เปิดตำนาน "โรบินสัน ครูโซ" ชาวดัตช์ ถูกทิ้งให้อดตายบนเกาะร้างเพราะเป็นเกย์

    • Author, เคน เพียรี
    • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส

แม้ในยุคปัจจุบันสังคมจะเปิดกว้างและยอมรับในความหลากหลายทางเพศมากขึ้น แต่ข้อมูลจากสมาคมชาวแอลจีบีทีไอระหว่างประเทศ (ILGA) ระบุว่ายังคงมี 64 ประเทศทั่วโลก ที่ถือว่าพฤติกรรมรักเพศเดียวกันเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา โดยมีบทลงโทษรุนแรงตั้งแต่จำคุกไปจนถึงประหารชีวิต

ไม่ต้องพูดถึงอดีตเมื่อหลายร้อยปีก่อน ซึ่งการลงโทษผู้มีความหลากหลายทางเพศยิ่งทารุณโหดร้ายกว่าในทุกวันนี้มาก โดยมีเรื่องที่เป็นตำนานเล่าขานจากเนเธอร์แลนด์ในยุคศตวรรษที่ 18 บอกว่ามีชายชาวดัตช์ผู้หนึ่ง ถูกทิ้งให้อดตายอยู่บนเกาะร้างกลางมหาสมุทรที่ไร้ผู้คนอยู่อาศัย เพราะเกิดไปมีความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสมกับคนเพศเดียวกันขณะอยู่บนเรือ

ลีนเดิร์ต ฮาเซนบอซ คือชื่อของชายผู้เคราะห์ร้ายคนดังกล่าว นักประวัติศาสตร์ในยุคหลังสามารถจะทราบถึงเรื่องราวของเขาได้ เพราะเมื่อราว 300 ปีก่อน เขาได้เขียนบันทึกประจำวันหรือไดอารี ขณะถูกทิ้งให้ติดอยู่บนเกาะแอสเซนชัน (Ascension Island) ซึ่งเป็นเกาะภูเขาไฟกลางมหาสมุทรแอตแลนติก ห่างจากชายฝั่งของอเมริกาใต้ 2,300 กิโลเมตร และห่างจากชายฝั่งของทวีปแอฟริกา 1,540 กิโลเมตร

ข้อความแรกในไดอารีคนติดเกาะของเขาเขียนไว้ว่า "วันเสาร์ที่ 5 พฤษภาคม ปี 1725 เนื่องด้วยคำสั่งของเหล่าผู้บัญชาการและกัปตันแห่งกองเรือดัตช์ ข้าพเจ้านายลีนเดิร์ต ฮาเซนบอซ ถูกนำมาทิ้งไว้บนฝั่งของเกาะห่างไกลโดดเดี่ยวแห่งนี้ เพื่อรับโทษทัณฑ์ทรมานอย่างหนัก"

เมื่อฮาเซนบอซลงมือเขียนไดอารีดังกล่าว เขาก็ได้เริ่มนับถอยหลังการใช้เวลาช่วงวาระสุดท้ายของชีวิตแล้ว แต่เรื่องราวและตัวตนที่แท้จริงของเขาถูกปิดเป็นความลับอยู่นานหลายศตวรรษ ก่อนจะถูกค้นพบและนำออกเผยแพร่อีกครั้ง โดยเหล่านักเขียนและนักประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 21

ตำนานว่าด้วยชะตากรรมของฮาเซนบอซ ถูกนำมาเรียบเรียงใหม่เป็นหนังสือขายดีหลายเล่มในช่วงศตวรรษที่ 18 ซึ่งเป็นยุคทองของเรื่องเล่าและนวนิยายว่าด้วยคนติดเกาะร้าง โดยในช่วงไม่กี่ปีก่อนที่จะมีการค้นพบบันทึกของฮาเซนบอซ ตัวละคร "โรบินสัน ครูโซ" จากนวนิยายของแดเนียล เดโฟ นักเขียนชาวอังกฤษ กำลังโด่งดังและได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากเป็นเรื่องแต่งที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริง

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวการผจญภัยของฮาเซนบอซนั้นแตกต่างออกไป โดย ดร.เอลวิน โฮฟมาน นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอูเทร็กต์ของเนเธอร์แลนด์อธิบายว่า ฮาเซนบอซไม่ได้ติดเกาะเพราะความบังเอิญอย่างเช่นเรือแตก หรือติดเกาะเพราะอุบัติเหตุอื่น ๆ แต่ถูกคนพาตัวไปทิ้งไว้ที่เกาะร้างอย่างจงใจ เนื่องจากถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานประพฤติตนเยี่ยง "ชาวโซดอม" (Sodomite) ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่ใช้เรียกคนรักเพศเดียวกันในยุคนั้น

กะลาสีที่ถูกลงโทษให้ติดเกาะ

โลกได้รับรู้ถึงโศกนาฏกรรมของฮาเซนบอซเป็นครั้งแรก ในเดือน ม.ค. ปี 1726 หลังนักเดินเรือชาวอังกฤษกลุ่มหนึ่งขึ้นฝั่งที่เกาะแอสเซนชัน และได้ไปพบเพิงพักที่สร้างขึ้นง่าย ๆ ของเขา พร้อมทั้งไดอารีที่ทิ้งเอาไว้ ทว่ากลับไม่พบตัวของฮาเซนบอซแต่อย่างใด

บันทึกประจำวันของคนติดเกาะฉบับดังกล่าวถูกนำกลับมาที่สหราชอาณาจักร โดยมีการแปลข้อความภาษาดัตช์เป็นภาษาอังกฤษ ก่อนจะนำออกตีพิมพ์เผยแพร่เป็นหนังสือหลายเล่ม ซึ่งรวมถึง "พฤติกรรมรักเพศเดียวกันถูกลงโทษ" (Sodomy Punished) แต่ผู้เรียบเรียงและตีพิมพ์ได้ลบชื่อของฮาเซนบอซออกไป ส่วนเนื้อหาของหนังสือก็เป็นเพียงข้อเท็จจริงบางส่วนที่นำมาปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน ทั้งยังมีการเสริมแต่งเรื่องราวให้เร้าอารมณ์ผู้อ่านมากขึ้นด้วย

แม้เขาจะกลายเป็นตัวละครไร้ชื่อในหนังสือนิทานสอนใจเล่มหนึ่ง แต่นักประวัติศาสตร์รุ่นหลังสามารถสืบค้นชีวประวัติของฮาเซนบอซได้ว่า เขาเกิดเมื่อราวปี 1695 ที่กรุงเฮกของเนเธอร์แลนด์ เป็นบุตรคนเดียวของโยฮันเนส ฮาเซนบอซ และมาเรีย ฟาน แบร์แฮนเดอ

หลังจากที่มารดาของเขาเสียชีวิตไป ผู้เป็นบิดาได้อพยพโยกย้ายสมาชิกครอบครัวที่เหลือไปยังเมืองปัตตาเวีย หรือกรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซียในปัจจุบัน แต่หนุ่มน้อยฮาเซนบอซที่กำลังเป็นวัยรุ่นยังคงอยู่ที่เนเธอร์แลนด์ต่อไป และได้เข้าทำงานที่บริษัทดัตช์อีสต์อินเดีย (VOC) เมื่อมีอายุได้ 18 ปี โดยเริ่มจากตำแหน่งพลทหาร ก่อนจะได้เลื่อนขั้นเป็นนักบัญชีที่ได้รับความไว้วางใจอย่างสูง

บริษัทดัตช์อีสต์อินเดียนั้นได้ชื่อว่า เป็นบริษัทการค้าข้ามชาติแห่งแรกของโลกที่มีสำนักงานในหลายประเทศ โดยมีอิทธิพลทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างสูงทั่วภูมิภาคเอเชีย แต่แรงงานและลูกจ้างของบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งนี้ กลับถูกเอารัดเอาเปรียบและถูกปฏิบัติอย่างทารุณโหดร้ายจากนายจ้างอยู่บ่อยครั้ง

ฮาเซนบอซทำงานให้บริษัทดัตช์อีสต์อินเดียอยู่เกือบสิบปี โดยถูกส่งไปประจำการอยู่ที่ปัตตาเวียและโคจิน (Cochin) (ปัจจุบันคือเมืองโคจีของอินเดีย) จนกระทั่งเดือนตุลาคม ปี 1724 เขาตัดสินใจเดินทางกลับประเทศโดยไม่มีผู้ใดทราบถึงสาเหตุ แต่ทว่าเขาไม่อาจโดยสารเรือลำนั้นไปจนถึงเนเธอร์แลนด์ได้โดยตลอดรอดฝั่ง

เนื้อเต่า เลือด และน้ำปัสสาวะ

ในระหว่างการเดินทางช่วงล่องเรือขึ้นทิศเหนือของมหาสมุทรแอตแลนติก ฮาเซนบอซถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน ซึ่งถือเป็นความผิดบาปอันใหญ่หลวงในยุคนั้น ตามปกติแล้วบริษัทดัตช์อีสต์อินเดียมักสั่งลงโทษประหารชีวิต แต่ในกรณีของเขา ผู้บัญชาการกองเรือดัตช์มีคำสั่งให้ทิ้งเขาไว้บนเกาะร้างแทน

ในวันที่ 5 พ.ค. 1725 ฮาเซนบอซถูกปล่อยเกาะโดยมีสิ่งของติดตัวไปด้วยไม่กี่อย่าง นอกจากเต็นท์ที่พักแล้ว เขายังมีคัมภีร์ไบเบิล, เมล็ดพืชจำนวนหนึ่ง, และน้ำจืดถังหนึ่งที่จะร่อยหรอลงไปเรื่อย ๆ จนหมดสิ้น

ในเดือนแรกเขาพยายามค้นหาแหล่งน้ำจืดบนเกาะ พร้อมกับเฝ้าภาวนาให้มีคนมาช่วย แต่ในที่สุดเขาก็ไม่อาจทนความโดดเดี่ยวได้อีกต่อไป ฮาเซนบอซพยายามจับนกมาฝึกให้เชื่องเพื่ออยู่เป็นเพื่อน แต่ในที่สุดมันก็ตายจากไป ส่วนพืชผักที่เขาพยายามเพาะปลูกอย่างเช่นหัวหอม, ถั่วลันเตา, และถั่วแปบ ก็ไม่งอกขึ้นมาจากดินบนเกาะแห่งนั้นเลย

เมื่อล่วงเข้าเดือน มิ.ย. ฮาเซนบอซเริ่มมองเห็นภาพหลอน สภาพจิตใจของเขาฟุ้งซ่านด้วยความรู้สึกผิดบาป เขาบันทึกว่าได้มองเห็นภูตผี ซึ่งก็เป็นวิญญาณของชายคนหนึ่งที่เขาเคยรู้จักและ "เคยอยู่ด้วยกันในช่วงเวลาหนึ่ง" ทว่านักอ่านรุ่นหลังพากันสงสัยว่า ข้อความส่วนหลังนี้อาจเป็นการเติมแต่งของสำนักพิมพ์สัญชาติอังกฤษก็เป็นได้

หลังจากที่แหล่งน้ำจืดธรรมชาติเพียงแห่งเดียวบนเกาะ ซึ่งเป็นน้ำพุที่เรียกว่า "หยดน้ำของแดมเพียร์" (Dampier's Drip) เหือดแห้งหมดไป ฮาเซนบอซยิ่งอ่อนระโหยโรยแรงหนักขึ้นไปอีก จนไม่อาจจะไล่จับแพะป่ามากินไหว ส่วนพืชผักที่เขาพอปลูกขึ้นได้นิด ๆ หน่อย ๆ ก็ถูกฝูงหนูมารุมกัดกินจนเสียหาย เขาบันทึกถึงหนทางสุดท้ายเพื่อเอาชีวิตรอดว่า "วันที่ 22 ส.ค. ผมจับเต่าทะเลตัวใหญ่ได้ และดื่มเลือดของมันแทนน้ำไปเกือบหนึ่งลิตร ผมยังดื่มน้ำปัสสาวะของตัวเองด้วย"

ต่อมาในเดือน ต.ค. ฮาเซนบอซอยู่ในสภาพร่อแร่จนแทบจะดำรงชีวิตต่อไปไม่ไหว เขาได้กินเนื้อเต่านิดหน่อย รวมทั้งต้องดื่มเลือดเต่าและปัสสาวะของตนเองแทนน้ำ เขาเขียนบันทึกข้อความสุดท้ายเพียงสั้น ๆ ในวันที่ 14 ต.ค. 1725 โดยบอกว่า "ผมยังมีชีวิตอยู่เหมือนที่ผ่านมา"

เปิดปูมประวัติศาสตร์

เป็นเวลากว่า 200 ปี ที่เรื่องราวของฮาเซนบอซถูกจดจำแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ผ่านหนังสือสองเล่มของสำนักพิมพ์อังกฤษ ได้แก่ "พฤติกรรมรักเพศเดียวกันถูกลงโทษ" (Sodomy Punished) ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1726 และ "ความสัมพันธ์ของแท้" (An Authentick Relation) ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1728 โดยไม่มีเล่มใดเปิดเผยชื่อและตัวตนจริงของฮาเซนบอซเลย

จนกระทั่งในช่วงทศวรรษ 1990 มิคิเอล โคลแบร์เคน นักประวัติศาสตร์ชาวดัตช์ได้ค้นพบหนังสือภาษาอังกฤษหายากเข้าโดยบังเอิญ ซึ่งก็คือ An Authentick Relation ที่เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ทางทะเลแห่งอัมสเตอร์ดัม โคลแบร์เคนจึงได้สืบค้นคลังเอกสารจดหมายเหตุของบริษัทดัตช์อีสต์อินเดีย จนพบบันทึกการจ่ายเงินเดือนและประวัติพนักงานของฮาเซนบอซ ซึ่งระบุเอาไว้ว่า

"ในวันที่ 17 เม.ย. 1725 บนเรือพราตเทนเบิร์ก เขาถูกตัดสินโทษให้นำตัวไปปล่อยเกาะ โดยให้ทอดทิ้งอันธพาลผู้นี้ไว้บนเกาะแอสเซนชันหรือเกาะแห่งอื่น ๆ และให้ริบเงินเดือนขั้นสูงของเขาไว้ทั้งหมด"

โคลแบร์เคนเตรียมเผยแพร่งานวิจัยทางประวัติศาสตร์ดังกล่าวในปี 2002 ในรูปแบบของหนังสือ "โรบินสัน ครูโซ ชาวดัตช์" (Een Hollandse Robinson Crusoe) แต่น่าเสียดายที่เขาด่วนเสียชีวิตไปด้วยโรคมะเร็ง ก่อนที่จะมีการตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ไม่นาน

สามปีต่อมา อเล็กซ์ รีตเซมา นักประวัติศาสตร์และนักเขียนชาวดัตช์อีกคน ได้พบงานวิจัยของโคลแบร์เคนในห้องสมุดเมืองเดเฟนเทอร์ของเนเธอร์แลนด์ ทำให้ตัวเขาซึ่งเป็นนักสะสมหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่าด้วยหมู่เกาะต่าง ๆ ตัวยง สนใจในเรื่องราวของฮาเซนบอซอย่างยิ่ง ทำให้ในปี 2011 เขาลงมือเขียนและตีพิมพ์หนังสือภาษาอังกฤษ "คนติดเกาะชาวดัตช์บนเกาะแอสเซนชัน" (A Dutch Castaway on Ascension Island)

ในคำอุทิศของหนังสือเล่มดังกล่าว รีตเซมาเขียนไว้ว่า "ขออุทิศหนังสือเล่มนี้ให้กับชายชาวดัตช์สองคน ผู้ด่วนจากไปก่อนเวลาอันควร นั่นคือลีนเดิร์ต ฮาเซนบอซ และมิคิเอล โคลแบร์เคน" อย่างไรก็ตามในปี 2022 รีตเซมาเองก็ได้เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งเช่นกัน

ไม่ใช่บุคคลล่องหนอีกต่อไป

แม้ตำนานของฮาเซนบอซจะเป็นเพียงเรื่องไกลตัวจากอดีตหลายร้อยปีก่อน แต่ก็เป็นเรื่องราวที่คนทั่วโลกในยุคปัจจุบันคุ้นเคยอย่างยิ่ง

ดร.เอลวิน โฮฟมาน นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอูเทร็กต์ของเนเธอร์แลนด์อธิบายว่า สังคมชาวดัตช์ในยุคก่อนศตวรรษที่ 18 นั้น มักไม่ใส่ใจกับพฤติกรรมรักเพศเดียวกัน จนถึงขั้นเรียกได้ว่ามีการยอมรับคนกลุ่มนี้อย่างเงียบ ๆ แต่ต่อมาสถานการณ์ก็เปลี่ยนไป เมื่อเนเธอร์แลนด์แพ้สงครามบ่อยครั้งขึ้น จนชาวดัตช์เริ่มมองว่าสังคมกำลังเผชิญ "วิกฤตความเป็นชาย" ทำให้คนรักเพศเดียวกันตกเป็นแพะรับบาป โดยถูกกล่าวหาว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้สังคมเสื่อมถอยอ่อนแอลง ทั้งยังมีการลงโทษปราบปรามคนกลุ่มนี้อย่างหนัก

"ในศตวรรษที่ 18 สังคมชาวดัตช์มีความรู้สึกว่าประเทศชาติกำลังตกต่ำเสื่อมถอย ทางออกของปัญหาดังกล่าว คือการลงโทษปราบปรามกลุ่มคนรักเพศเดียวกันให้หนักมือขึ้น คติสอนใจคนยุคปัจจุบันที่ได้จากประวัติศาสตร์ตอนนี้ ช่วยย้ำเตือนเราว่าในช่วงเวลาวิกฤต มักมีความเสี่ยงที่สังคมจะหันไปลงโทษคนรักเพศเดียวกันอย่างรุนแรง เพื่อพยายามฟื้นฟูความเป็นชายที่แข็งแกร่งของสังคมให้กลับคืนมา" ดร.โฮฟมานกล่าว

หลังมรณกรรมของฮาเซนบอซเพียง 5 ปี ศาลไต่สวนเอาผิดคนรักเพศเดียวกันที่เมืองอูเทร็กต์ ได้ตัดสินประหารชีวิตชาวดัตช์ไปเกือบ 300 ราย หลายคนถูกประหารกลางที่สาธารณะ โดยบางคนถูกเผาทั้งเป็นและบางคนก็ถูกรัดคอจนตาย การประหัตประหารนี้สิ้นสุดลงในปี 1803 เมื่อกฎหมายที่เอาผิดคนรักเพศเดียวกันถูกยกเลิกไป

แต่จนกระทั่งถึงปัจจุบัน เหตุการณ์ที่สังคมกล่าวโทษคนรักเพศเดียวกันก็ยังพบเห็นได้บ่อยครั้ง โดยล่าสุดมีการออกกฎหมายต่อต้านผู้มีความหลากหลายทางเพศ ในประเทศอย่างรัสเซีย, ยูกันดา, และโปแลนด์ โดยรัฐบาลพยายามอ้างเหตุผลในการออกกฎหมายเหล่านี้ว่า เพื่อธำรงรักษา "คุณค่าและขนบธรรมเนียมดั้งเดิม"

ส่วนในประเทศที่เคยมีภาพลักษณ์ทันสมัยและเปิดกว้างอย่างยิ่งเช่นสหรัฐฯ นับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าดำรงตำแหน่งผู้นำเป็นสมัยที่สอง เขาได้ลงนามออกคำสั่งของฝ่ายบริหารหลายฉบับ ที่ลิดรอนสิทธิของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ จนสภาพการณ์ย้อนกลับไปเป็นเหมือนในยุคโบราณ

ทรัมป์ได้ลงนามยกเลิกคำสั่งที่ให้มีมาตรการป้องกันการแบ่งแยกกีดกัน อันเนื่องมาจากเพศสภาพหรืออัตลักษณ์ทางเพศ นอกจากนี้เขายังลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร ซึ่งให้การรับรองชายจริงและหญิงแท้เพียงสองเพศ โดยบุคคลไม่อาจเปลี่ยนแปลงเพศกำเนิดที่เป็นชายหรือหญิงของตนเอง ไปเป็นเพศอื่น ๆ ได้

จูเลีย เอียร์ต ผู้อำนวยการบริหารของสมาคมชาวแอลจีบีทีไอระหว่างประเทศ บอกว่ากฎหมายที่ไม่เป็นธรรมข้างต้น มุ่งหมายที่จะลบเลือนเรื่องราวและตัวตนของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ให้หมดสิ้นไปจากหน้าประวัติศาสตร์ และต้องการทำให้ชีวิตของคนที่มีตัวตนอยู่จริง กลายเป็นเพียงนิทานสอนใจเท่านั้น

"แต่พวกเราเคยเผชิญกับสภาพการณ์เช่นนี้มาโดยตลอด คุ้นเคยกับการผลักไสขับไล่ชาวแอลจีบีทีไอ ให้ออกไปจากสังคมอันมีเกียรติที่ทุกคนให้ความเคารพนับถือ ในตอนนี้สภาพการณ์ดังกล่าวได้หวนกลับมาอีกครั้ง ทั้งยังรุนแรงไม่แพ้ที่ผ่านมา แต่พวกเราจะไม่ใช่มนุษย์ล่องหนที่ผู้คนมองไม่เห็นอีกต่อไป" เอียร์ตกล่าวทิ้งท้าย