เหตุใดเราจึงกลับไปสำรวจดวงจันทร์อีกครั้ง และการแข่งขันด้านอวกาศครั้งใหม่มีอะไรเป็นเดิมพัน ?

A photograph taken from the International Space Station shows the moon rising above Earth’s blue atmosphere.

ที่มาของภาพ, NASA

คำบรรยายภาพ, ภารกิจอาร์ทิมิส 2 อาจพานักบินอวกาศเดินทางในอวกาศได้ไกลกว่าครั้งใด ๆ ที่มนุษย์เคยไปมา
    • Author, แองเจลา เฮนแชล
    • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
  • เวลาอ่าน: 10 นาที

ภารกิจโคจรอบดวงจันทร์ที่มีมนุษย์ควบคุมยานเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี กำลังจะถูกปล่อยสู่อวกาศในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ภารกิจของนาซาดังซึ่งมีชื่อว่าอาร์ทิมิส 2 (Artemis II) อาจมีการปล่อยจรวดได้ตั้งแต่ช่วงเดือนมี.ค. ถึง เม.ย. นี้ โดยขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบยานอวกาศขั้นสุดท้าย ตำแหน่งของดวงจันทร์ หรือสภาพอากาศ

แม้ว่าลูกเรือจะไม่ได้ลงเหยียบบนพื้นผิวดวงจันทร์ แต่นาซาหวังว่าการเดินทางแบบ "สลิงช็อต (slingshot)" ที่อาศัยแรงดึงดูดจากดวงจันทร์เป็นเวลา 10 วันครั้งนี้จะปูทางไปสู่ "การดำรงอยู่บนดวงจันทร์อย่างถาวรและการส่งชาวสหรัฐอเมริกาไปยังดาวอังคาร"

แต่ไม่ใช่แค่สหรัฐฯ เท่านั้น ที่ต้องการกลับไปดวงจันทร์

เหตุใดหลายประเทศจึงเร่งส่งมนุษย์กลับขึ้นไปบนดวงดาวนี้ และอะไรคือเดิมพันในสมรภูมิแข่งขันด้านอวกาศครั้งใหม่

Nasa's huge Space Launch System and Orion spacecraft at the Kennedy Space Center in Florida against a clear blue sky with banners of Artemis and the US flag at the base.

ที่มาของภาพ, NASA/Sam Lott

คำบรรยายภาพ, นักบินอวกาศจำนวน 4 คนในภารกิจอาร์ทิมิส 2 จะอยู่ในภารกิจที่มีมนุษย์ควบคุมไปยังดวงจันทร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ทศวรรษ 1970

เป้าหมายของภารกิจคืออะไร ?

ดร.นัมราตา กอสวามิ ผู้เขียนหนังสือชื่อว่า Scramble for the Skies (การแย่งชิงท้องฟ้า) ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า ภารกิจครั้งนี้ต่างจากภารกิจอะพอลโลอันโด่งดังในช่วงทศวรรษ 1960-1970 เนื่องจากการเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการส่งมนุษย์ขึ้นไปและพาพวกเขากลับมามายังโลกเท่านั้น แต่เป็นก้าวสำคัญของสหรัฐฯ ที่กำลังมุ่งสู่เป้าหมายการสร้างถิ่นฐานอย่างถาวรบนดวงจันทร์ และการสกัดแร่ธาตุที่มีมูลค่า

ภารกิจนี้การเดินหน้าที่สืบเนื่องจากอาร์ทิมิส 1 ซึ่งเป็นภารกิจดวงจันทร์ที่ไร้มนุษย์ควบคุมในปี 2022 และเป็นการทดสอบครั้งแรกของระบบสำรวจอวกาศห้วงลึกชุดใหม่ของนาซาในเวลานั้น

นอกจากงานอื่น ๆ แล้ว ลูกเรือของอาร์ทิมิส 2 จะฝึกการบังคับทิศทางและการจัดแนวยานอวกาศโอไรออน (Orion spacecraft) สำหรับการลงจอดบนดวงจันทร์ในอนาคต และเมื่อยานเดินทางไปถึงจุดไกลที่สุดในอวกาศห้วงลึก มันจะอยู่ห่างจากด้านไกลของดวงจันทร์ราว 4,600 ไมล์ หรือราว 7,402 กิโลเมตร

A wide image of a gibbous moon

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สนธิสัญญาอวกาศ 1967 ซึ่งมีประเทศลงนามมากกว่า 115 ชาติ กำหนดให้การสำรวจและการใช้ประโยชน์จากอวกาศเป็น "มรดกร่วมของมนุษยชาติทั้งหมด"

เหตุใดจึงใช้เวลานานขนาดนี้กว่าจะกลับไปสำรวจดวงจันทร์อีกครั้ง ?

ครั้งสุดท้ายที่มนุษย์เดินบนดวงจันทร์คือภารกิจอะพอลโล 17 ของนาซาในปี 1972 ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงสงครามเย็น

ในเวลานั้น สหรัฐฯ ชนะการแข่งขันด้านอวกาศไปแล้ว หลังจากส่งมนุษย์ขึ้นเหยียบดวงจันทร์เป็นครั้งแรกด้วยอะพอลโล 11 ในปี 1969 ซึ่งเป็นความสำเร็จที่สหภาพโซเวียตไม่เคยทำได้

ดร.กอสวามิ กล่าวว่าเมื่อสหรัฐฯ บรรลุเป้าหมายแล้ว ก็แทบไม่มีเหตุผลที่จะเดินทางไปดวงจันทร์ต่อไปอีก เนื่องจากเป็นภารกิจที่มีค่าใช้จ่ายสูงอย่างมหาศาล

โครงการอะพอลโลตั้งแต่ปี 1961-1972 ใช้งบประมาณ 25.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเทียบเท่ากับเงินมูลค่าประมาณ 290-320 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน (ราว 9,280-10,240 ล้านบาท)

Astronaut Buzz Aldrin is shown in a spacesuit with reflective visor during the Apollo 11 mission to the lunar surface

ที่มาของภาพ, Bettmann Archive/Getty Images

คำบรรยายภาพ, มีผู้ชมราว 600 ล้านคน ติดตามชมเหตุการณ์ที่นีล อาร์มสตรอง และบัซซ์ อัลดริน นักอวกาศของนาซา ลงเดินบนดวงจันทร์ในเดือน ก.ค. 1969

อย่างไรก็ตาม นับแต่นั้นเป็นต้นมาความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เช่น การพัฒนาจรวดนำกลับมาใช้ใหม่ได้โดยสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ของอีลอน มัสก์ และบลูออริจิน (Blue Origin) ของเจฟฟ์ เบซอส ช่วยลดต้นทุนลงอย่างมาก นำไปสู่การเติบโตของสตาร์ทอัพด้านการเดินทางสู่อวกาศ และทำให้หลายประเทศต้องการสำรวจอวกาศมากขึ้น

ปัจจุบันมีมากกว่า 70 ประเทศที่มีโครงการอวกาศระดับชาติของตนเอง

แต่แรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดที่อยู่เบื้องหลังความทะเยอทะยานครั้งใหม่ของสหรัฐฯ ในการกลับไปดวงจันทร์ คือ จีนและความสำเร็จที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ของจีนในโครงการด้านนี้

ในปี 2019 จีนกลายเป็นประเทศแรกที่ลงจอดบนด้านไกลของดวงจันทร์ด้วยยานสำรวจฉางเอ๋อ 4

ดร.กอสวามิกล่าวว่าการลงจอดครั้งนั้น "ปลุกสหรัฐฯ ให้ตื่นตัว" โดยเปรียบเทียบว่า "คล้ายกับช่วงเวลาของสปุตนิก" ซึ่งเธออ้างอิงถึงดาวเทียมของสหภาพโซเวียต วัตถุจากมนุษย์ชิ้นแรกที่ถูกปล่อยสู่อวกาศในปี 1957

"พวกเขาตระหนักว่า 'ว้าว จีนไม่ได้แค่ลอกเทคโนโลยีจากรัสเซียเท่านั้น'" เธอกล่าวเสริม

แม้กระทั่งก่อนที่จีนจะประสบความสำเร็จ โดนัลด์ ทรัมป์เคยประกาศเจตนารมณ์อย่างชัดเจนในการส่งมนุษย์กลับไปดวงจันทร์และสำรวจอวกาศ โดยเขาลงนามในคำสั่งด้านอวกาศเมื่อปี 2017 ขณะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ สมัยแรก

ในเวลานั้น เขากล่าวว่าคำสั่งดังกล่าวจะ "ทำให้โครงการอวกาศของสหรัฐฯ กลับมาเป็นผู้นำและสร้างแรงบันดาลใจให้มนุษยชาติอีกครั้ง"

Three Chinese astronauts walk past crowds of people waving flags, cameras and phones ahead of their trip in space to carry out research at the Tiangong space station.

ที่มาของภาพ, ADEK BERRY/AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ไช่ ซวี่เจ๋อ, ซ่ง หลิงตง , และหวัง ห้าวเจ๋อ นักบินอวกาศจีนโบกมือให้ฝูงชน ก่อนออกเดินทางขึ้นสู่สถานีอวกาศเทียนกง

อะไรคือเดิมพันหากมนุษย์กลับไปดวงจันทร์ ?

แม้ว่าจีนจะปฏิเสธว่ามิได้อยู่ในการแข่งขันด้านอวกาศกับสหรัฐฯ แต่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่เชื่อกันอย่างกว้างขวางว่าการแข่งขันเพื่อเป็นประเทศแรกที่กลับไปดวงจันทร์นั้นได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

นักวิเคราะห์ส่วนมากเชื่อว่าประเทศที่สามารถสร้างการปรากฏตัวบนดวงจันทร์ได้ก่อน อาจลงเอยด้วยการมีอำนาจควบคุมเชิงพฤตินัยเหนือพื้นที่ทรัพยากรสำคัญ โดยเฉพาะบริเวณขั้วใต้ ซึ่งตรวจพบว่ามีน้ำแข็งอยู่

น้ำแข็งนี้สามารถใช้ผลิตน้ำดื่ม ออกซิเจน หรือแม้กระทั่งเชื้อเพลิงจรวด ผ่านกระบวนการแยกสกัดออกซิเจนและไฮโดรเจนแล้วทำให้เป็นของเหลว ทำให้เกิดความเป็นไปได้ในการ "เติมเชื้อเพลิงในอวกาศ"

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าหากทำได้จริง ก็จะช่วยลดความจำเป็นในการปล่อยจรวดจากโลกซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง และเพิ่มโอกาสของภารกิจไปดาวอังคารในอนาคต

นอกจากน้ำแล้ว ยังพบทรัพยากรอื่น ๆ บนดวงจันทร์ เช่น โลหะที่ใช้ในการก่อสร้าง ได้แก่ เหล็ก อะลูมิเนียม และไททาเนียม และยังมีการค้นพบเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ดวงจันทร์ยังมีไอโซโทปฮีเลียมชนิดหนึ่งที่หายากมาก คือฮีเลียม‑3 ซึ่งมีมูลค่าแพงลิ่วถึงราว 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อกิโลกรัมบนโลก (ราว 640 ล้านบาท) และในอนาคตอาจใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชันได้

อย่างไรก็ดี การสกัดทรัพยากรอย่างก๊าซฮีเลียม‑3 นั้นทำได้ยากมาก และเต็มไปด้วยความท้าทาย ซึ่งรวมถึงอุปกรณ์ขุดเจาะที่จะต้องทนต่ออุณหภูมิที่ผันผวนรุนแรง ตั้งแต่ราว 120 องศาเซลเซียสในเวลากลางวัน ไปจนถึง –170 องศาเซลเซียสในเวลากลางคืน

ดังนั้น การทำเหมืองฮีเลียม‑3 ในอนาคตจึงต้องอาศัยเงินลงทุนจำนวนมหาศาล รวมทั้งวิธีการแปรรูปดินจากดวงจันทร์ในปริมาณมาก

ลิบบี แจ็กสัน หัวหน้าฝ่ายอวกาศของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในสหราชอาณาจักร กล่าวว่า "เพื่อให้คุ้มค่า คุณต้องสามารถสกัดมัน นำไปขาย ทำกำไรให้ได้ และต้องมีเหตุผลเพียงพอที่จะลงทุนไปเอามันมาตั้งแต่แรก"

"คุณต้องแปรรูปดินหรือพื้นผิวชั้นบนของดวงจันทร์ปริมาณมากถึงหนึ่งตัน เพื่อให้ได้ฮีเลียม‑3 เพียงไม่กี่มิลลิกรัมเท่านั้น"

Several scientists stand alongside the Chandrayaan-2 spacecraft Lander module at the Indian space program headquarters in Bengaluru.

ที่มาของภาพ, Bloomberg via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ความสำเร็จของการลงจอดของยานจันทรายาน 3 ทำให้องค์การอวกาศอินเดียยืนยันแผนที่จะส่งมนุษย์อวกาศของตนเองไปยังดวงจันทร์ภายในราวปี 2040

ใครจะเป็นประเทศแรกที่ส่งมนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์ ?

สหรัฐฯ และจีนถูกมองว่าเป็นมหาอำนาจด้านอวกาศชั้นนำในปัจจุบัน โดยสหรัฐฯ หวังจะส่งมนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์ผ่านภารกิจอาร์ทิมิส 3 โดยตั้งเป้าเร็วที่สุดในปี 2027 ขณะที่จีนตั้งเป้าหมายไว้ในปี 2030

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองประเทศไม่ใช่ผู้เล่นเพียงกลุ่มเดียวที่มีความทะเยอทะยานจะส่งมนุษย์ขึ้นไปยังดวงจันทร์ เนื่องจากอินเดียซึ่งมีพัฒนาการด้านเทคโนโลยีอวกาศก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ก็มีเป้าหมายจะส่งมนุษย์อวกาศไปดวงจันทร์ภายในปี 2040

ในเดือน ส.ค. 2023 อินเดียกลายเป็นประเทศที่ 4 ต่อจากสหรัฐฯ รัสเซีย และจีน ที่สามารถลงจอดยานบนดวงจันทร์ได้ และเป็นประเทศแรกที่นำยานลงจอดบริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์

ขณะเดียวกัน แม้รัสเซียไม่เคยประกาศเป้าหมายดังกล่าวอย่างเปิดเผย แต่รายงานของสำนักข่าวทัสส์เมื่อปี 2023 ระบุว่ารัสเซียกำลังวางแผนส่งนักบินอวกาศไปดวงจันทร์ และมีแผนจัดตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์ในช่วงปี 2031-2040

แล้วใครจะไปถึงก่อนกัน ?

ผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่าจีนอาจได้เปรียบ เนื่องจากมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วและประสบปัญหาน้อยกว่าโครงการอาร์ทิมิส

ดร.กอสวามิ กล่าวว่าผลลัพธ์ของการแข่งขันด้านอวกาศครั้งใหม่นี้ "มีความสำคัญยิ่งกว่าครั้งแรก"

เธอกล่าวเสริมว่า ปัจจุบันมีมากกว่า 70 ประเทศ "ที่มีสถาบันและหน่วยงานด้านอวกาศซึ่งสนใจศักยภาพทางเศรษฐกิจของดวงจันทร์" ด้วยเหตุนี้ "นี่คือเกมที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง"

Graphic showing the Earth and Moon, with the Artemis II's figure of 8 orbital trajectory highlighted. Specific points are labelled. These are: 1. Lift off at the Kennedy Space Centre, 2. Orbit around Earth, 3. Rocket separation, 4. Main engine fires to take spacecraft to the Moon, 5. Lunar flyby, 6. Return to Earth, 7. Crew module separates, 8. Splashdown in Pacific Ocean.