ทองขึ้น-บาทอ่อน จะซ้ำรอยวิกฤตต้มยำกุ้ง 2540 จริงหรือไม่

    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

ผู้คนบนสื่อสังคมออนไลน์ออกมาแสดงความกังวลกับสถานการณ์สภาพเศรษฐกิจไทย โดยในโพสต์หนึ่งบนเฟซบุ๊กที่กลายเป็นไวรัลมีผู้แชร์ข้อความมากกว่า 28,000 ครั้ง ตั้งข้อสังเกตว่า หรือนี่ “จะกลับมาเหมือนวิกฤตต้มยำกุ้ง” อีกครั้ง

โพสต์ดังกล่าวเผยแพร่เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 2567 หลังจากที่ราคาทองคำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่กลางเดือน ก.พ. 2567 จนทะลุ 40,000 บาท ไปเมื่อวันที่ 3 เม.ย. ที่ผ่านมา ประกอบกับค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลงราว 6.5% นับตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา จากราว 34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ มาเป็น 36.7 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

เนื้อหาในโพสต์นี้ระบุว่า ภายในกลางปีนี้ มีโอกาสที่เงินบาทจะอ่อนตัวลงไปอยู่ในระดับ 40 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น กลายเป็นภาระของภาคอุตสาหกรรม ขณะที่ประชาชนต้องเผชิญกับราคาสินค้าที่แพงขึ้น ประกอบกับรายได้ที่เท่าเดิมหรืออาจแย่กว่าเดิม จนนำไปสู่การตกงาน

“วันนี้ท่านเลิกงานกลับบ้านมา พรุ่งนี้ ท่านอาจจะไปนั่งร้องไห้อยู่หน้าประตูโรงงานก็ได้… ภาพจำของใครบางคนเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว อาจจะกลับมาให้เห็นอีกครั้ง” โพสต์ไวรัลนี้ระบุไว้

ในช่องคอมเมนต์ มีผู้ใช้งานจำนวนไม่น้อยที่เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะวิกฤต พร้อมแสดงความกังวลออกมาอย่างยิ่ง บีบีซีไทยตรวจสอบข้อเท็จจริงกับนักเศรษฐศาสตร์ก่อนพบว่า แม้มีปัจจัยบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน แต่มีปัจจัยอีกมากที่ทำให้สถานการณ์เศรษฐกิจไทยตอนนี้ไม่เหมือนกับในช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 รวมถึง “ถามว่าจะเป็นวิกฤตเศรษฐกิจเลย… ยาก”

มีโอกาสไปถึง 40 บาท/ดอลลาร์ แต่ไม่เท่ากับ “วิกฤต”

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร และ ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์ หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิจัย บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) ต่างมีความเห็นสอดคล้องกันว่า มีความเป็นไปได้ที่ค่าเงินบาทของไทยอาจอ่อนตัวลงไปถึงระดับ 40 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคือ “วิกฤต”

ค่าเงินบาทของไทย ณ วันที่ 4 เม.ย. อยู่ที่ราว 36.5 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หากปรับตัวอ่อนลงไปอยู่ในระดับ 40 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จะนับว่าเป็นการอ่อนค่าลงราว ๆ 10%

ตัวเลขดังกล่าว เมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์หลังวันที่ 2 ก.ค. 2540 ซึ่งเป็นวันแรกที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศลอยตัวค่าเงินบาทในวิกฤตต้มยำกุ้ง นับว่าต่างกันมาก โดยก่อนหน้าการประกาศลอยตัวในครั้งนั้น ค่าเงินบาทของไทยอยู่ที่ราว 25 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนจะดิ่งลงไปถึงจุดที่เงินบาททำสถิติอ่อนที่สุดตั้งแต่มีการบันทึกมาคือในเดือน ม.ค. 2541 ที่เงินบาทอ่อนตัวลงไปอยู่ที่ 56.1 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

“วิกฤตตอนนั้นเรามาจาก 25 แล้วไป 40 อันนั้นมัน ‘รุนแรง’ แต่ตอนนี้ของเรามัน 37 จะขึ้นไป 40 มันนิดเดียว” ดร.จิติพล ชี้

รายงานค่าเงินบาทจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ออกมาเมื่อวันที่ 1 เม.ย. ระบุว่า เงินบาทอ่อนค่าลงตามการเคลื่อนไหวของสกุลเงินอื่น ๆ ในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เงินเยนที่ทำสถิติอ่อนค่าที่สุดในรอบ 34 ปี ขณะที่สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐขยับแข็งค่าขึ้นจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาดีกว่าที่นักลงทุนคาดไว้

รายงานส่องสภาวะเศรษฐกิจไทยปี 2024 โดยทิสโก้ เวลธ์ ที่เพิ่งตีพิมพ์เมื่อวันที่ 5 เม.ย. นี้ ประเมินค่าเฉลี่ยเงินบาททั้งปี 2567 ไว้ที่ 35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

“ถามว่ามีโอกาสที่บาทจะไป 40 ไหม ผมว่ามีนะ แต่มันไม่ใช่ความจริงว่าบาทไป 40 แล้วจะทำให้เศรษฐกิจพังเหมือนรอบที่แล้ว” ดร.พิพัฒน์ กล่าว

เขาเสริมอีกว่า จริงอยู่ที่เมื่อเงินบาทอ่อนค่าลง กลุ่มธุรกิจนำเข้าสินค้ารวมถึงราคาน้ำมันจะมีต้นทุนสูงขึ้นและส่งผลกระทบกับทั้งผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภค ทว่าสถานการณ์เงินบาทอ่อนก็ไม่ได้มีแต่ข้อเสีย เพราะเป็นการส่งเสริมให้ไทยสามารถแข่งขันได้ทั้งในภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้สำคัญของประเทศ

ต้นเหตุวิกฤตที่ต่างจากสถานการณ์ปัจจุบัน

วิกฤตการเงินครั้งที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยสมัยใหม่ มีสาเหตุมาจากความไม่สมดุลของเศรษฐกิจตอนนั้น เริ่มจากว่าไทยอยู่ในช่วง “ยุคทอง” เป็นเวลานานถึง 20 ปี ระหว่างปี 2520 - 2539 คือมีตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เติบโตเฉลี่ยปีละ 7.6% ความรุ่งเรืองดังกล่าวนำไปสู่การขยายตัวของภาคการลงทุนในประเทศ รวมไปถึงกลุ่มธนาคาร

งานศึกษาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา ที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2542 พบว่า ในช่วงระหว่างปี 2533 - 2539 ไทยมีสัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีสูงเกิน 40% ยกเว้นแค่ปี 2535 และ 2536 ที่อยู่ที่ 39.97% และ 39.94% ตามลำดับ

เงินลงทุนเหล่านี้ส่วนหนึ่งไหลเข้ามายังภาคอสังหาริมทรัพย์ จนเกิดฟองสบู่ในราคาสินทรัพย์ ซึ่งนำไปสู่การกู้ยืมที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ที่สำคัญคือเงินกู้ยืมจำนวนมากในขณะนั้นเป็นการกู้ยืมเงินสกุลต่างประเทศ จนเกิดเป็นความไม่สมดุลขึ้น

ในช่วงปี 2532 - 2537 ประเทศไทยเปิดเสรีทางการเงินทำให้สามารถพึ่งพาเงินทุนต่างประเทศได้สะดวก โดยไม่มีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากไม่ได้ปล่อยให้ค่าเงินลอยตัว และกำหนดค่าเงินไว้ที่ 25 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แบบตายตัว

พอปลายปี 2539 ไทยเกิดปัญหาขาดความเชื่อมั่นกับสถาบันการเงินในประเทศ นำไปสู่การสั่งปิดสถาบันการเงินรวมถึง 58 แห่ง ขณะที่ภาคอสังหาริมทรัพย์มีปัญหาอย่างหนัก เนื่องจากลงทุนมากเกินกำลังซื้อของตลาดจนธนาคารผู้ปล่อยกู้มีตัวเลขหนี้เสีย (NPL) สูงถึง 52.3% ของยอดสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ทั้งหมดในเดือน พ.ค. 2542

เมื่อเกิดวิกฤตขึ้นแล้ว ธปท. ระบุว่า ฝั่งนักลงทุนต่างชาติอาศัยโอกาสนั้นโจมตีเพื่อเก็งกำไรค่าเงินบาท ในช่วงเวลานั้น กลุ่มนักลงทุนเหล่านี้ได้ทำลายความเชื่อมั่นของค่าเงินบาทโดยใช้ข้อมูลเรื่องปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ได้แก่ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดจำนวนมาก บวกกับการมีหนี้ระยะสั้นสูงเมื่อเทียบกับเงินสำรองระหว่างประเทศ

ช่วงปี 2530 - 2539 ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมาเรื่อย ๆ แต่เมื่อถึงปี 2539 สถานการณ์วิกฤตอย่างมากเนื่องจากภาคการส่งออกขยายตัวแค่ 1.9% เท่านั้น จากที่เคยโตถึง 24.82% ในปีก่อนหน้า ทำให้มีตัวเลขขาดดุลสูงถึง 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่เมื่อมีการโจมตีค่าเงินบาท ก็ทำให้นักลงทุนต่างชาติเทขายสกุลเงินบาทเพื่อไปซื้อสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ในตอนนั้น ธปท. เอาเงินทุนสำรองเข้าไปปกป้องค่าเงินมากถึง 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เหลือเงินทุนสำรองเพียง 2,850 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำมาก เมื่อเทียบว่าช่วงปลายปี 2539 ไทยมีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ถึง 38,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ในที่สุด ธปท. ต้องยอมประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ในเวลาเดียวกัน ตัวเลขจาก ธปท. ระบุว่า ณ ปลายปี 2540 ไทยมีหนี้ต่างประเทศสูงถึง 109,276 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นหนี้ระยะสั้นถึง 65% ของหนี้ต่างประเทศทั้งหมด

เมื่อกลับมาเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยเมื่อสิ้นปี 2566 อยู่ที่ 251,270 ล้านบาท พลิกกลับมาเป็นบวก หลังติดลบ 551,309 และ 330,309 ล้านบาท ในปี 2565 และ 2564 ตามลำดับ

นอกจากนี้ เงินสำรองระหว่างประเทศสุทธิในปี 2566 ของไทยอยู่ที่ 254,558 ล้านบาท และอยู่ในหลักมากกว่าสองแสนล้านบาท มาตั้งแต่ปี 2560

“ครั้งก่อนกับครั้งนี้มันไม่เหมือนกัน [ตอน]ต้มยำกุ้ง ปัญหาสำคัญคือความไม่สมดุลของเศรษฐกิจ เราขาดทุนบัญชีเดินสะพัด เรากู้เงินข้างนอกเยอะ พอเงินข้างนอกหยุดไหลเข้า มันกระชากค่าเงินอ่อน แล้วหนี้มันเป็นหนี้ต่างประเทศ มันเลยทำให้งบดุลของบริษัทและของคนทั่วไปเละไปเลย” ดร.พิพัฒน์ ทิ้งท้าย