"เสนอยุติการยั่วยุ ไม่ใช่หยุดยิง" อนุทินเผยข้อความอันวาร์ หลังพ้นเส้นตาย ชายแดนไทย-กัมพูชายังปะทะต่อเนื่อง

สภาพบ้านเรือนของประชาชนใน ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากอาวุธหนัก ซึ่งทางกองทัพภาคที่ 2 ระบุว่าเป็นอาวุธจรวด BM-21 ของฝ่ายกัมพูชา เมื่อ 14 ธ.ค.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, สภาพบ้านเรือนของประชาชนใน ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากอาวุธหนัก ซึ่งทางกองทัพภาคที่ 2 ระบุว่าเป็นอาวุธจรวด BM-21 ของฝ่ายกัมพูชา เมื่อ 14 ธ.ค.

ทหารไทยและกัมพูชาเปิดฉากสู้รบอย่างต่อเนื่องทั้งแนวรบด้านอีสานใต้และแนวรบด้านตะวันออกของประเทศ โดยกองทัพบกระบุว่ามีทหารกัมพูชาเสียชีวิตสะสมอย่างน้อย 221 ราย ขณะที่จรวด BM-21 ที่ตกใส่ใจกลางชุมชนใน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ทำให้ประชาชนไทยวัย 63 ปีเสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิด

พ้นจาก "เส้นตาย" ของนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่เรียกร้องให้ไทยและกัมพูชายุติการสู้รบทุกรูปแบบ, ยับยั้งไม่ให้มีการปฏิบัติการทางการทหารใด ๆ รวมถึงการใช้กำลังพลหรือเคลื่อนกำลังพล โดยให้มีผลตั้งแต่เวลา 22.00 น. ของวันที่ 13 ธ.ค. ที่ผ่านมา ปรากฏว่าเสียงปืนยังดังขึ้นต่อเนื่องตามแนวชายแดน

บ่ายวานนี้ (13 ธ.ค.) นายอันวาร์เปิดเผยผ่านการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กของเขาว่า ได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และสมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ขอให้ยุติการสู้รบ และได้ร้องขอให้คณะผู้สังเกตการณ์ของอาเซียน (ASEAN Observer Team - AOT) เข้าสังเกตการณ์ในพื้นที่ โดยจะมีการใช้การสังเกตการณ์ผ่านดาวเทียมจากรัฐบาลสหรัฐฯ เข้ามาสนับสนุน ซึ่งผลการสังเกตการณ์ทั้งจากภาคพื้นดินและจากดาวเทียมจะถูกรวบรวมโดย AOT แล้วนำเสนอในที่ประชุม รมว.ต่างประเทศอาเซียน วันที่ 16 ธ.ค.

อย่างไรก็ตามนายอนุทินให้สัมภาษณ์ว่า "คาดว่าน่าจะเป็นความเข้าใจผิด" ขณะนี้มีการสื่อสารเยอะไปหมด

"ขณะนี้ยังไม่มีการเจรจาหยุดยิง และยังไม่ถึงเวลานั้น" นายกฯ อนุทินให้สัมภาษณ์เมื่อ 13 ธ.ค.

ต่อมาเวลา 14.15 น. ของวันที่ 14 ธ.ค. นายอนุทินได้นำข้อความที่นายกฯ มาเลเซียเขียนมาหาเขา มาโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งแปลความได้ ดังนี้

"เรียนนายกรัฐมนตรีอนุทิน คำแถลงของผมไม่ได้กล่าวถึงการหยุดยิง ผมเพียงแต่กล่าวว่า ผมเสนอให้ยุติการยั่วยุใด ๆ ตั้งแต่เวลา 22.00 น. เป็นต้นไป ผมไม่ได้บอกว่าทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกันแล้ว"

นายอนุทินระบุว่า คำแถลงข้างต้นถูกส่งมาถึงตนจากนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ซึ่งพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่า รัฐบาลไทยไม่มีแผนหรือข้อตกลงใด ๆ ที่จะหยุดยิงกับศัตรูของเราตั้งแต่เวลา 22.00 น. ของเมื่อคืนนี้ ประเทศไทยยืนหยัดอย่างมั่นคงในความมุ่งมั่นที่จะรักษา ปกป้อง และพิทักษ์บูรณภาพของดินแดนและประชาชนของเราอย่างสุดกำลัง

ต่างจาก สมเด็จฮุน มาเนต ที่โพสต์เฟซบุ๊กว่า "กัมพูชายินดีและสนับสนุนการริเริ่มของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซียที่จะให้มีการหยุดยิงในคืนนี้ (13 ธ.ค.)" ทว่าโดยข้อเท็จจริงทหารกัมพูชายังคงระดมยิงใส่พื้นที่ชายแดนไทย

ทบ. ยัน "ไม่มีแนวทางการหยุดยิง"

กองทัพบก (ทบ.) โดย พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษก ทบ. ยืนยันว่า ไม่มีแนวทางการหยุดยิง เนื่องจากปัจจุบันกัมพูชายังคงใช้อาวุธหนัก จรวด BM-21, เครื่องยิงลูกระเบิด และโดรนพลีชีพ โจมตีต่อกำลังทหารไทยในพื้นที่ตลอดแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง

พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ได้ติดตามสถานการณ์และมอบแนวทางการปฏิบัติเฉพาะส่วนอย่างใกล้ชิด ปัจจุบันยืนยันว่ายังไม่ได้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงในการปฏิบัติการของหน่วยในพื้นที่การรบแต่อย่างใด โดยยังคงสั่งการให้หน่วยทหารที่รับผิดชอบตลอดแนวชายแดน เดินหน้าปฏิบัติการตามแผนที่กำหนด พร้อมบูรณาการร่วมกับเหล่าทัพ และหน่วยงานอื่นๆ ในการปฏิบัติอย่างเต็มที่

ผบ.ทบ. กำชับให้กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 เน้นย้ำกำลังพลเรื่องการปฏิบัติงานด้วยความปลอดภัย ดำเนินกลยุทธ์ด้วยความรอบคอบ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายหลักคือ

  • การผลักดันและมุ่งทำลายขีดความสามารถทางการทหารของกัมพูชา ทั้งกำลังพลและยุทโธปกรณ์ รวมถึงองค์ประกอบสนับสนุนอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อฝ่ายไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม
  • การสถาปนาพื้นที่ เข้าควบคุมบริเวณที่เคยมีการรุกล้ำเขตอธิปไตยไทย และเสริมความมั่นคงให้มีความสมบูรณ์ เอื้อต่อการปฏิบัติการทางทหารต่อไปในอนาคต

ทบ. ขอยืนยันในปฏิบัติการครั้งนี้ว่ายังคงดำเนินการต่อเนื่องจนกว่ากัมพูชาหยุดความเป็นปรปักษ์ โจมตีต่อกำลังทหารไทยและประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ทหารไทยเสียชีวิต 16 นาย กัมพูชา 221 นาย

ในระหว่างเปิดแถลงข่าวประจำวัน (14 ธ.ค.) พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวยืนยันว่า "กัมพูชาไม่ได้หยุดยิงอย่างที่กล่าวอ้าง" ไทยจึงจำเป็นต้องป้องกันตัวเองตามกฎการปะทะและกฎหลักสากล

จากนั้นได้ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังเวลา 22.00 น. ของวันที่ 13 ธ.ค. จนถึงวันนี้ (14 ธ.ค.)

  • 22.00 น. ฝ่ายกัมพูชาระดมยิงอาวุธหนักใส่ไทยอย่างต่อเนื่อง ไทยจึงจำเป็นต้องป้องกันตนเอง
  • 22.00-01.00 น. พบโดรนของฝ่ายกัมพูชาจำนวนมากพยายามแทรกซึมเข้ามา โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน จ.ตราด
  • 04.15 น. ฝ่ายกัมพูชาระดมยิงจรวด BM-21 และปืนใหญ่ เข้ามาในพื้นที่ อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ อย่างต่อเนื่อง
  • 05.15 น. ฝ่ายกัมพูชาโจมตีชายแดนไทยตลอดแนว ไทยจึงจำเป็นต้องป้องกันตนเอง
  • 10.20 น. ฝ่ายกัมพูชาระดมยิง BM-21 เข้ามาในพื้นที่ภูมะเขือ ทำให้ทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย และบาดเจ็บ 4 นาย
  • 12.05 น. ฝ่ายกัมพูชาระดมยิงจรวด BM-21 และปืนใหญ่ เข้ามาในพื้นที่ชุมชน อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ ทำให้บ้านเรือนเสียหาย และประชาชนเสียชีวิต 1 ราย

โฆษกกระทรวงกลาโหมเปิดเผยว่า มียอดกำลังพลเสียชีวิตจากการปะทะ 15 นาย จากการปฏิบัติหน้าที่ 1 นาย และได้รับบาดเจ็บ 327 นาย ส่วนใหญ่เป็นการบาดเจ็บเล็กน้อย แต่ยืนยันว่า "ความฮึกเหิมของทหารเรามีมาก กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บแล้วได้รับการปล่อยกลับ อยากจะกลับมาหน้าแนวมาก เพื่อร่วมกับเพื่อน ๆ ของเขาในการสู้รบป้องกันอธิปไตยต่อเนื่อง"

ด้าน พ.อ.ริชชา สุขสวานนท์ รองโฆษก ทบ. สรุปภาพรวมของปฏิบัติการในช่วง 7 วันที่ผ่านมา (7-13 ธ.ค.) พบว่า สามารถทำลายฐานที่มั่น/ที่ตั้งทหาร รวม 51 แห่ง, จรวดแบบหลายลำกล้อง BM-21 1 ระบบ, รถถัง 10 คัน, ยานรบ/ยานเกราะ 9 คัน, ปตอ. (ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน) 4 ระบบ, ระบบควบคุมแอนตี้โดรน 5 จุด, อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) 68 ลำ, เสาสื่อสาร 3 จุด และทหารกัมพูชาเสียชีวิตอย่างน้อย 221 นาย

เปิดคลิปกัมพูชาใช้โบราณสถานเป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร

รองโฆษก ทบ. กล่าวย้ำว่า ไทยได้เข้าควบคุมพื้นที่ปราสาทคนา จ.สุรินทร์ แบบเบ็ดเสร็จเมื่อ 13 ธ.ค. พร้อมเปิดคลิปวิดีโอที่บันทึกไว้หลังทหารไทยเข้ายึดพื้นที่ พลางอธิบายว่า กัมพูชาได้ยึดและได้สถาปนาพื้นที่นี้เป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร โดยมีการสร้างบันได ขุดคูเลตโดยรอบระยะทางราว 150-200 เมตร แล้วทำบังเกอร์เป็นบางช่วง มีการเก็บอาวุธยุทโธปกรณ์ไว้ภายใน

"คลิปนี้เป็นหลักฐานบ่งชี้ว่ากัมพูชาเข้ามายึดพื้นที่ดินแดนไทยซึ่งเป็นโบราณถาน ผิดหลักสากล และใช้โบราณสถานเป็นที่ตั้งทางทหาร" พ.อ.ริชชากล่าว

อีกพื้นที่ที่ไทยยึดพื้นที่คืนจากกัมพูชาได้คือ เนิน 677 ซึ่งใช้เรียกยอดเขาที่มีความสูง 677 เมตรจากระดับน้ำทะเล ซึ่งในทางทหารถือว่าเป็นจุดได้เปรียบ หรือเรียกว่า "จุดศูนย์ข่ม" ตั้งอยู่ที่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

การปะทะกัน ณ จุดนี้ เป็นผลให้ทหารไทยเสียชีวิต 4 นาย ภายในวันเดียว (13 ธ.ค.)

พ.อ.ริชชากล่าวว่า กองทัพบกยังคงมีการโจมตีอย่างต่อเนื่องเพื่อดำรงความมุ่งหมาย 2 ประการคือ ต้องสถาปนาแนวชายแดนที่ถูกรุกล้ำกลับมาให้ได้ และต้องทำลายขีดความสามารถของกัมพูชาที่ชัดเจนว่าเขาโจมตีและเป็นภัยคุกคามทหารและประชาชนชาวไทยให้หมดสิ้นสภาพ

กองทัพภาคที่ 2 เผยแพร่อินโฟกราฟิคที่อธิบายว่า "เนิน 677 ยุทธภูมิสำคัญชายแดนไทย" โดยให้มี EOD STORY เป็นผู้จัดทำกราฟิคนี้

ที่มาของภาพ, FACEBOOK/กองทัพภาคที่ 2

คำบรรยายภาพ, กองทัพภาคที่ 2 เผยแพร่อินโฟกราฟิคที่อธิบายว่า "เนิน 677 ยุทธภูมิสำคัญชายแดนไทย" โดยให้มี EOD STORY เป็นผู้จัดทำกราฟิคนี้

พลเรือนไทยเสียชีวิตจากการโจมตี

ต่อมาเวลา 11.50 น. ทบ. ได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 ว่ าฝ่ายกัมพูชาได้ใช้อาวุธจรวด BM-21 โจมตีเข้าใส่พื้นที่ ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ซึ่งอยู่บริเวณใจกลางแหล่งชุมชนและโรงเรียน ส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิต 1 ราย (นายดร ปัจฉาพันธ์ อายุ 63 ปี) จากสะเก็ดระเบิด และเกิดไฟไหม้บ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงเสียหาย 1 หลัง

ทบ. ขอประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชาต่อเวทีประชาคมระหว่างประเทศ ที่ยังคงใช้อาวุธโจมตีใส่พื้นที่พลเรือนซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทหารเป็นวันที่สอง เป็นเหตุให้พลเรือนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต

จรวด BM-21 ที่โจมตีเข้าใส่พื้นที่ ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิต 1 รายจากสะเก็ดระเบิด

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, จรวด BM-21 ที่โจมตีเข้าใส่พื้นที่ ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิต 1 รายจากสะเก็ดระเบิด
ร่องรอยอาวุธหนักที่โจมตีในกลางชุมชน

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ, โฆษกกระทรวงกลาโหมชี้ว่า การยิง BM-21 เป็นการยิงแบบปูพรม แต่การเล็งเป้าหมายของกัมพูชาชัดเจนว่าเล็งมายังบ้านเรือนและชุมชน

กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยผลกระทบต่อพลเรือน พบว่า ประชาชนต้องอพยพไปอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวทั้งสิ้น 2.58 แสนราย มีประชาชนเสียชีวิตจากการโจมตีของกัมพูชา 1 ราย ประชาชนเสียชีวิตจากผลกระทบทางอ้อมของเหตุการณ์ 9 ราย ประชาชนได้รับบาดเจ็บจากการโจมตี 6 ราย นอกจากนี้ยังมี รพ. ได้รับผลกระทบ 20 แห่ง และ รพ.สต. ได้รับผลกระทบ 219 แห่ง

ประกาศเคอร์ฟิวตราด หลังชักธงไทยที่บ้านชำราก

ส่วนชายแดนด้านตะวันออกของไทย กองทัพเรือ (ทร.) เปิดฉากยุทธการ "ประจวบคีรีขันธ์ ประจันตคีรีเขตร" เพื่อปกป้องอธิปไตยตามแนวชายฝั่งอ่าวไทยตั้งแต่ 13 ธ.ค.

น.อ.นรา คุณโฑถม ผู้ช่วยโฆษก ทร. แถลงว่า สามารถยึดคืนพื้นที่บ้านชำราก อ.เมืองตราด จ.ตราด ที่ถูกกัมพูชารุกล้ำมา ด้วยการสนับสนุนจากกองทัพอากาศ (ทอ.) ในการทิ้งระเบิดปูทาง จากนั้นนาวิกโยธิน (นย.) ได้ใช้ทหารราบและหน่วยผสมอื่น ๆ เข้าปฏิบัติการ ท่ามกลางการตอบโต้จากกัมพูชาอย่างหนาแน่น แต่ที่สุดทหารไทยก็สามารถยึดคืนได้ และเชิญธงชาติไทยขึ้นเสาแสดงอธิปไตยชั่วคราว อย่างไรก็ตามกัมพูชายังโต้ตอบไม่ลดละ ไทยจึงต้องดำเนินการกลยุทธเพื่อขจัดภัยคุกคามต่อเนื่อง และไม่ให้กัมพูชายึดพื้นที่คืนไป

สำหรับพื้นที่ไทยยึดคืนมาได้ เป็นที่รู้จักในชื่อ "บ้าน 3 หลัง" ตั้งอยู่ที่บ้านหนองรี ต.ชำราก อ.เมืองตราด

วันเดียวกันนี้ ทร. ได้ออกประกาศห้ามบุคคลออกนอกเคหสถาน หรือเคอร์ฟิว ตั้งแต่เวลา 19.00-05.00 น. ในพื้นที่ จ.ตราด 5 อำเภอ ประกอบด้วย อ.คลองใหญ่, บ่อไร่, แหลมงอบ, เขาสมิง, เมืองตราด ซึ่งโฆษก ทร. ยอมรับว่า จะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน แต่จำเป็นต้องประกาศเคอร์ฟิวเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชน

ไทยกังวลกัมพูชาปิดด่าน

อีกเรื่องหนึ่งคือ กรณีกระทรวงมหาดไทยกัมพูชาออกประกาศระงับการเข้า-ออก ณ จุดผ่านแดนทางบกระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ล่าสุดไทยออกแถลงการณ์ "แสดงความกังวลอย่างยิ่ง" ต่อการจำกัดการเดินทางของคนไทย ซึ่งปัจจุบันพำนักอยู่ในกัมพูชา ในขณะที่ฝ่ายไทยได้อำนวยความสะดวกให้พลเมืองกัมพูชา เดินทางออกจากประเทศไทยแล้ว

นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ คือผู้สื่อสารจุดยืนของประเทศไทย และย้ำว่า ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และอนุสัญญาเจนีวา ฉบับที่ 4 พลเรือนมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตลอดเวลา และสิทธิของบุคคล ซึ่งพำนักอยู่โดยชอบด้วยกฎหมายในรัฐต่างประเทศ ในการเดินทางออกจากประเทศนั้น อาจถูกจำกัดได้เฉพาะในกรณีที่เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย มีความจำเป็น ได้สัดส่วน และไม่เลือกปฏิบัติ

"พลเรือนถือเป็นผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบ และต้องไม่ถูกปฏิบัติราวกับเป็นคู่ขัดแย้งในสถานการณ์ดังกล่าว" โฆษก กต. กล่าวและว่า ไทยขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือประกันความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของพลเรือนทุกสัญชาติ และดำเนินการแก้ไขข้อกังวลต่าง ๆ ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

วันเดียวกัน รมว.ต่างประเทศไทยได้มีหนังสือประท้วงไปยังสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ 2 ฉบับ ทั้งกรณีกัมพูชาโจมตีเป้าหมายพลเรือนไทย และกรณีกัมพูชาออกประกาศระงับการเดินทางของคนต่างชาติและคนไทยผ่านช่องทางบก ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเดินทาง

ชาวกัมพูชาหลายพันคนทยอยเดินทางข้ามแดนกลับสู่ประเทศ ที่ด่านพรมแดนบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เมื่อ 11 ธ.ค.

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ, ชาวกัมพูชาหลายพันคนทยอยเดินทางข้ามแดนกลับสู่ประเทศ ที่ด่านพรมแดนบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว เมื่อ 11 ธ.ค.

ไทยพร้อมถก รมว.ต่างประเทศอาเซียน

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ตั้งคำถามต่อกัมพูชาที่เมื่อวาน (13 ธ.ค.) พูดถึงการหยุดยิง แล้ววันนี้ก็ยิง BM-21 ข้ามมาฝั่งไทย ถูกพลเรือนไทยเสียชีวิตและบาดเจ็บหลายคน แบบนี้กัมพูชาพร้อมจะหยุดยิงหรือไม่

"เพราะฉะนั้นถ้าเราจะพูดเรื่องการหยุดยิง ต้องพูดกันด้วยความจริงใจ และเราอยากจะให้ฝ่ายสหรัฐฯ ที่อยากจะเห็นการหยุดจริง อยากเห็นสันติภาพกลับมา ก็ต้องเข้าใจสถานการณ์อย่างแท้จริง เข้าใจความรู้สึกของคนไทย เข้าใจความรู้สึกของประเทศไทย" รมว.ต่างประเทศกล่าวและย้ำว่า หากจะหยุดยิงต้องจริงใจต่อกัน พิสูจน์กันด้วยการกระทำ

นายสีหศักดิ์บอกว่า เคยพูดหลายครั้งแล้วว่ามี 2 เส้นทาง เส้นทางหนึ่งคือมีความขัดแย้งมากขึ้น มีความสูญเสียมากขึ้นทั้ง 2 ฝ่าย อีกเส้นทางหนึ่งคือสันติภาพ มีการพูดคุยกัน ส่วนตัวรู้สึกว่าฝ่ายกัมพูชายังไม่ได้ตัดสินใจว่าไปเส้นทางไหน เพราะฉะนั้นถ้ากัมพูชายังไม่ตัดสินใจ ประเทศไทยจะไปคนเดียวได้อย่างไร

เมื่อถามว่า จุดไหนที่จะทำให้ไทยเชื่อมั่นว่ากัมพูชาพร้อมจะพูดคุย นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า "ถ้าพูดถึงเรื่องการหยุดยิง ก็หยุดยิงได้เลยสิครับ ถูกหรือไม่ ไม่ใช่พูดถึงการหยุดยิง แล้วก็ยังยิง ซ้ำแล้วซ้ำอีก"

ส่วนกรณีประธานอาเซียนจะเรียกประชุม รมว.ต่างประเทศอาเซียน นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ไทยพร้อมที่จะไป ขึ้นอยู่กับว่าจะจัดได้หรือไม่ และขึ้นอยู่กับประเทศอื่น ๆ ว่าพร้อมที่จะไปด้วยหรือไม่ ขณะนี้ยังตกลงกันไม่ได้เรื่องวัน และอาจจะไม่ได้ไปประชุมที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยไทยเสนอให้ไปประชุมที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของอาเซียน

วันเดียวกัน นายสีหศักดิ์ หารือร่วมกับนายเล หว่าย จุง รมว.ต่างของเวียดนาม โดยมีการพูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาด้วย ทั้งนี้ รมว.ต่างประเทศเวียดนามแสดงความปรารถนาจะเห็นความสัมพันธ์ที่กลับไปสู่สันติภาพ ซึ่งฝ่ายไทยมีความมุ่งมั่นจะไปสู่สันติภาพ แต่ก็ต้องบริหารจัดการกับสถานการณ์ปัจจุบันให้ผ่านไปก่อน

กัมพูชาอ้าง "ข่าวปลอม" ถูกทำลายฐาน 48 แห่ง

ด้านกระทรวงกลาโหมกัมพูชาของกัมพูชาได้ออกมาปฏิเสธข่าว กองทัพไทยทำลายฐานปฏิบัติการรวม 48 ที่ ว่า "ไม่เป็นความจริง" และเรียกว่า "ข่าวปลอม"

สำหรับตัวเลข 48 นี้ มาจากข้อมูลของกองทัพภาคที่ 2 ที่สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และเผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊กในเวลาราว 09.00 น. ว่า กองทัพไทยได้ทำลายฐานปฏิบัติการทางทหาร คลังน้ำมัน/กระสุน และอื่น ๆ รวม 48 ที่ ก่อนเพิ่มจำนวนเป็น 51 แห่งในการแถลงข่าวของศูนย์แถลงข่าวฯ เมื่อเวลา 10.00 น.

ด้านกระทรวงกลาโหมกัมพูชา สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย ในเขตภูมิภาคที่ 5 ของกัมพูชา อ.เวียลแวง จ.โพธิสัตว์ ในรอบวันนี้ (14 ธ.ค.) ไว้ดังนี้

  • 08.15 น. ไทยใช้เครื่องบินขับไล่ F-16 ทิ้งระเบิด 1 ลูก ใส่ อ.เวียลแวง
  • 09.52 น. ไทยยิงปืนใหญ่ใส่บริเวณหมู่บ้านเปรยจันทร์ (Prey Chan)ฃ
  • 10.36 น. ไทยใช้เครื่องบินขับไล่ F-16 ทิ้งระเบิด 2 ลูกในหมู่บ้านทมาร์เซน (Thmar Sen) ต.นิมิต อ.โอโชรว์ (O' Chrov)
  • 10.38 น. ไทยใช้เครื่องบินขับไล่ F-16 บินสำรวจเหนือพื้นที่ ต.โอเบยชวน (O' Bei Choan)
  • 10.58 น. ไทยใช้โดรนลาดตระเวนตรวจสอบสถานการณ์ในพื้นที่ ต.โอเบยชวน
  • 11.20 น. กองกำลังทหารราบไทยพยายามแทรกซึมเข้าไปในพื้นที่ด้านหน้าบึงตรอกกุน (Boeung Trokoun)
  • 11.55 น. ไทยยิงปืนใหญ่ใส่พื้นที่หมู่บ้านเปรยจันทร์
  • 12.25 น.ทัพไทยยิงปืนใหญ่ใส่พื้นที่บึงตรอกกุน

สำนักข่าวขแมร์ไทมส์ของกัมพูชารายงานว่า กัมพูชาได้ยิงถล่มกองบัญชาการและคลังกระสุนของกองทัพไทยในทิศทางไปยังวัดตะกระเบย เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. โดยกองกำลังติดอาวุธกัมพูชาได้ยิงถล่มกองบัญชาการที่ 1 กองพันที่ 444 และทำลายคลังกระสุนของกองทัพไทย เพื่อตอบโต้การรุกรานดินแดนกัมพูชาของไทย

กระทรวงกาโหมของกัมพูชาระบุว่า การโจมตีไทยดังกล่าวเป็นการตอบโต้ "การยิงถล่มอย่างหนักของกองทัพไทย" ในพื้นที่ปราสาทตาเกรเบ (Takrabei Temple) และพื้นที่ทมอร์เดอาน (Thmor Daun) จ.อุดรมีชัย

ภาพสะพานที่เสียหายใน จ.โพธิสัตว์ เมื่อ 13 ธ.ค. ท่ามกลางการปะทะกันตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภาพสะพานที่เสียหายใน จ.โพธิสัตว์ เมื่อ 13 ธ.ค. ท่ามกลางการปะทะกันตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย

ขณะเดียวกัน กัมพูชายังเผยแพร่แถลงการณ์เรียกร้องไทยให้ปล่อยตัวทหารกัมพูชาทั้ง 18 นายที่ถูกฝ่ายไทยควบคุมตัวไว้ 138 วันแล้ว โดยเรียกร้องให้ไทยเคารพถ้อยแถลงร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา ข้อ 5 ที่ระบุว่า "ฝ่ายไทยต้องปล่อยตัวทหารกัมพูชาทั้ง 18 นายทันทีโดยไม่ลังเล"

อย่างไรก็ตาม เนื้อหาของถ้อยแถลงร่วมระหว่าง 2 ผู้นำ ลงวันที่ 26 ต.ค. ซึ่งถูกเรียกขานว่า "ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์" ระบุว่า "เมื่อมีการดำเนินการตามมาตรการข้างต้น (ลดความตึงเครียดทางทหาร, ละเว้นการเผยแพร่ข่าวปลอม, ดำนเนินการสร้างความเชื่อมั่น, ดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิด) อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ทั้ง 2 ฝ่ายจะยอมรับว่าเป็นการสิ้นสุดการเป็นปรปักษ์ที่ดำเนินอยู่ นอกจากนี้เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของประเทศไทยในการส่งเสริมความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ไทยจะดำเนินการปล่อยเชลยศึกโดยพลัน"

ด้านนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กวันนี้ (14 ธ.ค.) แสดงความภาคภูมิใจในความเข้มแข็งของชาติกัมพูชา ชื่นชมทุกภาคส่วนในการทำงานอย่าง "สามัคคี" ในช่วงเวลาที่ประเทศถูกไทย "รุกราน"

"พระมหากษัตริย์ ผู้นำของเจ้าหน้าที่รัฐบาลทุกคน พลเมืองเขมรทุกแนวคิด ศาสนา ทั้งในและนอกประเทศ ได้แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณแห่งความสามัคคี รวมกันเป็นหนึ่งสนับสนุนกองทัพ และตำรวจแห่งชาติที่กล้าหาญที่ยืนหยัด เพื่อปฏิบัติภารกิจในการปกป้องอธิปไตยและศักดิ์ศรีของดินแดนกัมพูชา" เขาระบุบนโพสต์