5 สิ่งที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับคุกอัลคาทราซกลางอ่าวซานฟรานซิสโก ที่ทรัมป์เตรียมเปิดใช้งานอีกครั้ง

ที่มาของภาพ, Getty Images
- Author, วาเลเรีย เปรัสโซ
- Role, บีบีซีมุนโด (แผนกภาษาสเปน)
ที่นี่คือเกาะที่มีประภาคารแห่งแรกบนชายฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ สร้างขึ้นกลางศตวรรษที่ 19 เพื่อเป็นสัญญาณนำทางเรือที่แล่นในมหาสมุทรแปซิฟิก มันเคยเป็นป้อมปราการทางทหารที่ติดตั้งปืนใหญ่หลายร้อยกระบอก พร้อมรับมือการโจมตีทางทะเลใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้นกับรัฐแคลิฟอร์เนีย
เกาะแห่งนี้ยังเคยเป็น เขตอนุรักษ์ธรรมชาติของนกกระทุง ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ "อัลคาทราซ" (Alcatraz) ที่หมายถึงนกชนิดนี้ในภาษาสเปน
แต่อัลคาทราซกลายเป็นที่รู้จักอย่างแท้จริงในช่วงที่ถูกใช้เป็นเรือนจำของรัฐบาลกลางที่มีการตรวจตราอย่างเข้มงวด และกลายเป็นเรือนจำสำหรับนักโทษที่แม้แต่เรือนจำอื่นก็ไม่อาจควบคุมได้
ระหว่างปี 1934-1963 เรือนจำแห่งนี้ หรือที่รู้จักกันในชื่อ "เดอะ ร็อค" คือสถานที่คุมขังอาชญากรที่ทางการมองว่า อันตรายเกินไปสำหรับเรือนจำบนแผ่นดินใหญ่
การหลบหนีอันโด่งดังที่สุดเกิดขึ้นในปี 1962 ซึ่งมีนักโทษ 3 คนที่เกี่ยวข้องกับแผนการนั้น และไม่มีใครพบพวกเขาอีกเลย
อย่างไรก็ตาม ตำนานของอัลคาทราซยังคงดำเนินต่อไป ผ่านเรื่องเล่าปากต่อปากและภาพยนตร์ฮอลลีวูด
ล่าสุด ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกคำสั่งให้ เปิดและขยายเรือนจำอัลคาทราซอีกครั้ง เพื่อใช้ควบคุมตัว "อาชญากรที่โหดเหี้ยมและอันตรายที่สุดของอเมริกา"
แม้อัลคาทราซจะโด่งดังไปทั่วโลก แต่นี่คือ 5 เรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับอัลคาทราซ

ที่มาของภาพ, Getty Images
1. นี่คือคุกต้นแบบ ?
ป้อมปราการแห่งแรกของอัลคาทราซ ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะหินอันรกร้างในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ ถูกสร้างขึ้นเมื่อราวปี 1850 และถูกใช้เป็นเรือนจำทางทหาร
ทางการเชื่อว่าตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่แยกตัวออกมาเช่นนี้เพียงพอที่จะป้องกันการหลบหนีใด ๆ เนื่องจากโดยรอบมีกระแสน้ำที่รุนแรงและอุณหภูมิน้ำที่เย็นเฉียบ
เมื่อถึงปี 1912 อาคารคอนกรีตเสริมเหล็กที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ได้ตั้งตระหง่านอยู่ที่นั่น
ทว่าต้องรอถึงปี 1933 ก่อนที่อัลคาทราซจะเริ่มมีชื่อเสียงในฐานะเรือนจำที่ "ไม่เหมือนใคร" มันกลายเป็น "เรือนจำของเรือนจำ" ตามที่สำนักงานเรือนจำกลางสหรัฐฯ เรียกขาน
ในทางปฏิบัติ นั่นหมายความว่าอัลคาทราซถูกใช้คุมขังนักโทษที่มีพฤติกรรมเกเรหรือควบคุมไม่ได้เกินกว่าที่เรือนจำอื่น ๆ ในสหรัฐฯ จะรับมือไหว

ที่มาของภาพ, Getty Images
อัลคาทราซยังถูกใช้เป็นต้นแบบในการทดลองระบบควบคุมที่เรียกว่า "ระบบคุมขัง 1x3" ซึ่งหมายถึงการจัดให้มีเจ้าหน้าที่ผู้คุม 1 คน ต่อผู้ต้องขัง 3 คน ระบบนี้ในเวลาต่อมาถูกนำไปใช้ในเรือนจำของรัฐบาลกลางแห่งอื่น ๆ ด้วย
ผู้บัญชาการคนแรกของเรือนจำอัลคาทราซคือ เจมส์ จอห์นสตัน ซึ่งมองว่าเรือนจำแห่งนี้ควรเป็นสถานที่แห่งวินัยขั้นสูงสุด มากกว่าการเป็นสถานที่ฟื้นฟูหรือเตรียมคืนผู้ต้องขังสู่สังคม
ภายใต้ระเบียบที่เข้มงวดของผู้บัญชาการเรือนจำรายนี้ ผู้ต้องขังแต่ละคนจะถูกควบคุมตัวในห้องขังเดี่ยว ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เป็นความหรูหราแต่อย่างใด แต่เป็นกลวิธีเพื่อป้องกันการวางแผนหลบหนีหรือก่อจลาจล
กฎที่โหดร้ายที่สุด ตามประสบการณ์ของผู้ต้องขัง คือกฎแห่ง "ความเงียบ" อย่างเข้มงวด ซึ่งผู้ต้องขังได้รับอนุญาตให้พูดคุยกันเฉพาะช่วงพักสุดสัปดาห์เท่านั้น ผู้ที่ละเมิดกฎจะถูกส่งตัวไปยัง "เดอะโฮล" (The Hole) หรือพื้นที่คุมขังเดี่ยวในชั้นใต้ดิน ซึ่งผู้ต้องขังบางคนอาจต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นติดต่อกันหลายสัปดาห์

ที่มาของภาพ, Getty Images
2. มีนักโทษไม่มาก แต่ล้วนเป็นรายใหญ่
ตามข้อมูลของสำนักงานเรือนจำกลางสหรัฐฯ (BOP) จำนวนผู้ต้องขังที่อัลคาทราซคุมขังจะมีจำนวนที่น้อยกว่าความจุสูงสุดของเรือนจำเสมอ โดยเฉลี่ยแล้ว อัลคาทราซรองรับผู้ต้องขังประมาณ 260-275 คน เท่านั้น คิดเป็นไม่ถึง 1% ของผู้ต้องขังทั้งหมดในระบบเรือนจำกลางของสหรัฐฯ
แม้เป็นจำนวนที่น้อย แต่รายชื่อของนักโทษที่ถูกขังไว้เป็นนักโทษรายสำคัญ นักโทษหลายคนเป็นบุคคลในโลกอาชญากรรมระดับประเทศในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression)
ผู้ต้องขังที่โด่งดังที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัยคือ อัลฟอนส์ "อัล" คาโปน มาเฟียชื่อกระฉ่อนและพ่อค้าเถื่อน ผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มอาชญากรรมที่มีอิทธิพลในชิคาโก เขาถูกส่งตัวมาอัลคาทราซเพราะทางการเชื่อว่า แม้จะถูกคุมขังในเรือนจำแอตแลนตาแล้ว คาโปนก็ยังสามารถสั่งการเครือข่ายอาชญากรรมของเขาได้ อัล คาโปน ใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำเกาะหินแห่งนี้นานเพียง 4 ปีเศษ ก่อนจะถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคซิฟิลิส และถูกย้ายไปยังเรือนจำแห่งอื่นเพื่อรับการรักษา
อีกคนหนึ่งที่กลายเป็นตำนานของเรือนจำ คือ โรเบิร์ต สเตราด์ ผู้ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฆาตกรรม เขาได้รับฉายาว่า "คนเลี้ยงนกแห่งอัลคาทราซ" (The Birdman of Alcatraz) เพราะความหลงใหลในนกนานาชนิดของเขา
ก่อนหน้านี้เขาเคยเลี้ยงนกไว้หลายตัวขณะถูกคุมขังในรัฐแคนซัส แต่ที่คุกอัลคาทราซไม่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ เขาจึงหันไปศึกษาวิชาปักษีวิทยา (ornithology) จากหนังสือแทน

ที่มาของภาพ, Getty Images
อัลวิน คาร์โปวิช หรือที่รู้จักในฉายา "ครีพปี้ คาร์ปิส" เคยถูกจัดให้เป็น "ศัตรูหมายเลข 1 ของประชาชน" ในบัญชีของสำนักงานสอบสวนกลางหรือเอฟบีไอ (FBI) ในช่วงทศวรรษ 1930 และเป็นผู้ต้องขังที่อยู่ในเรือนจำอัลคาทราซยาวนานที่สุด โดยเขาถูกจองจำที่นั่นเป็นเวลา 25 ปี 1 เดือน
อัลคาทราซยังเคยใช้คุมขังอาชญากรชื่อกระฉ่อนอีกหลายราย เช่น จอร์จ "แมชชีนกัน" เคลลี บาร์นส์ อาชญากรแก๊งที่มีชื่อเสียงจากการใช้ปืนกล และราฟาเอล แคนเซล มิรันดา สมาชิกพรรคชาตินิยมเปอร์โตริโก (Puerto Rican Nationalist Party) ผู้มีบทบาทในการโจมตีอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ ในกรุงวอชิงตัน ช่วงทศวรรษ 1950 ทั้งสองต่างก็เคยเดินผ่านประตูห้องขังของอัลทราซมาแล้ว
3. แผนแหกคุกสุดยิ่งใหญ่... ที่ไม่สำเร็จ
สถาปนิกออกแบบอัลคาทราซให้เป็นเรือนจำที่ไม่มีวันเจาะทะลุได้ พวกเขาใช้ทั้งรั้วไฟฟ้า ลวดหนาม และป้อมยามที่มีเจ้าหน้าที่ติดอาวุธประจำการ
ทว่าแม้จะแน่นหนา แต่ก็ไม่มีอะไรหยุดยั้งความพยายามหลบหนีของนักโทษหลายสิบรายได้
ตามบันทึกอย่างเป็นทางการ มีความพยายามหลบหนี 14 ครั้ง ตลอดระยะเวลาเกือบ 30 ปี ของเรือนจำแห่งนี้ และมีผู้ต้องขังที่เกี่ยวข้อง 36 คน
ในจำนวนนั้น มีนักโทษ 23 คน ถูกจับกลับมาได้, 6 คน ถูกยิงเสียชีวิตระหว่างการหลบหนี และอีก 2 คน จมน้ำเสียชีวิต แต่มี 5 คน ที่ไม่เคยถูกพบอีกเลย ทางการจัดพวกเขาไว้ในกลุ่ม "หายสาบสูญ"แม้ว่าบางคนจะเชื่อว่า พวกเขาอาจหลบหนีได้สำเร็จจริง ๆ
ความพยายามแหกคุกครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 1936 สองปีหลังจากอัลคาทราซเริ่มถูกใช้เป็นเรือนจำของรัฐบาลกลาง นักโทษดังกล่าวชื่อ โจ โบเวอร์ส ตัดสินใจปีนกำแพงเรือนจำอย่างสิ้นหวังและถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิต เมื่อเขาไม่ยอมทำตามคำสั่งให้ลงมา
ความพยายามที่ซับซ้อนมากขึ้นเริ่มเกิดขึ้นในอีกทศวรรษต่อมา
ในปี 1945 จอห์น ไจลส์ เกือบหลบหนีได้สำเร็จ เขาขโมยชุดเครื่องแบบทหารและปลอมแปลงเอกสาร เพื่อแฝงตัวขึ้นเรือทหารออกสู่แผ่นดินใหญ่ แต่เจ้าหน้าที่สังเกตเห็นว่าชุดของเขาแตกต่างจากคนอื่นจึงจับกุมตัวไว้ได้ทัน
ปี 1946 เกิดเหตุแหกคุกที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของอัลคาทราซ ซึ่งถูกขนานนามว่า "สมรภูมิอัลคาทราซ" (Battle of Alcatraz) นักโทษ 6 คน ได้อาวุธปืนมา และสังหารเจ้าหน้าที่เรือนจำ 2 นาย บาดเจ็บอีก 18 คน แต่ท้ายที่สุด ก็ไม่สามารถหลบหนีออกมาได้

ที่มาของภาพ, Getty Images
ความพยายามหลบหนี 2 ครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นในปี 1962 และได้กลายเป็นจุดจบของอัลคาทราซในการใช้เป็นเรือนจำ
ครั้งแรกนักโทษ 3 คน ได้แก่ แฟรงก์ มอร์ริส และพี่น้องตระกูลแอนกลิน คือ จอห์นและคลาเรนซ์ แอนกลิน หลบหนีออกไปได้อย่างไร้ร่องรอย และมีเพียงข้าวของบางอย่างของพวกเขาถูกพบที่เกาะแองเจิล (Angel Island) ซึ่งอยู่ใกล้เคียง
รายงานทางการจึงจัดพวกเขาไว้ในสถานะว่า "คาดว่าเสียชีวิตจากการจมน้ำ" (presumed drowned)
ไม่นานหลังจากนั้น นักโทษอีก 2 คนคือ จอห์น สก็อตต์ และ ดาร์ล ปาร์กเกอร์ สามารถฝ่าซี่ลูกกรงและหลบหนีผ่านห้องครัวใต้ดินได้ แต่สุดท้ายก็ถูกสกัดจับกลางน้ำ ก่อนจะหนีออกจากเกาะได้สำเร็จ
เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้อัลคาทราซจะขึ้นชื่อว่าเป็นเรือนจำที่คุมเข้มที่สุด แต่ก็ไม่อาจต้านทานความพยายามของมนุษย์ได้ตลอดไป ท้ายที่สุดก็นำไปสู่การปิดตัวของเรือนจำในปีถัดมา
4. ถูกเล่าต่อโดยฮอลลีวูด
ภาพจำของเรือนจำอัลคาทราซในสายตาสาธารณชนถูกหล่อหลอมอย่างมากจากภาพยนตร์ฮอลลีวูด ซึ่งบ่อยครั้งก็ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่นักประวัติศาสตร์และผู้สร้างสารคดีบันทึกไว้
"อัลคาทราซไม่ใช่ 'เรือนจำต้องคำสาปของอเมริกา' อย่างที่หนังสือหรือภาพยนตร์หลายเรื่องพยายามเสนอ จริง ๆ แล้ว นักโทษจำนวนมากกลับรู้สึกว่าที่นั่นมีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีกว่าเรือนจำรัฐบาลกลางแห่งอื่นเสียอีก เช่น ห้องขังเดี่ยว" โฆษกของสำนักงานเรือนจำกลางสหรัฐฯ กล่าว
หนึ่งในภาพยนตร์ที่น่าจดจำที่สุดคือ "Escape from Alcatraz" (1979) [ในชื่อภาษาไทยคือ ฉีกคุกอัลคาทราซ] นำแสดงโดย คลินต์ อีสต์วูด ซึ่งเล่าเรื่องการหลบหนีของแฟรงก์ มอร์ริส และสองพี่น้องแอนกลิน
ตัวภาพยนตร์สื่อว่าพวกเขาหลบหนีสำเร็จ แม้ว่าจนถึงวันนี้ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าพวกเขาสามารถว่ายน้ำถึงแผ่นดินใหญ่ได้จริงหรือไม่
ในขณะเดียวกัน ชื่อเสียงของ สเตราด์ คนเลี้ยงนกแห่งอัลคาทราซ ก็โด่งดังไปไกลจากหนังสือชีวประวัติเล่มหนึ่ง ซึ่งภายหลังถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ในปี 1972 โดยมีเบิร์ต แลงคาสเตอร์ รับบทนำ
ส่วนภาพยนตร์ "Murder in the First" [ชื่อภาษาไทยคือ ชัยชนะของผู้แพ้ที่แท้จริง] ถ่ายทอดเรื่องราวของนักโทษที่ชื่อว่า อองรี ทีโอดอร์ ยัง ในฐานะเด็กกำพร้าโดดเดี่ยวที่ถูกจำคุกจากคดีเล็กน้อยแต่บันทึกร่วมสมัยกลับระบุว่า ยัง มีประวัติอาชญากรรมมากมายอยู่ก่อนแล้ว และภายหลังยังถูกเพิ่มข้อหาฆาตกรรมเพื่อนร่วมห้องขังเข้าไปอีกด้วย

ที่มาของภาพ, Getty Images
ในช่วงหลังมานี้ คุกอัลคาทราซยังคงปรากฏในภาพยนตร์แอ็กชันเมื่อปี 1996 เรื่อง "The Rock" [ชื่อภาษาไทยคือ เดอะ ร็อค ยึดนรกป้อมทมิฬ] นำแสดงโดย นิโคลัส เคจ และ ฌอน คอนเนอรี ซึ่งใช้เกาะอัลคาทราซเป็นฉากหลักของเรื่อง
นอกจากนี้ยังมีวิดีโอเกมที่ตั้งชื่อตามเรือนจำแห่งนี้ และซีรีส์โทรทัศน์เรื่อง "Alcatraz" ซึ่งออกฉายปี 2012 แต่สุดท้ายซีรีส์ถูก ยกเลิกหลังจากฉายเพียงซีซันเดียว
5. สาเหตุของการปิดตัว
นอกจากความพยายามหลบหนีแล้ว ต้นทุนการดำเนินงานของเรือนจำอัลคาทราซก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การปิดตัวของเรือนจำในปี 1963 กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ประเมินว่าจำเป็นต้องใช้งบประมาณ 5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 164 ล้านบาท) ในการซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างที่ถูกกัดเซาะด้วยเกลือทะเล
ขณะเดียวกันต้องใช้งบประมาณเกือบ 10 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 330 บาท) ต่อวันต่อผู้ต้องขังหนึ่งคน ซึ่งสูงกว่าเรือนจำอื่นอย่างมาก
ทว่าหลังจากปิดเรือนจำอย่างเป็นทางการ เกาะแห่งนี้ก็ไม่ได้ถูกทิ้งร้างอยู่นานเท่าใดนัก กลุ่มนักเคลื่อนไหวชนพื้นเมืองอเมริกันในนามองค์กร Aboriginals of All Tribes ได้เข้ายึดเกาะ และเริ่มต้นแผนก่อตั้งโรงเรียนและศูนย์วัฒนธรรม พวกเขาอ้างสิทธิทางประวัติศาสตร์เหนือเกาะแห่งนี้ โดยระบุว่า เคยมีหัวหน้าเผ่าพื้นเมืองที่ต่อต้านรัฐบาลสหรัฐฯ ถูกจองจำที่นี่ในศตวรรษที่ 19
อย่างไรก็ตาม โครงการต้องเผชิญปัญหาหลายด้าน ทั้งข้อจำกัดด้านงบประมาณ (โดยเฉพาะค่าขนส่งเสบียงและอุปกรณ์มายังเกาะ) นอกจากนี้ยังมีความขัดแย้งภายในกลุ่มผู้ยึดเกาะ และเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่เผาทำลายสิ่งปลูกสร้างบางส่วน
ในที่สุดประธานาธิบดี ริชาร์ด นิกสัน ได้มีคำสั่งให้อพยพผู้คนออกจากเกาะในปี 1971
ทุกวันนี้ อัลคาทราซกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีผู้มาเยือนมากที่สุดในซานฟรานซิสโก โดยมีนักท่องเที่ยวราว 1.3 ล้านคนต่อปี
ที่นี่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันไตรกีฬารายการ Escape from Alcatraz Triathlon ประจำปี ที่นักกีฬาหลายร้อยคนพิสูจน์ว่า หากได้รับการฝึกฝนและมีอุปกรณ์ที่เหมาะสม การหลบหนีจากเกาะที่ขึ้นชื่อว่า "ไม่มีทางหนีได้" นี้ก็เป็นไปได้จริง
บทความนี้ได้รับการปรับปรุงจนเป็นปัจจุบันโดยเดิมเผยแพร่ครั้งแรกในเดือน มิ.ย. 2012

ที่มาของภาพ, Getty Images











