended against a light background with colourful electrodes attached to it.

ที่มาของภาพ, Jonathan Kitchen via Getty Images

คุณต้องจำรายการจับจ่ายซื้อของจำนวนมากใช่หรือไม่ หรือคุณต้องจัดทำรายชื่อผู้เข้าร่วมการประชุมสำคัญใช่ไหม

หลายคนใช้วิธีช่วยจำแบบต่าง ๆ เพื่อให้สมองทำงานดีขึ้น วิธีเหล่านี้ทำหน้าที่คล้ายซอฟต์แวร์ที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการคิดวิเคราะห์

แต่คำถามคือ มนุษย์จะสามารถใช้อุปกรณ์ที่ส่งสัญญาณไฟฟ้ามากระตุ้นสมองให้ทำงานดีขึ้นเหมือนฮาร์ดแวร์ได้หรือไม่

ในช่วงที่ผ่านมา นักวิจัยได้พัฒนาเทคโนโลยีลักษณะนี้เพื่อช่วยฟื้นฟูการทำงานของสมองในผู้ป่วยที่มีโรคทางระบบประสาทบางชนิด

หนึ่งในเทคโนโลยีดังกล่าวคือระบบกระตุ้นสมองส่วนลึก (Deep Brain Stimulation - DBS) ซึ่งเป็นเทคนิคที่มีความซับซ้อน โดยแพทย์ใช้รักษาผู้ป่วยโรคที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหว เช่น โรคพาร์กินสัน มาเป็นเวลาหลายปี

เครื่องกระตุ้นสมอง

ศาสตราจารย์ฟรานเชสกา มอร์กันเต จากมหาวิทยาลัยซิตี เซนต์จอร์จ แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน ระบุว่า เธอเห็นผลกระทบของการกระตุ้นสมองส่วนลึก (DBS) ในผู้ป่วยของเธอโดยตรง โดยเธอกล่าวกับรายการ คราวด์ไซเอนซ์ (CrowdScience) ของบีบีซีเวิลด์เซอร์วิสว่า แพทย์มักพิจารณาใช้เทคนิค DBS กับผู้ป่วยที่การรักษาด้วยยาไม่สามารถควบคุมอาการได้แล้ว

A health worker leans over a patient lying on a hospital trolley with a frame around his head, preparing for brain surgery.

ที่มาของภาพ, BSIP/Universal Images Group via Getty Images

คำบรรยายภาพ, การกระตุ้นสมองส่วนลึกเป็นการผ่าตัดเพื่อฝังสายไฟเข้าไปในสมอง โดยเชื่อมต่อกับเครื่องกำเนิดสัญญาณไฟฟ้าที่มักฝังไว้บริเวณช่วงอกส่วนบน

ในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน เซลล์สมองที่ผลิตสารโดพามีนซึ่งเป็นสารสื่อประสาทสำคัญจะค่อย ๆ เสื่อมสลายไป

โดพามีนทำหน้าที่ส่งสัญญาณในสมองส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย และเมื่อระดับโดพามีนลดลง ผู้ป่วยพาร์กินสันจึงมักประสบอาการสั่น กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง และมีการเคลื่อนไหวที่เชื่องช้า

โรคพาร์กินสันจะค่อย ๆ ทรุดลงเมื่อเวลาผ่านไป และวงการแพทย์ยังไม่มียาที่สามารถรักษาโรคนี้ให้หายขาดได้ในปัจจุบัน

ส่วนการกระตุ้นสมองส่วนลึก (DBS) นั้นเป็นวิธีการผ่าตัดที่แพทย์ฝังเครื่องกำเนิดสัญญาณไฟฟ้าไว้ใต้ผิวหนัง โดยทั่วไปแพทย์จะติดตั้งอุปกรณ์นี้บริเวณใต้กระดูกไหปลาร้าและเชื่อมต่อกับสายเชื่อมหรืออิเล็กโทรดที่สอดเข้าไปยังสมองส่วนที่ได้รับผลกระทบ เพื่อส่งกระแสไฟฟ้าอ่อน ๆ เข้าไปกระตุ้นสมอง

ศาสตราจารย์มอร์กันเตอธิบายว่า เทคนิคนี้ทำงานคล้ายเครื่องกระตุ้นหัวใจแต่ใช้กับสมอง และช่วยให้การส่งสัญญาณของสมองกลับมาใกล้เคียงสภาวะปกติ

ไม่มีวิธีที่ใช้ได้กับทุกคน

แม้ว่าวิธีการกระตุ้นสมองส่วนลึก (DBS) จะช่วยบรรเทาอาการบางประการของโรคพาร์กินสันได้ แต่เทคนิคนี้ก็ไม่สามารถใช้ได้ผลกับผู้ป่วยทุกคน

เครือข่ายเซลล์ประสาทจำนวนมหาศาลที่ส่งสัญญาณไฟฟ้าถึงกันมีความซับซ้อนอย่างยิ่ง และจนถึงปัจจุบัน วงการแพทย์ยังไม่สามารถอธิบายกลไกการทำงานทั้งหมดของระบบดังกล่าวได้อย่างครบถ้วน

ดร.ลูเชีย ริชชาร์ด จากมหาวิทยาลัยซิตี เซนต์จอร์จ แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอน ระบุว่า "ผู้ป่วยพาร์กินสันจำนวนมากประสบอาการอื่น ๆ นอกเหนือจากการสั่นหรือปัญหาการเคลื่อนไหว" เธอกล่าวว่า "ผู้ป่วยหลายรายเผชิญภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล การขาดแรงจูงใจ ปัญหาความจำ หรือความผิดปกติด้านการนอนหลับ"

เธอเสริมว่า งานวิจัยบางชิ้นชี้ว่าเทคนิค DBS อาจช่วยบรรเทาอาการบางอย่าง เช่น ภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวล แต่ยังจำเป็นต้องมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม

Illustration of two brains, each with two substantia nigrae located within the midbrain region. On the left, the substantia nigrae are larger. On the right, they are smaller.

ที่มาของภาพ, Kateryna Kon/Science Photo Library via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ในผู้ป่วยพาร์กินสัน เซลล์ประสาทในสมองส่วนที่เรียกว่า ซับสแตนเชีย นีกรา (substantia nigra) จะค่อย ๆ เสื่อมสลาย ภาพซ้ายแสดง ซับสแตนเชีย นีกราที่มีสุขภาพดี (สีส้ม) ภาพขวาแสดง ซับสแตนเชีย นีกราที่เสื่อมสภาพ (สีเหลือง)

นอกจากนี้ การรักษาด้วยการกระตุ้นสมองส่วนลึก (DBS) ยังต้องคำนึงถึงปัจจัยเฉพาะบุคคล เนื่องจากสมองของแต่ละคนมีความซับซ้อนและมีลักษณะเฉพาะตัว จึงไม่สามารถใช้วิธีการแบบเดียวกันกับผู้ป่วยทุกคนได้

อิเล็กโทรดที่แพทย์ฝังไว้ในสมองในการรักษาด้วย DBS ประกอบด้วยชิ้นส่วนเล็ก ๆ หลายส่วนซึ่งเชื่อมต่อกับเซลล์ประสาทที่แตกต่างกัน ทำให้แพทย์ต้องประเมินว่า ส่วนใดควรได้รับการกระตุ้นเพื่อให้บรรเทาอาการของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ดร.ริชชาร์ดระบุว่า "การตัดสินใจเปิดใช้งานส่วนใดของอิเล็กโทรด และการตั้งค่าพารามิเตอร์ต่าง ๆ เช่น ความถี่ ความแรงของกระแสไฟ ระยะพัลส์ และความกว้างของสัญญาณ เป็นกระบวนการที่ต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้าน"

เธอกล่าวว่า ก่อนหน้านี้กระบวนการปรับแต่งแบบเฉพาะบุคคลเคยอาศัยการลองผิดลองถูกแต่ปัจจุบันกระบวนการนี้กำลังมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอ (AI) สามารถช่วยแนะนำชุดการตั้งค่าที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสมองของผู้ป่วยแต่ละรายได้

การเพิ่มพลังความจำ ?

การกระตุ้นสมองเพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านอื่น เช่น ความจำ ยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายนัก แต่ประเด็นนี้ยังเป็นหัวข้อที่นักวิจัยหลายกลุ่มศึกษาต่อเนื่อง

ยกตัวอย่างเช่น สมองส่วนฮิปโปแคมปัสที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านความจำของมนุษย์

ดร.โรเบิร์ต แฮมป์สัน ผู้เชี่ยวชาญด้านความจำจากมหาวิทยาลัยเวคฟอเรสต์ในสหรัฐฯ อธิบายว่า บริเวณฮิปโปแคมปัสรับข้อมูลจากสมองส่วนอื่น เช่น กลิ่น เสียง และภาพของประสบการณ์ จากนั้นแปลงข้อมูลเหล่านี้เป็นสัญญาณรหัสที่ถูกจัดเก็บไว้ในความจำระยะสั้นหรือความจำระยะยาว

หลายปีก่อน ทีมวิจัยของ ดร.แฮมป์สันได้ทดลองให้สัตว์ฟันแทะขนาดเล็กทำภารกิจทดสอบความจำ และทีมพบว่ามีสัญญาณไฟฟ้าในรูปแบบเฉพาะปรากฏขึ้นก่อนที่สัตว์จะตัดสินใจเลือกพฤติกรรม

ดร.แฮมป์สันอธิบายว่า "หากหนูทดลองกำลังจะเลี้ยวซ้าย ผมจะพบรูปแบบสัญญาณที่ผมเรียกว่า 'ซ้าย' และหากหนูกำลังจะเลี้ยวขวา ผมก็จะพบรูปแบบสัญญาณที่เรียกว่า 'ขวา'"

เขากล่าวว่า "ทีมวิจัยพบรูปแบบสัญญาณที่เชื่อมโยงกับการทำงานของความจำว่าอยู่ในภาวะปกติหรือกำลังจะล้มเหลว"

A white lab rat stands up against a glass container.

ที่มาของภาพ, fotografixx via Getty Images

คำบรรยายภาพ, วงจรความจำในสมองได้ถูกศึกษาผ่านการทดลองในหนูทดลอง

ดร.แฮมป์สันเริ่มตั้งคำถามว่า เราจะสามารถเข้าไปมีอิทธิพลต่อรูปแบบสัญญาณเหล่านั้นได้หรือไม่ และจะสามารถ "ซ่อมแซม" ความจำเมื่อระบบทำงานผิดปกติได้อย่างไร

ทีมวิจัยของเขาเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่เริ่มทดสอบอุปกรณ์ต้นแบบกับมนุษย์ ซึ่งนักวิจัยเรียกว่า อวัยวะประสาทเทียมในฮิปโปแคมปัส แม้ว่า ดร.แฮมป์สันจะอธิบายว่า อุปกรณ์นี้ทำงานคล้ายไม้ค้ำยันหรือเฝือกมากกว่าอวัยวะเทียมเต็มรูปแบบ

เทคโนโลยีนี้ใช้หลักการคล้ายการกระตุ้นสมองส่วนลึก (DBS) เพราะต้องอาศัยการผ่าตัดฝังอิเล็กโทรดจำนวนมาก แต่ครั้งนี้แพทย์มุ่งเป้าการฝังอิเล็กโทรดไปยังบริเวณฮิปโปแคมปัสโดยตรง

เทคโนโลยีนี้ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ทำให้นักวิจัยยังไม่สามารถสร้างเครื่องกำเนิดสัญญาณแบบฝังในร่างกายได้ในขณะนี้ อิเล็กโทรดทั้งหมดจึงต้องเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ภายนอกขนาดใหญ่เพื่อส่งและรับสัญญาณจากสมอง

ดร.แฮมป์สันระบุว่า ทีมวิจัยกำลังพยายามฟื้นฟูการทำงานของสมองในบริเวณที่การทำงานอ่อนแอหรือกำลังสูญเสียไป

เขากล่าวว่า ผลการทดสอบเบื้องต้นในผู้ป่วยโรคลมชักถือว่าน่าพอใจ

"เราพบว่าความสามารถในการเก็บรักษาข้อมูลดีขึ้นราว 25-35% คือจากเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง สามารถยืดไปได้ถึงราว 24 ชั่วโมง" ดร.แฮมป์สันกล่าว "และผลลัพธ์เหล่านี้พบในผู้เข้าร่วมทดสอบที่มีปัญหาด้านความจำมากที่สุดก่อนเริ่มการทดสอบ"

A neurologist stands with her back to the camera, looking at brain scans on a large screen in front of her.

ที่มาของภาพ, gorodenkoff via Getty Images

คำบรรยายภาพ, เทคนิคการกระตุ้นสมองรูปแบบต่าง ๆ มีทั้งที่กำลังทดลองและถูกนำมาใช้แล้ว โดยส่วนใหญ่จะเป็นการทดลองหรือใช้งานในโรคทางระบบประสาทหลากหลายชนิดในปัจจุบัน เช่น ภาวะซึมเศร้าและโรคลมชัก

แนวโน้มความเป็นไปได้ในอนาคต

ดร.แฮมป์สันให้ความเห็นว่า เทคโนโลยีนี้อาจช่วยผู้ที่มีปัญหาความจำ เช่น ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ได้ในอนาคต

แต่คำถามที่ตามมาคือ หากไม่ใช่ผู้ที่มีภาวะเสื่อมตามวัย สมองของคนทั่วไปจะสามารถได้รับการเพิ่มขีดความสามารถได้หรือไม่

ดร.แฮมป์สันมองว่ายังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องศึกษาเพิ่มเติม เพื่อทำความเข้าใจว่าเหตุใดความจำของบางคนจึงทำงานได้ดีกว่าคนอื่น

"เรายังไม่มีข้อมูลมากพอที่จะตอบว่า 'เราสามารถทำให้มันดีกว่าปกติได้หรือไม่'" เขากล่าว

และแน่นอน ยังมีประเด็นด้านจริยธรรมที่ต้องพิจารณา นอกเหนือจากความเสี่ยงของการผ่าตัดสมอง

"ความจำคือแก่นสำคัญที่ทำให้เราเป็นเรา และเป็นสิ่งที่เราไม่อยากเปลี่ยนแปลง" ดร.แฮมป์สันกล่าว

อ้างอิงจากหนึ่งในตอนของรายการ CrowdScience ทางบีบีซีเวิลด์เซอร์วิส