You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
"หนูอยากกลับไปเรียนหนังสืออีก" เสียงเรียกร้องจากอดีตดาราเด็กชาวเมียนมาชื่อดัง
- Author, ฮนิง โม
- Role, บีบีซี แผนกภาษาพม่า
นักแสดงเด็กจากภาพยนตร์เรื่อง "The Only Mom" โดยผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทย และเป็นภาพยนตร์เมียนมาเรื่องแรกที่ได้ฉายบนแพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิงอย่างเน็ตฟลิกซ์ เธอกำลังเผชิญกับวิกฤตการศึกษา หลังจากต้องลี้ภัยออกมาอาศัยอยู่ในประเทศไทย เนื่องจากเหตุรัฐประหารโดยกองทัพเมียนมา
ครั้งหนึ่ง นักแสดงเด็กหญิงคนนี้ เคยมีชีวิตที่กำลังมีอนาคตที่สดใส แต่ตอนนี้เธอกลับไม่ได้เรียนหนังสือเพราะไม่มีเงินพอสำหรับจ่ายค่าเล่าเรียน
"ตอนนี้หนูไปโรงเรียนไม่ได้แล้ว หนูอยากกลับไปเรียน ไปรับประทานอาหารกลางวันกับเพื่อน ๆ เหมือนเด็กคนอื่น ๆ" พิเย พิเย อธิบายความรู้สึกของเธอ
พิเย พิเย เป็นหนึ่งในเด็กชาวเมียนมาที่หลบหนีไปยังประเทศอื่นพร้อมกับผู้ปกครองอย่างผิดกฎหมายและจำต้องสูญเสียสิทธิ์ในการศึกษาอันเป็นผลมาจากการรัฐประหารในปี 2021
อุปสรรคใหญ่หลวงที่ "พิเย พิเย" ต้องเผชิญ
แม้ว่าหนูน้อยคนนี้จะได้รับรางวัลสาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมจากประกาศรางวัลระดับเอเชีย Asian Academy Creative Awards ประจำปี 2019 ตอนนี้เธอกำลังใช้ชีวิตอยู่กับแม่ในห้องพักเล็ก ๆ ในกรุงเทพฯ ห่างไกลจากสิ่งที่เธอเคยทำ
เธอย้ายที่อยู่มาแล้วอย่างน้อย 8 แห่ง หลังตัดสินใจละทิ้งบ้านเกิดอย่างนครย่างกุ้งไว้ข้างหลัง ตอนนี้เธอและแม่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ
"ตอนที่ดาราและศิลปินจากองค์กรภาพยนตร์เมียนมา (Myanmar Motion Picture Organization) ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร รวมตัวเพื่อประท้วงต่อต้านการรัฐบาล พิเย พิเย และฉันเข้าร่วมด้วย ลูกของฉันให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับจุดยืน[ทางการเมือง]ของเธอ ตอนที่กองทัพออกหมายจับศิลปินมากมาย เราทั้งคู่ก็หนีเลย" แม่ของพิเย พิเย เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วง ก.พ. 2021 ซึ่งตรงกับช่วงที่กองทัพเมียนมาก่อรัฐประหารขึ้น
ผู้เป็นแม่กล่าวว่า พิเย พิเย ในวัย 12 ปี ถูกออกหมายจับตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 505(a) ซึ่งเป็นกฎหมายที่กองทัพเมียนมาใช้ดำเนินคดีต่อกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านการรัฐประหาร
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา คู่แม่ลูกหลบหนีไปทั่วทั้งในย่านชานเมืองและชนบทในเมียนมา และในปี 2022 พวกเขาก็เดินทางเข้าไทยมาอย่างผิดกฎหมาย ผ่านด่านของ อ.แม่สอด จ.ตาก
"ลูกของฉันกำลังเติบโต แต่เธอจบแค่เกรดที่ 4 (หรือเทียบเท่ากับ ป. 4) ฉันไม่สามารถปล่อยให้มันเป็นอย่างนั้นต่อไป ดังนั้นเราจึงไป อ.แม่สอดกัน" มา เต๊ต ผู้เป็นแม่กล่าว
ทั้งรัฐประหารและวิกฤตโรคระบาดอย่างโควิด-19 ทำให้เด็ก ๆ ไม่ได้เข้ารับการศึกษาในห้องเรียน ดังนั้น ตอนที่พวกเขาเดินทางมาถึงแม่สอด พวกเขาจึงหาโรงเรียน และได้รับโอกาสให้เรียนที่ ศูนย์การศึกษาสำหรับผู้อพยพนิว บลัด (New Blood)
"แม้ว่าเธอจะผ่านเกรดที่ 4 มาแล้ว เราสอนเนื้อหาเกรดที่ 6 ให้กับเธอที่บ้านตอนช่วงวิกฤตโรคระบาด ตอนที่โรงเรียนทดสอบทักษะของเธอ พวกเขาอนุญาตให้เธอเข้าคอร์สปรับพื้นฐาน หรือ Pre GED ได้" มา เต๊ต กล่าว
ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานของเมียนมามีการเปลี่ยนเนื้อหาทุกปี นับตั้งแต่ปีการศึกษา 2016 ตอนที่ แผนกลยุทธ์การศึกษาแห่งชาติเริ่มต้นขึ้น ในปีที่มีการแพร่ระบาดนั้น ระบบการศึกษาแบบ 5 ปี กำลังจะถูกเปลี่ยนเป็นแบบ 6 ปี
อย่างไรก็ตาม ห้องเรียนต่าง ๆ ถูกสั่งปิดจากภาวะโควิด-19 และการรัฐประหารของกองทัพบีบให้พวกเขาต้องหลบหนี ดังนั้น พิเย พิเย จึงยังติดอยู่ในระดับ ป.4 ตามระบบการศึกษาเดิม
การสอบเทียบวุฒิเทียบเท่ากับมัธยมปลาย ตามหลักสูตรของประเทศสหรัฐอเมริกา หรือ General Education Development Test (GED) เป็นการสอบเทียบวุฒิที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และเด็กที่ยังมีอายุไม่ถึงสามารถเข้าเรียนในห้องเรียนเตรียมพร้อมที่รู้จักกันในชื่อ Pre-GED ได้
นี่เป็นสถานการณ์ ซึ่งนักเรียนที่หลบหนีมาจากเมียนมา มายังประเทศไทยส่วนใหญ่ต้องเผชิญ
"นิวบลัดเป็นโรงเรียนแห่งแรกที่หนูได้กลับไปเรียน หนูมีความสุขมาก ๆ ที่ได้ไปเรียนที่นั่น หนูมีเพื่อนแล้วด้วย" พิเย พิเย กล่าวเปิดใจหลังจากได้กลับไปเรียนเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี
ทว่าความสุขของพิเย พิเย อยู่ได้ไม่นาน และความเปลี่ยนแปลงก็มาถึงหลังการถูกตำรวจไทยจับกุมตัว
นักเรียนชาวเมียนมา กับการเข้าเรียนที่ อ.แม่สอด
"หลังจากเข้าเรียนได้ราว 3 เดือน ตำรวจไทยก็เริ่มจับกุมผู้คนมากมาย ฉันถูกจับมาแล้วหนึ่งครั้งดังนั้นฉันจึงกลัวมาก" มา เต๊ต กล่าว "ลูกสาวไม่ได้ไปเรียนอีกต่อไป"
พวกเขาย้ายไปยังอีกพื่นที่หนึ่ง ซึ่งอยู่ไกลจากโรงเรียนนิวบลัด และรถโรงเรียนก็ไปไม่ถึง ทำให้พวกเขาต้องเผชิญความยากลำบากในการเดินทาง
ความกลัวการโดนจับกุมตัวเมื่อเดินทางออกไปข้างนอก และค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางในพื้นที่ห่างไกลใน อ.แม่สอด เป็นความยากลำบากที่พ่อแม่จำนวนมากต้องเผชิญเช่นเดียวกับมา เต๊ต
"พ่อแม่บางคนต้องจ่านเงิน 200 บาท สำหรับค่าเดินทาง หมายความว่า รายได้ต่อวันของพวกเขาทั้งหมดเพื่อสิ่งนี้" โค โพ ตะจาน เลขาธินุการสหพันธ์อิระวดีโพ้นทะเล (Overseas Irrawaddy Association - OIA) กล่าว
สหพันธ์อิระวดีโพ้นทะเลทำงานเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยชาวเมียนมาในแม่สอด และเขาอธิบายสถานการณ์บนพื้นที่จริง
"ปกติเราไม่ได้ช่วยเหลือด้านการศึกษาเป็นหลัก เราช่วยคนที่ย้ายมาใหม่ อย่างไรก็ตาม เราต้องช่วยเด็ก ๆ ด้านการศึกษาของพวกเขาในเวลาเดียวกัน ปัญหาจะตามมาตอนที่พวกเขาย้ายไปที่ใหม่ ๆ หลังจากอยู่ที่พักของเราเป็นเวลา 6 เดือน" เขาเสริม
แม้จะเต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่ตัวเลขนักเรียนในโรงเรียนทั้ง 65 แห่ง ที่เด็กเมียนมาที่ลี้ภัยมาอยู่ใน อ.แม่สอดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี ตั้งแต่มีการรัฐประหาร
ตัวเลขนักเรียนเมียนมาเพิ่มขึ้นในหลักพัน ในช่วงการรับสมัครเข้าเรียนในเดือน มิ.ย. ปีนี้ ดังนั้นตัวเลขนักเรียนเมียนมาใน อ.แม่สอดอาจมากถึง 22,000 คน นอว์ พอว์ เรย์ อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนซาทูเหล่ (Hsa Thoo Lei) กล่าวกับบีบีซี
“ปีที่แล้วมีนักเรียนมากกว่า 18,000 คน และการลงทะเบียนตอนนี้มีแต่จะเพิ่มขึ้น จำนวนของนักเรียนมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเนื่องจากสถานการณ์ในเมียนมา” นอว์ พอว์ เรย์ กล่าว
มีนักเรียนใหม่มากกว่า 500 คนที่สมัครเข้าเรียนในปีการศึกษา 2024-2025 แม้แต่ในโรงเรียนซาทูเหล่ ซึ่งสามารถรับนักเรียนได้เพียงประมาณ 800 คน
ในบรรดาผู้สมัครเหล่านี้ มีเพียง 250 คนเท่านั้นที่ได้รับการรับเข้าเรียนเป็นนักเรียนใหม่
นอว์ พอว์ เรย์ ครูใหญ่ของโรงเรียนซาทูเหล่ อธิบายว่า “การเพิ่มขึ้นของพื้นที่สงครามและการบังคับใช้กฎหมายการเกณฑ์ทหารทำให้ต้องย้ายมาที่ อ. แม่สอด ดังนั้น จึงมีคนมาลงทะเบียนที่นี่มากขึ้น ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนมัธยมต้นและมัธยมปลาย”
ศูนย์การศึกษาสำหรับผู้อพยพประเภทนี้ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลไทย ซึ่งเป็นแหล่งที่ดีสำหรับนักเรียนทุกวัยที่เข้ามาลี้ภัยในแม่สอดด้วยเหตุผลต่าง ๆ
จากสถานการณ์ในแม่สอดพบว่า ชาวเมียนมาบางคนเลือกที่จะเป็นผู้ลี้ภัยระยะยาว ขณะที่บางคนเลือกที่จะอยู่ที่แม่สอดเพียงระยะหนึ่ง ก่อนที่จะย้ายไปยังพื้นที่อื่น ๆ
พิเย พิเย และแม่ของเธอ เป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ตัดสินใจออกมาจาก อ.แม่สอด
"วันที่แม่บอกกับหนูว่า ไม่ต้องไปโรงเรียนแล้ว หนูใช้เวลาทั้งวันไปกับการร้องไห้ในมุมหนึ่งของห้องหนู เอาแต่คิดวน ๆ ว่านี่มันจริงใช่ไหม หนูไม่พูดกับแม่ แล้วตาของหนูก็บวมมากด้วย" ดาราเด็กเล่าถึงความรู้สึกของเธอหลังจากต้องออกจากโรงเรียนนิวบลัด
"นิวบลัดเป็นโรงเรียนแรกที่หนูเข้าเรียน หนูเลยมีความสุขมาก ๆ หนูถึงกับขอร้องแม่ให้อนุญาตให้หนูได้ใช้เวลาหนึ่งวันในการบอกลาเพื่อน ๆ ก่อนที่หนูจะต้องย้าย" พิเย พิเย กล่าวเสริม
ระบบการศึกษาของ อ.แม่สอดและกรุงเทพฯ
การศึกษาใน อ.แม่สอด ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนของไทย และการศึกษาใน กรุงเทพฯ มีความแตกต่างในเรื่องค่าใช้จ่ายอย่างมาก
ที่ อ.แม่สอด นักเรียนที่เป็นผู้อพยพจ่ายค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เพื่อการศึกษาเพียง 5,000 บาทต่อปี แต่ในกรุงเทพฯ ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นมาเป็น 10,000 บาทต่อเดือน
"ถ้าฉันมีเงินมันก็ดี แต่เพราะฉันไม่มีเงิน มันเลยแย่" มา เต๊ต เล่าถึงภาวะยากลำบากที่เธอต้องเผชิญ จากการพยายามหาเงินมาจ่ายค่าเล่าเรียนให้ลูก
"ตอนที่ฉันพยายามหาโรงเรียนให้ลูก ฉันได้งานจากโรงเรียนหนึ่งที่มีคนเมียนมาในกรุงเทพฯ เป็นผู้ดูแล พวกเราย้ายมากรุงเทพฯ ทันทีที่ลูกสามารถเข้าเรียนที่โรงเรียนที่ฉันทำงานได้" เธอเล่าต่อ
มา เต๊ต ใช้เงินเดือนทั้งหมดเพื่อจ่ายค่าเล่าเรียนให้กับลูกของเธอ ที่เรียนอยู่ในโรงเรียนเดียวกับที่เธอทำงาน
"ฉันได้เงินเดือน ๆ ละ 12,000 บาท ซึ่งเท่ากับค่าใช้จ่ายของลูกที่โรงเรียนต่อเดือนที่ 12,000 บาท เช่นกัน ฉันจ่ายค่าหนังสือเรียนต่าง ๆ ด้วยเงินที่เพื่อน ๆ ของฉันช่วยเหลือทุก ๆ เดือน" ผู้เป็นแม่เล่าถึงความยากลำบากตลอดปี 2023
หลังจากย้ายมากรุงเทพฯ เมื่อ พ.ค. 2023 พิเย พิเย สามารถศึกษาต่อได้อีก 1 ปี แต่เธอก็ต้องหยุดเรียนอีกครั้ง
"ฉันลาออกจากงาน ดังนั้น ฉันจึงแบกรับค่าใช้จ่ายสำหรับค่าเรียนไม่ไหวอีกต่อไป ตอนนี้ลูกของฉันต้องหยุดเรียนก่อน" มา เต๊ต กล่าว
ตอนนี้นักแสดงวัย 15 ปี หยุดการศึกษาในชั้นเรียน และหันมาเรียนคอร์สออนไลน์ที่ไม่เสียเงินเพื่อการสอบเทียบวุฒิเทียบเท่ากับมัธยมปลาย ตามหลักสูตรของประเทศสหรัฐฯ
"หนูอยากจะอยู่ในเกรด 9 แล้วหลังจากนั้นน่าจะมีแผนได้ว่าจะทำอย่างไรต่อ" พิเย พิเย กล่าวด้วยความสงสัย "นี่หนูอายุ 15 ปี แล้วเหรอ ทำไมเวลามันผ่านไปไวขนาดนี้" เธอตอบบีบีซีด้วยรอยยิ้ม พร้อมพยายามกระพริบตาเพื่อไล่น้ำตาให้หมดไป
แม้ว่าเดือน พ.ค. และ มิ.ย. จะเป็นฤดูกาลเปิดเทอมใหม่ของโรงเรียนในเมียนมาและไทย แต่พิเย พิเย ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเล่นอูคูเลเล่ หรือการวาดภาพระบายสีในห้องพักเล็ก ๆ ในกรุงเทพฯ
"หนูเคยคิดว่า จะเข้าเรียนในโรงเรียนไปเรื่อย ๆ ก่อนสานต่อเส้นทางการแสดงของตัวเอง ตอนนี้ หนูคิดว่าหนูอยากเป็นสถาปนิก" พิเย พิเย กล่าว
ระหว่างช่วงเวลา 3 ปี ของการรัฐประหาร แม่ลูกคู่นี้อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ประเทศไทย พ่อของพิเย พิเย หลบอยู่ในที่ปลอดภัยในเมียนมา ทำให้ครอบครัวต้องพลัดพรากจากกัน
"หนูอยากจะอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวในบ้านที่หนูเป็นคนออกแบบเอง ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่" พิเย พิเย เล่าถึงอนาคตที่ทะเยอทะยานของเธอหลังเหตุการณ์รัฐประการ
สังคมให้ความสนใจกับ พิเย พิเย อย่างมาก จากผลงานภาพยนตร์หลายเรื่องของเธอ อาทิ The Only Mom, Scream และ Okay I am Fine เธอเป็นนักแสดงที่สวมบทบาทได้หลากหลาย เธอเติบโตและพัฒนาขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 และการรัฐประหาร
"มีเด็กอีกมากที่ต้องมีชีวิตอยู่ในเงื่อนไขที่เลวร้ายกว่าหนู สิ่งที่หนูอยากบอกกับพวกเขาคือให้ทำงานหนักต่อไปและมีชีวิตอยู่ต่อให้ได้ มาทำงานหนักด้วยการเรียนหนังสือไปด้วยกันเถอะ" พิเย พิเย กล่าวทิ้งท้าย