จากการเมือง วิทยาศาสตร์ วรรณกรรม สู่ตรรกวิทยา เหตุใด อริสโตเติล สมควรได้รับยกย่องให้เป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ ?

Detail of portrait of the Greek philosopher Aristotle (384-322 BC). Painting by Girolamo Mocetto (1458-1531). The Musée Jacquemart-André , Paris.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, อริสโตเติลได้ปฏิวัติและเปลี่ยนแปลงชีวิตของกลุ่มปัญญาชนและอิทธิพลของเขาปรากฏอยู่ในศาสตร์ต่าง ๆ ตั้งแต่การเมืองไปจนถึงวิทยาศาสตร์ รวมถึงวรรณกรรมและตรรกศาสตร์

มีคำถามว่า อริสโตเติลอาจเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีชีวิตอยู่หรือไม่ จอห์น เซลลาร์ส นักปรัชญาชาวอังกฤษ บอกว่าเขาก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน

เขาให้เหตุผลว่า ผลพวงทางความคิดจากนักปรัชญาจากยุคกรีกโบราณผู้นี้เกิดขึ้นอย่างมากมายจนมนุษย์เราแทบไม่สังเกตเห็นว่าโลกของเราถูกก่อร่างขึ้นมาจากความคิดของเขามากน้อยเพียงใด

ตั้งแต่ การเมืองไปจนถึงวิทยาศาสตร์ วรรณกรรมถึงตรรกศาสตร์ อิทธิพลของอริสโตเติลปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่ง เขาศึกษาสิ่งมีชีวิตในทะเลเพื่อเข้าใจพื้นฐานทางชีววิทยา เขาสำรวจตรวจสอบระบบการเมืองที่แตกต่างหลากหลาย บุกเบิกสาขารัฐศาสตร์ การวิเคราะห์การเล่าเรื่องของเขาในบทกวียังส่งอิทธิพลต่อภาพยนตร์สมัยใหม่ ส่วนในเรื่องการคิดเชิงตรรกะ หลักการให้เหตุผลของอริสโตเติลได้วางรากฐานให้กับศาสตร์ทุกอย่างตั้งแต่ปรัชญาไปจนถึงยุคดิจิทัล

ศาสตราจารย์จอห์น เซลลาร์ส จากวิทยาลัยโรยัลฮอลโลเวย์ มหาวิทยาลัยลอนดอน รู้ดีกว่าการยกย่องนี้เป็นเรื่องที่อาจหาญ แต่เขายืนยันว่า มรดกที่อริสโตเติลทิ้งไว้หาที่เปรียบไม่ได้ โดย ศ.เซลลาร์ส ระบุว่า "เขา [อริสโตเติล] มีอิทธิพลต่อวิธีคิดของเรา"

การยกอ้างที่อาจหาญ

ในบทความที่เขียนลงในนิตยสารแอนติโกน (Antigone) ซึ่งนำเสนอเนื้อหายุคคลาสสิก ศ.เซลลาร์ส ใช้คำพูดได้อย่างน่าประทับใจว่า "อริสโตเติลไม่ได้เป็นเพียงนักปรัชญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล แต่เขายังเป็นมนุษย์ที่มีความสำคัญที่สุดเท่าที่เคยมีชีวิตอยู่"

นี่เป็นคำกล่าวอ้างที่ไม่ธรรมดา และยังเป็นสิ่งที่นักปรัชญาคนนี้สำรวจชีวิตหลายด้านของอริสโตเติล ซึ่งเขียนไว้ในหนังสือที่ชื่อว่า "อริสโตเติล: ทำความเข้าใจนักปรัชญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก" (Aristotle: Understanding the World's Greatest Philosopher)

Detail of 'The School of Athens', featuring the Greek philosophers Plato (red robe) and Aristotle (blue robe). Painted by Raphael between 1509 and 1511 (Apostolic Palace, Vatican City).

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, "เพลโตเป็นเพื่อนของฉัน แต่ความจริงเป็นมิตรที่ดียิ่งกว่า" อริสโตเติล (ชายในชุดคลุมสีฟ้า) กล่าวถึงครูของเขา (ชายชุดคลุมสีแดง)

"ตอนที่ผมเริ่มศึกษาวิชาปรัชญา ผมรู้อยู่แล้วว่าอริสโตเติลมีความสำคัญอย่างไร แต่เขาดูมีบุคลิกที่น่าเกรงขาม" ศ.เซลลาร์ส ย้อนความจำ และบอกว่า "ทุกครั้งที่ผมพยายามอ่านผลงานของอริสโตเติล ผมอ่านแล้วหลุดออกจากเนื้อหาเกือบจะทันที"

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ศ.เซลลาร์ส ก็ได้เรียนรู้ว่าการอ่านผลงานของอริสโตเติลต้องใช้ความอดทน เขาบอกว่า "คุณต้องรู้วิธีที่จะอ่านงานของเขา" และบอกว่า [ต้องทำ]"อย่างค่อยเป็นค่อยไป หนังสือของเขามีจุดประสงค์ที่จะนำผู้อ่านเข้าไปสู่ความคิดของอริสโตเติลและเน้นให้เห็นส่วนที่จะมีอิทธิพลทางความคิดที่ยั่งยืนของเขา"

ชีวิตแห่งการเรียนรู้

นอกจากโสกราตีสและเพลโตแล้ว อริสโตเติลยังถือเป็นหนึ่งในสามนักปรัชญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคคลาสสิก เขาเกิดที่เมืองทางตอนเหนือของกรีซ ก่อนย้ายมาอยู่ที่กรุงเอเธนส์ตอนอายุ 18 ปี เพื่อเรียนในสถาบันการศึกษาของเพลโต ซึ่งอริสโตเติลได้เป็นศิษย์ที่เรียนกับเพลโต รวมถึงเป็นครูอยู่ที่นั่นด้วยรวมเป็นเวลา 20 ปี

ถึงแม้ว่าอริสโตเติลจะให้ความเคารพต่อเพลโตครูของเขา แต่เขาก็ได้พัฒนามุมมองของตัวเองขึ้นมาใหม่ และหลังจากเพลโตเสียชีวิตลง อริสโตเติลได้ออกจากกรุงเอเธนส์เพื่อศึกษาธรรมชาติที่เกาะเลสบอส ในเวลาต่อมาเมื่อชื่อเสียงของเขาโด่งดังขึ้น อริสโตเติลได้รับเลือกให้เป็นอาจารย์ของพระโอรสของพระเจ้าฟิลิปแห่งมาซิดอน ซึ่งต่อมาคือ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช

Aristotle. From: Commentarium magnum Averrois in Aristotelis De Anima books, 13th century. Found in the collection of the Bibliothèque Nationale de France.

ที่มาของภาพ, Getty Images

เมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์เข้าพิชิตดินแดนอื่น อริสโตเติลได้กลับมายังกรุงเอเธนส์และก่อตั้งโรงเรียนของตัวเองขึ้นโดยมีชื่อว่า ไลเซียม (Lyceum) เขาใช้ช่วงเวลาท้าย ๆ ของชีวิตในการสอน เขียนหนังสือ และศึกษาวิจัยก่อนที่จะเสียชีวิตตอนมีอายุได้ 62 ปี

แต่ถึงแม้ว่าผลงานของอริสโตเติลที่หลงเหลือมาจนถึงปัจจุบันจะเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น แต่ก็ยังมีจำนวนมากเกือบจะหนึ่งล้านคำ ซึ่งกลายเป็นมรดกทางปัญญาที่พิเศษอย่างมาก

นักคิดที่คิดแบบวิทยาศาสตร์

อริสโตเติลไม่ได้เป็นแต่เพียงนักปรัชญาเท่านั้น แต่ยังเป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรก ๆ ของโลกด้วย

ก่อนที่กล้องจุลทรรศน์และการศึกษาด้านพันธุกรรมจะถือกำเนิดขึ้น อริสโตเติลเคยศึกษาโลกของธรรมชาติอย่างเป็นระบบ เขาจัดจำแนกชนิดของสัตว์และพืชซึ่งในเวลาต่อมาได้กลายมาเป็นรากฐานของการศึกษาด้านชีววิทยาในฐานะระเบียบวิธีการทางวิชาการแขนงหนึ่ง

แม้ว่าข้อสรุปบางเรื่องเกี่ยวกับโลกธรรมชาติของอริสโตเติลจะได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเขาคิดผิด แต่ ศ.เซลลาร์ส แย้งว่า ความสำเร็จที่แท้จริงของอริสโตเติลคือ วิธีการศึกษาวิจัยที่ยืนยันถึงการสังเกตการณ์และการใช้พยานหลักฐานในการทำความเข้าใจ มากกว่าการอิงกับความคิดที่คิดไว้ก่อนล่วงหน้า

หลักการนี้ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ในปัจจุบัน

Roman civilization, 1st century AD. Mosaic depicting the School of Athens. From Pompeii, Italy.

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, โรงเรียนไลเซียมของอริสโตเติลไม่เหมือนกับโรงเรียนของเพลโตที่จะใช้การบรรยายเป็นหลัก แต่โรงเรียนไลเซียมสอนแบบเปิดให้คนทั่วไปเข้ามาฟังโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

มรดกของอริสโตเติลในวงการการเมืองและวรรณกรรม

อริสโตเติลยังประยุกต์วิธีคิดที่เป็นระบบแบบเดียวกันนี้กับสาขาการเมืองด้วย เขาเก็บรวบรวมและเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญของนครรัฐต่าง ๆ เพื่อทำความเข้าใจว่า เหตุใดบางสังคมจึงมีความเจริญรุ่งเรืองอยู่ได้ และทำไมบางสังคมจึงเป็นรัฐล้มเหลว แนวทางศึกษาเช่นนี้ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานการพิจารณาจากหลักฐานมากกว่าจะใช้ความคิดเห็น ถือเป็นการบุกเบิกครั้งสำคัญที่วางรากฐานการศึกษาเรื่องสังคมศาสตร์

อิทธิพลของอริสโตเติลต่อแวดวงวรรณกรรมก็ลึกซึ้งไม่น้อยกว่ากัน เขาวิเคราะห์ละครของกรีกด้วยการวิเคราะห์การเล่าเรื่องออกเป็นองค์ประกอบสำคัญสามส่วน ตั้งแต่บทนำ เนื้อหา และบทจบ ซึ่งเป็นโครงสร้างการเล่าเรื่องที่มีอิทธิพลต่อภาพยนตร์และหนังสือในทุกวันนี้

Aristotle teaching a student, illustration from a 13th-century Mesopotamian copy of the Kitāb naʿt al-hayawān, attributed to Jabril ibn Bukhtishu

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, อริสโตเติลถือว่าเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ปรัชญาของศาสนาอิสลาม

บิดาแห่งตรรกศาสตร์และจริยศาสตร์

ผลงานเกี่ยวกับวิชาตรรกวิทยาของอริสโตเติล เป็นหนึ่งในสาขาวิชาท้าย ๆ ที่อริสโตเติลทิ้งมรดกไว้ เขาได้นำเสนอหลักการสำคัญในการให้เหตุผล เช่น ความคิดของรูปประโยคหรือข้อความใด ๆ ต้องมีข้อความที่ไม่ถูกก็ต้องผิด ซึ่งปัจจุบันเรารู้จักกฎนี้ในชื่อ "กฎของความไม่มีตัวกลาง" (Law of the Excluded Middle) แนวคิดที่ง่ายแต่ทรงพลังนี้เป็นพื้นฐานของทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่การอภิปรายทางปรัชญา ไปจนถึงการเขียนรหัสฐานสองของคอมพิวเตอร์

อริสโตเติลยังได้ตอบคำถามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคำถามหนึ่งของชีวิตที่ว่า "เราควรใช้ชีวิตอย่างไร ?"

ในหนังสือจริยศาสตร์นิโคมาเคียน (Nicomachean Ethics) ของอริสโตเติล เขาเสนอความคิดว่ามนุษย์จะเจริญได้ก็ต่อเมื่อมีเหตุผลที่สมดุล มีเครือข่ายทางสังคม และมีความใคร่รู้ทางปัญญา

ชีวิตที่ดีในความเชื่อของอริสโตเติล คือชีวิตที่เราพัฒนาการควบคุมตนเอง มีส่วนร่วมกับชุมชน และแสวงหาความรู้

อิทธิพลทางความคิดที่เราไม่ได้รับรู้อีกต่อไป

ศ.เซลลาร์สเชื่อว่า ความคิดของอริสโตเติลได้ฝังรากลึกลงในความคิดของยุคสมัยใหม่จนเราแทบจะไม่สังเกตเห็นแล้ว

"แนวคิดของเขาอยู่ในทุก ๆ ที่" เขากล่าว "แต่เรามองข้ามเรื่องพวกนี้ไป"

แล้วอริสโตเติลเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์หรือไม่

ศ.เซลลาร์ส เสนอคำถามที่มีน้ำหนักเพื่อทำให้เห็นว่าอริสโตเติลยิ่งใหญ่เพียงใด

แต่ท้ายที่สุดแล้ว คำตอบขึ้นอยู่กับผู้อ่านที่จะตัดสินใจว่า อริสโตเติลเป็นเพียงนักคิดที่ยิ่งใหญ่ หรือเขาคือบุคคลที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์