AIS ควบรวม 3BB เน็ตบ้านจะแพงขึ้นหรือไม่ ผู้บริโภคได้-เสียอะไร

getty

ที่มาของภาพ, GETTY IMAGES

คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติ 4 ต่อ 1 เสียง อนุญาตการควบรวมธุรกิจระหว่างบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AWN) บริษัทในเครือของเอไอเอส (AIS) และ บมจ.ทริปเปิลที บรอดแบนด์ หรือ 3BB เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้เอไอเอส กลายเป็นผู้นำในตลาดบรอดแบรนด์หรืออินเทอร์เน็ตบ้าน แซงหน้าทรู คิดเป็นสัดส่วนการตลาดกว่า 43% จากผู้เล่นในตลาดที่เหลือ 3 ราย

หากอ้างอิงจากรายงานสภาพตลาดโทรคมนาคมจาก กสทช. เมื่อไตรมาส 4/2565 การควบรวมระหว่าง AIS และ 3BB จะทำให้มีผู้ใช้งานรวมกันกว่า 5.8 ล้านผู้ใช้งาน เหนือคู่แข่งจากทรู (บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด) ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาด 37.59% หรือคิดเป็นผู้ใช้งานประมาณ 4.9 ล้านผู้ใช้งาน

มติของ กสทช. มาพร้อมกับมาตรการเฉพาะ 22 ข้อ โดยมาตรการหลัก ได้แก่ การให้มีทางเลือกของราคาที่แยกรายบริการ คุ้มครองผู้บริโภคปัจจุบัน โดยให้คงราคารายการส่งเสริมการขายหรือแพ็คเกจ คุณภาพการให้บริการ และแพ็คเกจราคาต่ำสุดนาน 5 ปี ให้กับลูกค้า นับจากวันที่ได้รับอนุญาตให้รวมธุรกิจ

การลงมติ อนุญาต ในครั้งนี้ แตกต่างจากการควบรวมระหว่างทรูและดีแทค ซึ่ง กสทช. ได้ลงมติ "รับทราบ" การควบรวมกิจการ" แต่รายงานข่าวจากประชาชาติธุรกิจ และสำนักข่าวอิศราระบุว่า ครั้งนี้ กรรมการ กสทช. เสียงแตกออกเป็นสองทาง แต่เสียงส่วนใหญ่เห็นชอบว่า กสทช. มีอำนาจในการอนุญาตการรวมธุรกิจ ซึ่งเป็นไปตามข้อ 8 ของประกาศฯ เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาดฯ ปี 2549

หนึ่งในกรรมการ กสทช. ที่ลงมติอนุญาตชี้ว่า การควบรวมส่งผลกระทบในวงจำกัด และมีมาตรการเฉพาะที่ป้องกันได้

กสทช. คุมอะไรบ้าง เมื่อมีการควบรวม

มติที่ประชุมของกรรมการ กสทช. ได้กำหนดเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะรวม 22 ข้อ

สำหรับมาตรการที่เกี่ยวกับผู้บริโภคโดยตรง คือเรื่องอัตราค่าบริการและคุณภาพการให้บริการ กสทช. ได้วางมาตรการไว้ได้แก่ การห้ามขึ้นราคาและห้ามลดคุณภาพการให้บริการ โดยให้คงรายการส่งเสริมการขายหรือแพคเก็จ ซึ่งมีราคาต่ำที่สุด ที่มีอยู่ก่อนการรวมธุรกิจ พร้อมทั้งจะต้องคงคุณภาพการให้บริการและราคาสำหรับรายการส่งเสริมการขายดังกล่าว เป็นระยะเวลา 5 ปี นับจากวันที่ได้รับอนุญาตให้รวมธุรกิจ

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้มีทางเลือกของราคาที่แยกบริการ คุ้มครองผู้ใช้บริการรายปัจจุบัน โดยยังให้คงแพ็คเกจ คุณภาพ และราคาแก่ลูกค้าที่ใช้บริการอยู่ก่อนการรวมธุรกิจ เป็นเวลา 5 ปี หรือจนกว่าจะครบสัญญา เว้นแต่ลูกค้าจะเปลี่ยนแพ็คเกจภายหลังการรวมธุรกิจด้วยตนเอง

กสทช. ยังกำหนดให้ต้องรักษาคุณภาพการให้บริการ (Quality of Service: QoS) ตามประกาศ กสทช. และจัดให้มีที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญด้านการสอบทานข้อมูลโครงสร้างต้นทุน อัตราค่าบริการ หรือข้อมูลด้านอัตราต่าง ๆ ของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในต่างประเทศมาไม่น้อยกว่า 5 ปี

WATCHIRANONT THONGTEP/BBC THAI

ที่มาของภาพ, WATCHIRANONT THONGTEP/BBC THAI

ฝ่ายคัดค้านว่าอย่างไร

สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้ออกแถลงการณ์แสดงความผิดหวังต่อมติ กสทช. โดยชี้ว่า มติที่ออกมาดังกล่าว ไม่รักษาผลประโยชน์ผู้บริโภค แทนที่ กสทช. จะป้องกันปัญหาการผูกขาด กลับสร้างภาระให้ผู้บริโภคต้องจ่ายแพงขึ้น และทำให้ตลาดอินเทอร์เน็ตบรอดแบรนด์ประจำที่หรืออินเทอร์เน็จบ้าน กลายเป็นตลาดผูกขาดเมื่อเหลือผู้แข่งระดับใหญ่เพียง 2 ราย

ก่อนหน้านี้ สภาองค์กรของผู้บริโภคออกมาชี้ว่า การควบรวมจะกระทบต่อความหลากหลายของบริการ ทางเลือก และอำนาจต่อรองของผู้บริโภค เพราะเมื่อมีผู้ให้บริการน้อยราย หากไม่มีมาตรการรักษาระดับการแข่งขันที่ดี อาจทำให้ผู้ให้บริการขาดแรงจูงใจที่จะสร้างช่องทางหรือผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายเพื่อให้ผู้บริโภคได้มีตัวเลือกที่เหมาะสม

สภาองค์กรของผู้บริโภคอธิบายว่า เมื่อเกิดการควบรวมธุรกิจ AIS จะสามารถขยายความครอบคลุมของอินเทอร์เน็ตบ้านตามโครงข่ายของ 3BB ดังนั้น จึงทำให้มีโอกาสที่เอไอเอสจะขยายแพ็คเกจพ่วง (ค่าโทรบวกกับค่าอินเทอร์เน็ตบ้าน) ไปในพื้นที่ที่ไม่ได้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบ้านอยู่เดิม ทำให้ผู้ใช้ 3BB เดิม จะได้รับข้อเสนอบริการขายพ่วงด้วย ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าอาจทำให้ผู้ใช้งานมีต้นทุนในการย้ายค่ายในอนาคต

ผู้บริโภคจะใช้เน็ตบ้านแพงขึ้นหรือไม่

ในประเด็นเรื่องผลกระทบด้านราคาและคุณภาพบริการ สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้อ้างอิงการศึกษาของ 101 Public Policy Think Tank ศูนย์ความรู้นโยบายสาธารณะเพื่อการเปลี่ยนแปลง ที่พบว่า การควบรวมธุรกิจของ AIS และ 3BB จะทำให้ผู้บริโภคต้องจ่ายค่าบริการอินเทอร์เน็ตบ้านแพงขึ้นหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการแข่งขันของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในแต่ละพื้นที่ โดยในกรณีที่มีคู่แข่งในพื้นที่น้อยหรือไม่มีเลย การควบรวมก็อาจทำให้ผู้บริโภคต้องจ่ายแพงขึ้น 9.5-22.9% แต่หากเป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันจากผู้ให้บริการรายอื่น การควบรวมก็อาจไม่ส่งผลต่อราคาค่าบริการได้เช่นกัน

รายงานศึกษาเรื่อง "ประเมินการควบรวมธุรกิจระหว่าง AIS และ 3BB: ตลาดอินเทอร์เน็ตบ้านอาจผูกขาด เพราะการควบรวมในตลาดมือถือ" โดยฉัตร คำแสง และกษิดิ์เดช คำพุช ที่เผยแพร่เมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ชี้ว่า การควบรวมจะกระทบต่อผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบ้านแตกต่างกันตามพื้นที่ ผู้บริโภคอาจต้องจ่ายแพงขึ้นในสัดส่วนดังกล่าวในพื้นที่ที่ทั้งสองรายแข่งขันทับซ้อนกันและมีคู่แข่งน้อย แต่ผู้บริโภคในพื้นที่อื่นจะได้รับผลกระทบจำกัดหรืออาจไม่ได้รับผลกระทบ โดยผลการศึกษาชุดนี้ ใช้วิธีคำนวณจากรายงานการรวมธุรกิจและสภาพตลาดโทรคมนาคม สถิติสภาพตลาดโทรคมนาคม จาก 4 หน่วยงานได้แก่ สำนักงาน กสทช., ข้อมูลจากบริษัท, BOL และ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

WATCHIRANONT THONGTEP/BBC THAI

ที่มาของภาพ, WATCHIRANONT THONGTEP/BBC THAI

  • งานวิจัยดังกล่าวพบว่า ในพื้นที่ที่มีทั้งอินเทอร์เน็ตบรอดแบรนด์ของ AIS และ 3BB และมีคู่แข่งขันในพื้นที่น้อยหรือไม่มีอยู่เลย ผู้บริโภคอาจต้องจ่ายค่าบริการอินเทอร์เน็ตบ้านแพงขึ้น 9.5-22.9% เพราะเป็นพื้นที่ที่มีการกระจุกตัวเพิ่มขึ้นรุนแรง ผู้วิจัยพบว่า การกระจุกตัวมีความสัมพันธ์ทางบวกกับค่าบริการ ซึ่งในกรณีนี้เพิ่มขึ้นราว 31% ผลการศึกษาระบุว่า ราคาที่จ่ายแพงขึ้น อาจเป็นค่าใช้จ่ายจริงที่แพงขึ้น หรือความเร็วอินเทอร์เน็ตที่ปรับลดลง เสถียรภาพที่แย่ลง คุณภาพของการให้บริการหลังการขายที่ต่ำลง หรืออาจเป็นการให้ผลประโยชน์แก่ผู้บริโภคที่น้อยลงในอนาคต
  • สำหรับพื้นที่ที่ AIS และ 3BB ไม่ได้มีพื้นที่ให้บริการที่ทับซ้อนกันทั้งหมด งานวิจัยบอกว่า 3BB มีจุดแข็งในพื้นที่ชนบท ส่วน AIS ให้บริการในพื้นที่เมืองเป็นหลัก จึงมีบางพื้นที่ที่การกระจุกตัวเพิ่มขึ้นน้อย หรือไม่เพิ่มเลย เนื่องจากเป็นคนละตลาด หรือในบางพื้นที่ที่มีทั้งสองราย แต่มีคู่แข่งรายที่สามอยู่ในพื้นที่ เช่น หัวเมืองใหญ่ งานวิจัยบอกว่า "ก็สามารถสร้างแรงกดดันทางการแข่งขันที่เพียงพอจนผู้ให้บริการ ไม่สามารถขึ้นราคาหรือลดคุณภาพของอินเทอร์เน็ตบ้านต่อผู้บริโภคได้"

แนวโน้มตลาดบรอดแบรนด์ที่อาจเหลือ 2 ราย ตามค่ายมือถือ

สภาพการณ์ที่ผู้ให้บริการมือถือ ให้บริการพ่วงกับอินเทอร์เน็ตบรอดแบรนด์ตามบ้าน มีชื่อเรียกว่า "การหลอมรวมผู้ให้บริการแบบประจำที่และเคลื่อนที่ (Fixed-Mobile Convergence)" ซึ่งงานวิจัยของ 101 PUB ระบุว่า การหลอมรวมนี้ "เป็นแนวโน้มสำคัญที่มีศักยภาพลดการแข่งขันในตลาดโทรคมนาคมทั้งหมดซึ่งหลีกเลี่ยงได้ยาก"

ปัจจุบัน มีผู้ให้บริการ 2 ค่าย ที่ขายพ่วงค่าโทรและเน็ตบ้าน ได้แก่ True และ AIS ซึ่งเมื่อ AIS รวม 3BB เข้ามาแล้ว "จะยิ่งสามารถให้บริการพ่วงได้ครอบคลุมมากขึ้นและมีศักยภาพในการแข่งกับทรูได้ดีขึ้น"

101 PUB ชี้ว่า ในระยะสั้น ทั้งสองค่ายอาจแข่งขันกันให้ส่วนลดราคาที่กำหนดเงื่อนไขให้ผู้บริโภคต้องใช้งานต่อเนื่องในระยะเวลาหนึ่ง ทำให้ผู้บริโภคที่ใช้บริการทั้งสองประเภท (โทรศัพท์มือถือบวกอินเทอร์เน็ตบ้าน) ได้ประโยชน์จากส่วนลดดังกล่าว

แต่หากผู้บริโภคจำนวนมากใช้บริการพ่วง ในค่ายเอไอเอส หรือค่ายทรู แล้ว ก็จะทำให้ต้นทุนการย้ายค่าย (Switching cost) เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการ 2 ค่ายใหญ่นี้ไม่ต้องแข่งขันกันเพื่อแย่งลูกค้ากันต่อ

นอกจากนี้ เอ็นที (NT) หรือบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) คู่แข่งอินเทอร์เน็ตบ้านในตลาดอีกราย ซึ่งให้บริการโทรศัพท์มือถือด้วย กำลังสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดอินเทอร์เน็ตบ้านอย่างต่อเนื่อง โดยมีแนวโน้มเสียส่วนแบ่งตลาดลง เพราะถูกอีกสองค่ายตีตลาด อีกทั้งบริการโทรศัพท์มือถือของค่ายเอ็นที ไม่ได้เป็นทางเลือกที่แท้จริงสำหรับผู้บริโภค เนื่องจากคุณภาพด้อยกว่าและมีส่วนแบ่งตลาดเพียง 3% ขณะที่เอ็นทีกำลังจะเหลือใบอนุญาตการใช้คลื่นย่าน 700 MHZ เพียงย่านเดียวในปี 2025 ซึ่งยิ่งจะทำให้คุณภาพการให้บริการมือถือถดถอยลง จึงยิ่งไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดการขายพ่วง

จากงานศึกษาของ 101 PUB จึงสรุปได้ว่า การควบรวมระหว่าง AIS และ 3BB อาจไม่ใช่การทำให้ตลาดเหลือผู้เล่น 3 ราย แต่กระทบไปยังผู้เล่นรายที่ 3 อย่างเอ็นทีด้วย

"หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ เอ็นทีและผู้ให้บริการรายย่อยในตลาดอินเทอร์เน็ตบ้านสำหรับผู้บริโภคทั่วไปก็จะแข่งขันได้ยาก หรือกระทั่งไม่สามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว การควบรวมดังกล่าวจึงอาจไม่ใช่การควบรวมจากผู้ให้บริการหลัก 4 รายเหลือ 3 ราย แต่เหลือผู้ให้บริการหลักเพียง 2 รายทั้งประเทศ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคได้มากในอนาคต"

nt

ที่มาของภาพ, NT

หากย้อนไปดูการวิเคราะห์ก่อนหน้านี้ของ ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เมื่อเดือน ก.ค. ปีที่แล้ว เขาระบุว่า ตลาดโทรคมนาคมไทยกำลังเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการเพิ่มโครงสร้างที่ผูกขาดมากขึ้นจนถึงขั้นอันตราย โดยชี้ว่าดีลการควบรวมของ AIS และ 3BB ในธุรกิจบรอดแบรนด์ และดีลการควบรวมระหว่างทรูและดีแทคในธุรกิจให้บริการมือถือ "มีความเกี่ยวข้องกัน" โดยดีลการควบรวมระหว่าง AIS และ 3BB เป็น "เป็นปฏิกิริยา" ต่อดีลทรู-ดีแทค

ดร.สมเกียรติระบุตอนนั้นว่า "หากการควบรวมทั้งสองดีลเกิดขึ้นสำเร็จ ผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายย่อยของไทยก็จะเหลือทางเลือกน้อยลง และเสี่ยงต่อการถูกเอาเปรียบโดยทุนใหญ่ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในธุรกิจโรงหนัง ค้าปลีกขนาดใหญ่ โรงพยาบาล และอื่น ๆ อีกมากมาย"

ส่วนแบ่งในตลาดอินเทอร์เน็ตบ้านก่อนการควบรวม

รายงานสภาพตลาดโทรคมนาคมจาก กสทช. ที่เผยแพร่ล่าสุด เมื่อไตรมาสที่ 4/2565 ระบุว่า มีผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ประจำที่หรืออินเทอร์เน็ตบ้านรายหลัก 4 ราย และรายย่อยอื่น ๆ โดยมีรายได้จากการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงรวมทั้งสิ้น 19,200 ล้านบาท และราคาค่าบริการเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 477 บาท

รายงานฉบับนี้ ระบุว่า มีผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตบ้านทั้งประเทศรวม 13.23 ล้านราย

  • ทรู (บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต คอร์ปอเรชั่น จำกัด) 37.59% ผู้ใช้ 4.9 ล้านราย, ราคาเฉลี่ยต่อเดือน (ณ ไตรมาส 4/2565) 460 บาท
  • 3 บีบี (บมจ.ทริปเปิลที บรอดแบนด์)27.97% ผู้ใช้ 3.7 ล้านราย, ราคาเฉลี่ยต่อเดือน (ณ ไตรมาส 4/2565) 584 บาท
  • เอไอเอส (บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ในเครือ AIS) 16.40% ผู้ใช้ 2.1 ล้านราย, ราคาเฉลี่ยต่อเดือน (ณ ไตรมาส 4/2565) 418 บาท
  • เอ็นที (บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT) 15.52% ผู้ใช้ 2 ล้านราย, ราคาเฉลี่ยต่อเดือน (ณ ไตรมาส 4/2565) 485 บาท
  • บริษัทอื่น ๆ 2.53%