จากการเมือง วิทยาศาสตร์ วรรณกรรม สู่ตรรกวิทยา เหตุใด อริสโตเติล สมควรได้รับยกย่องให้เป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ ?

ที่มาของภาพ, Getty Images
มีคำถามว่า อริสโตเติลอาจเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีชีวิตอยู่หรือไม่ จอห์น เซลลาร์ส นักปรัชญาชาวอังกฤษ บอกว่าเขาก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน
เขาให้เหตุผลว่า ผลพวงทางความคิดจากนักปรัชญาจากยุคกรีกโบราณผู้นี้เกิดขึ้นอย่างมากมายจนมนุษย์เราแทบไม่สังเกตเห็นว่าโลกของเราถูกก่อร่างขึ้นมาจากความคิดของเขามากน้อยเพียงใด
ตั้งแต่ การเมืองไปจนถึงวิทยาศาสตร์ วรรณกรรมถึงตรรกศาสตร์ อิทธิพลของอริสโตเติลปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่ง เขาศึกษาสิ่งมีชีวิตในทะเลเพื่อเข้าใจพื้นฐานทางชีววิทยา เขาสำรวจตรวจสอบระบบการเมืองที่แตกต่างหลากหลาย บุกเบิกสาขารัฐศาสตร์ การวิเคราะห์การเล่าเรื่องของเขาในบทกวียังส่งอิทธิพลต่อภาพยนตร์สมัยใหม่ ส่วนในเรื่องการคิดเชิงตรรกะ หลักการให้เหตุผลของอริสโตเติลได้วางรากฐานให้กับศาสตร์ทุกอย่างตั้งแต่ปรัชญาไปจนถึงยุคดิจิทัล
ศาสตราจารย์จอห์น เซลลาร์ส จากวิทยาลัยโรยัลฮอลโลเวย์ มหาวิทยาลัยลอนดอน รู้ดีกว่าการยกย่องนี้เป็นเรื่องที่อาจหาญ แต่เขายืนยันว่า มรดกที่อริสโตเติลทิ้งไว้หาที่เปรียบไม่ได้ โดย ศ.เซลลาร์ส ระบุว่า "เขา [อริสโตเติล] มีอิทธิพลต่อวิธีคิดของเรา"
การยกอ้างที่อาจหาญ
ในบทความที่เขียนลงในนิตยสารแอนติโกน (Antigone) ซึ่งนำเสนอเนื้อหายุคคลาสสิก ศ.เซลลาร์ส ใช้คำพูดได้อย่างน่าประทับใจว่า "อริสโตเติลไม่ได้เป็นเพียงนักปรัชญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล แต่เขายังเป็นมนุษย์ที่มีความสำคัญที่สุดเท่าที่เคยมีชีวิตอยู่"
นี่เป็นคำกล่าวอ้างที่ไม่ธรรมดา และยังเป็นสิ่งที่นักปรัชญาคนนี้สำรวจชีวิตหลายด้านของอริสโตเติล ซึ่งเขียนไว้ในหนังสือที่ชื่อว่า "อริสโตเติล: ทำความเข้าใจนักปรัชญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก" (Aristotle: Understanding the World's Greatest Philosopher)

ที่มาของภาพ, Getty Images
"ตอนที่ผมเริ่มศึกษาวิชาปรัชญา ผมรู้อยู่แล้วว่าอริสโตเติลมีความสำคัญอย่างไร แต่เขาดูมีบุคลิกที่น่าเกรงขาม" ศ.เซลลาร์ส ย้อนความจำ และบอกว่า "ทุกครั้งที่ผมพยายามอ่านผลงานของอริสโตเติล ผมอ่านแล้วหลุดออกจากเนื้อหาเกือบจะทันที"
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ศ.เซลลาร์ส ก็ได้เรียนรู้ว่าการอ่านผลงานของอริสโตเติลต้องใช้ความอดทน เขาบอกว่า "คุณต้องรู้วิธีที่จะอ่านงานของเขา" และบอกว่า [ต้องทำ]"อย่างค่อยเป็นค่อยไป หนังสือของเขามีจุดประสงค์ที่จะนำผู้อ่านเข้าไปสู่ความคิดของอริสโตเติลและเน้นให้เห็นส่วนที่จะมีอิทธิพลทางความคิดที่ยั่งยืนของเขา"
ชีวิตแห่งการเรียนรู้
นอกจากโสกราตีสและเพลโตแล้ว อริสโตเติลยังถือเป็นหนึ่งในสามนักปรัชญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคคลาสสิก เขาเกิดที่เมืองทางตอนเหนือของกรีซ ก่อนย้ายมาอยู่ที่กรุงเอเธนส์ตอนอายุ 18 ปี เพื่อเรียนในสถาบันการศึกษาของเพลโต ซึ่งอริสโตเติลได้เป็นศิษย์ที่เรียนกับเพลโต รวมถึงเป็นครูอยู่ที่นั่นด้วยรวมเป็นเวลา 20 ปี
ถึงแม้ว่าอริสโตเติลจะให้ความเคารพต่อเพลโตครูของเขา แต่เขาก็ได้พัฒนามุมมองของตัวเองขึ้นมาใหม่ และหลังจากเพลโตเสียชีวิตลง อริสโตเติลได้ออกจากกรุงเอเธนส์เพื่อศึกษาธรรมชาติที่เกาะเลสบอส ในเวลาต่อมาเมื่อชื่อเสียงของเขาโด่งดังขึ้น อริสโตเติลได้รับเลือกให้เป็นอาจารย์ของพระโอรสของพระเจ้าฟิลิปแห่งมาซิดอน ซึ่งต่อมาคือ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช

ที่มาของภาพ, Getty Images
เมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์เข้าพิชิตดินแดนอื่น อริสโตเติลได้กลับมายังกรุงเอเธนส์และก่อตั้งโรงเรียนของตัวเองขึ้นโดยมีชื่อว่า ไลเซียม (Lyceum) เขาใช้ช่วงเวลาท้าย ๆ ของชีวิตในการสอน เขียนหนังสือ และศึกษาวิจัยก่อนที่จะเสียชีวิตตอนมีอายุได้ 62 ปี
แต่ถึงแม้ว่าผลงานของอริสโตเติลที่หลงเหลือมาจนถึงปัจจุบันจะเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น แต่ก็ยังมีจำนวนมากเกือบจะหนึ่งล้านคำ ซึ่งกลายเป็นมรดกทางปัญญาที่พิเศษอย่างมาก
นักคิดที่คิดแบบวิทยาศาสตร์
อริสโตเติลไม่ได้เป็นแต่เพียงนักปรัชญาเท่านั้น แต่ยังเป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรก ๆ ของโลกด้วย
ก่อนที่กล้องจุลทรรศน์และการศึกษาด้านพันธุกรรมจะถือกำเนิดขึ้น อริสโตเติลเคยศึกษาโลกของธรรมชาติอย่างเป็นระบบ เขาจัดจำแนกชนิดของสัตว์และพืชซึ่งในเวลาต่อมาได้กลายมาเป็นรากฐานของการศึกษาด้านชีววิทยาในฐานะระเบียบวิธีการทางวิชาการแขนงหนึ่ง
แม้ว่าข้อสรุปบางเรื่องเกี่ยวกับโลกธรรมชาติของอริสโตเติลจะได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเขาคิดผิด แต่ ศ.เซลลาร์ส แย้งว่า ความสำเร็จที่แท้จริงของอริสโตเติลคือ วิธีการศึกษาวิจัยที่ยืนยันถึงการสังเกตการณ์และการใช้พยานหลักฐานในการทำความเข้าใจ มากกว่าการอิงกับความคิดที่คิดไว้ก่อนล่วงหน้า
หลักการนี้ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ในปัจจุบัน

ที่มาของภาพ, Getty Images
มรดกของอริสโตเติลในวงการการเมืองและวรรณกรรม
อริสโตเติลยังประยุกต์วิธีคิดที่เป็นระบบแบบเดียวกันนี้กับสาขาการเมืองด้วย เขาเก็บรวบรวมและเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญของนครรัฐต่าง ๆ เพื่อทำความเข้าใจว่า เหตุใดบางสังคมจึงมีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ได้ และทำไมบางสังคมจึงเป็นรัฐล้มเหลว แนวทางศึกษาเช่นนี้ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานการพิจารณาจากหลักฐานมากกว่าจะใช้ความคิดเห็น ถือเป็นการบุกเบิกครั้งสำคัญที่วางรากฐานการศึกษาเรื่องสังคมศาสตร์
อิทธิพลของอริสโตเติลต่อแวดวงวรรณกรรมก็ลึกซึ้งไม่น้อยกว่ากัน เขาวิเคราะห์ละครของกรีกด้วยการวิเคราะห์การเล่าเรื่องออกเป็นองค์ประกอบสำคัญสามส่วน ตั้งแต่บทนำ เนื้อหา และบทจบ ซึ่งเป็นโครงสร้างการเล่าเรื่องที่มีอิทธิพลต่อภาพยนตร์และหนังสือในทุกวันนี้

ที่มาของภาพ, Getty Images
บิดาแห่งตรรกศาสตร์และจริยศาสตร์
ผลงานเกี่ยวกับวิชาตรรกวิทยาของอริสโตเติล เป็นหนึ่งในสาขาวิชาท้าย ๆ ที่อริสโตเติลทิ้งมรดกไว้ เขาได้นำเสนอหลักการสำคัญในการให้เหตุผล เช่น ความคิดของรูปประโยคหรือข้อความใด ๆ ต้องมีข้อความที่ไม่ถูกก็ต้องผิด ซึ่งปัจจุบันเรารู้จักกฎนี้ในชื่อ "กฎของความไม่มีตัวกลาง" (Law of the Excluded Middle) แนวคิดที่ง่ายแต่ทรงพลังนี้เป็นพื้นฐานของทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่การอภิปรายทางปรัชญา ไปจนถึงการเขียนรหัสฐานสองของคอมพิวเตอร์
อริสโตเติลยังได้ตอบคำถามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคำถามหนึ่งของชีวิตที่ว่า "เราควรใช้ชีวิตอย่างไร ?"
ในหนังสือจริยศาสตร์นิโคมาเคียน (Nicomachean Ethics) ของอริสโตเติล เขาเสนอความคิดว่ามนุษย์จะเจริญได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุผลที่สมดุล มีเครือข่ายทางสังคม และมีความใคร่รู้ทางปัญญา
ชีวิตที่ดีในความเชื่อของอริสโตเติล คือชีวิตที่เราพัฒนาการควบคุมตนเอง มีส่วนร่วมกับชุมชน และแสวงหาความรู้
อิทธิพลทางความคิดที่เราไม่ได้รับรู้อีกต่อไป
ศ.เซลลาร์สเชื่อว่า ความคิดของอริสโตเติลได้ฝังรากลึกลงในความคิดของยุคสมัยใหม่จนเราแทบจะไม่สังเกตเห็นแล้ว
"แนวคิดของเขาอยู่ในทุก ๆ ที่" เขากล่าว "แต่เรามองข้ามเรื่องพวกนี้ไป"
แล้วอริสโตเติลเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์หรือไม่
ศ.เซลลาร์ส เสนอคำถามที่มีน้ำหนักเพื่อทำให้เห็นว่าอริสโตเติลยิ่งใหญ่เพียงใด
แต่ท้ายที่สุดแล้ว คำตอบขึ้นอยู่กับผู้อ่านที่จะตัดสินใจว่า อริสโตเติลเป็นเพียงนักคิดที่ยิ่งใหญ่ หรือเขาคือบุคคลที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์











