โครงการสายแถบและเส้นทางของจีน มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ เปลี่ยนแปลงทั้งโลกอย่างไร

A woman takes a selfie in front of an installation for the third Belt and Road Forum for International Cooperation, beings held in Beijing on 17 and 18 October in Beijing

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, การประชุมโครงการสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Forum for International Cooperation: BRF) ครั้งที่ 3 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 17-18 ต.ค. 2566

บรรดาผู้นำโลกและตัวแทนจาก 130 ประเทศ กำลังเดินทางไปที่จีน ซึ่งกำลังฉลองการครบรอบ 10 ปี ของข้อริเริ่มโครงการสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) โครงการอันทะเยอทะยานของจีนเพื่อสร้างเส้นทางการค้าใหม่ 2 เส้นทางเพื่อเชื่อมต่อกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีจากหลายประเทศ รวมทั้งประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่ง เพื่อร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำที่จัดขึ้นในวันที่ 17-18 ต.ค.

การที่ผู้นำหลายชาติเข้าร่วมประชุมครั้งนี้เป็นสัญญาณที่บอกถึงผลกระทบอันมหาศาลของโครงการ BRI มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐของจีนที่มีต่อทั่วโลก และยังแสดงให้เห็นถึงว่ารัฐบาลและภาคธุรกิจของจีนมีทรัพย์สินอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วโลกมากมายขนาดไหนด้วย

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศต่าง ๆ 150 ชาติ ซึ่งมีสัดส่วนประชากรรวมกันถึง 3 ใน 4 ของโลก ได้เข้าร่วมโครงการที่ริเริ่มโดยจีนอันนี้ อย่างไรก็ตาม โครงการนี้มีทั้งที่ประสบผลสำเร็จและล้มเหลว

Young people sit in front of a construction site along the Galle Face Green in front of new skyscrapers under construction are seen on 10 November 2018 in Colombo, Sri Lanka

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภาพคนหนุ่มสาวในกรุงโคลัมโบของศรีลังกาในปี 2018 เบื้องหน้าตึกสูงที่กำลังก่อสร้าง ซึ่งใช้เงินกู้จากจีน

ทำไมจีนถึงก่อตั้งโครงการ "สายแถบและเส้นทาง"

นักวิเคราะห์มองว่า แรกเริ่มเดิมทีจีนก่อตั้งโครงการสายแถบและเส้นทาง (BRI) เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายที่ประเทศกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการผลิตที่ล้นเกิน และค่าจ้างแรงงานที่เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเศรษฐกิจกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

ศ.ลอว์เรนซ์ ซี เรียร์ดอน นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนิวแฮมเชียร์ ในสหรัฐฯ อธิบายว่า จีนลงทุนข้อริเริ่มดังกล่าว โดยใช้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศจำนวน 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสะสมมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1980

บริษัทก่อสร้างของจีน ซึ่งเผชิญกับอุปสงค์ภายในประเทศที่ลดลง ต่างมองหาโครงการใหม่ ๆ ในต่างประเทศ

นับตั้งแต่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ก้าวขึ้นสู่อำนาจในปี 2012 เขาได้ส่งเสริมโครงการสายแถบและเส้นทางเพื่อขยายตลาดให้กับสินค้าจากจีน และกระตุ้นการสร้างอิทธิพลของจีนไปยังทั่วโลก

Russian President Vladimir Putin shakes hands with Chinese President Xi Jinping in Beijing's Xinhua University on 26 April 2019 in Beijing

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย จับมือกับนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ระหว่างการประชุม BRF ที่กรุงปักกิ่งเมื่อปี 2019

รัฐวิสาหกิจของจีนก็เข้ามาร่วมในการลงทุนนี้ด้วย โดยหาเงินจากการลงทุนโดยกองทุนส่งเสริมการส่งออกของจีน รัฐวิสาหกิจของจีนและกองทุนส่งเสริมการส่งออกดังกล่าวได้อนุมัติโครงการหลายโครงการในประเทศซีกโลกใต้ (Global South)

จีนเลือกทำโครงการต่าง ๆ ในโลกอย่างไร

กว่า 10 ปีที่ผ่านมา โครงการสายแถบและเส้นทางได้ขยายการลงทุนจากเดิมที่เน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ไปสู่การลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ความมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วย

Bactrian camels at Lake Karakul on the Karakoram Highway

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, โครงการสายแถบและเส้นทาง ทำให้มีการขยายทางด่วนคาราโครัมไฮเวย์ ถนนที่สูงที่สุดในโลกที่ความสูง 4,693 เมตร เชื่อมต่อจีนและปากีสถาน

ข้อมูลอย่างเป็นทางการระบุว่า จีนลงทุนในโครงการจำนวนกว่า 3,000 โครงการ ภายใต้ BRI

สถาบันอเมริกันเอ็นเตอร์ไพรส์ (American Enterprise Institute: AEI) ระบุว่า 15 ประเทศที่ได้รับเงินลงทุนสูงสุดจากจีน ได้แก่ อินโดนีเซีย ปากีสถาน สิงคโปร์ รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย มาเลเซีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บังกลาเทศ เปรู ลาว อิตาลี ไนจีเรีย อิรัก อาร์เจนตินา และชิลี

จีนส่งอิทธิพลไปยังทุกภูมิภาคทั่วโลก และในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ เคนยาก็เป็นอีกประเทศที่หวังจะได้รับเงินลงทุนจากจีน

Women stand next to a train on the Standard Gauge Railway line in Kimuka, Kenya in 2019

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ, เคนยาคาดหวังว่าจะได้รับการสนับสนุนการก่อสร้างเส้นทางรถไฟสาย SGR ไปยังชายแดนประเทศอูกันดา ในการประชุม BRF ที่จีน

จีนอ้างว่าการให้เงินลงทุนต่อประเทศต่าง ๆ ตั้งอยู่บนฐานความต้องการทางเศรษฐกิจ แต่ก็มีเสียงวิจารณ์แย้งว่า จีนต้องการสร้างตัวแบบที่จีนเป็นศูนย์กลาง (Sino-centric) เพื่อควบคุมโลก

"ข้อพิจารณาด้านภูมิรัฐศาสตร์และการทูตเป็นปัจจัยที่สำคัญไม่แพ้กับเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งจีนใช้พิจารณาว่าจะลงทุนที่ไหนและอย่างไรในโครงการสายแถบและเส้นทาง" เจเรมี ชาน ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกแห่งยูเรเซีย กรุ๊ป ระบุ

Rail lifts shuttle cargo at a container yard at Qingdao Port in Shandong province, China, 11 October 2023

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ข้อริเริ่ม BRI กระตุ้นการนำเข้าและการส่งออกของจีน ดังจะเห็นได้จากปริมาณตู้คอนเทนเนอร์มหาศาลที่ท่าเรือชิงเต่า มณฑลซานตง

ชาน ระบุว่า อิตาลีเป็นประเทศเดียวในกลุ่มที่ได้รับเงินลงทุนจากจีนสูงสุด 15 อันดับ ที่ให้ความเห็นชอบกับจีนน้อยครั้งที่สุดในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ทั้งนี้ อิตาลีเคยออกมาให้สัญญาณว่ากำลังจะถอนตัวออกจากโครงการ BRI

ข้อมูลจากสถาบันอเมริกันเอ็นเตอร์ไพรส์ (AEI) แสดงให้เห็นว่า เงินลงทุนส่วนใหญ่จากโครงการ BRI มักถูกส่งไปยังประเทศที่รัฐบาลจีนมีแรงจูงใจทางยุทธศาสตร์อย่างแรงกล้าที่จะกระชับความสัมพันธ์ด้วย อย่างเช่น อินโดนีเซีย และปากีสถาน

An aerial photo show a high-speed railway comprehensive inspection train, on the Jinan-Zhengzhou High speed Railway in Anyang, in China's Henan Province on 6 April 2022

ที่มาของภาพ, Getty Images

ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สองประเทศร่ำรวยจากภูมิภาคอ่าวอาหรับ เป็นประเทศที่อยู่ใน 7 อันดับแรกที่รับเงินลงทุนสูงสุดจากโครงการ BRI ทั้งนี้ ทั้งสองประเทศได้มอบเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ให้กับรัฐบาลจีน เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากนโยบายของประเทศตะวันตก อย่างเช่น มาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

โครงการที่ประสบความสำเร็จ

โครงการภายใต้ข้อริเริ่ม BRI บางโครงการประสบผลดี เหตุผลนั้นก็ง่ายๆ เป็นเพราะว่าหลายประเทศต้องการโครงสร้างพื้นฐานที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นถนน หรือทางรถไฟ

ตัวอย่างเช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นแรกของอินโดนีเซียที่ชื่อว่า "วูช" ซึ่งเพิ่งเปิดบริการเมื่อต้นเดือน ต.ค. เส้นทางรถไฟความเร็วสูงสายนี้เชื่อมต่อเมืองหลวงกรุงจาการ์ตากับเมืองบันดุง จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวยอดนิยม ซึ่งร่นระยะเวลาการเดินทางจากเดิม 3 ชั่วโมงเหลือเพียง 40 นาที ด้วยความเร็วสูงสุด 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

A Whoosh staff member holds her hands together in a welcoming gesture in front of the Whoosh train

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ประเทศอินโดนีเซียเริ่มเปิดใช้งานทางรถไฟความเร็วสูงแห่งแรกของประเทศแล้ว จากทุนก่อสร้างเกือบ 270,000 ล้านบาท ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน

แม้ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนชี้ว่า รถไฟความเร็วสูง "วูช" ไม่มีความจำเป็น เนื่องจากมีทางด่วนของรถยนต์และรถไฟในราคาที่เข้าถึงได้เชื่อมต่อสองเมืองนี้อยู่แล้ว แต่ "หลายคน (ในอินโดนีเซีย) พอใจกับโครงการสายแถบและเส้นทางในภาพรวม" ทาอูฮิด อาหมัด นักวิจัยที่สถาบันวิจัยอินโดนีเซีย INDEF ระบุ

ใน สปป.ลาว เส้นทางรถไฟเชื่อมต่อนครหลวงเวียงจันทน์ เมืองหลวงของลาว ไปยังคุนหมิง ในจังหวัดยูนนานของจีน เปิดให้บริการในปี 2021 ทางรถไฟสายนี้ช่วยลดเวลาการเดินทางจากเวียงจันทน์ไปยังชายแดนลาว-จีน เหลือเพียง 3 ชั่วโมง ทำให้ผู้โดยสารเดินทางถึงเมืองคุนหมิงได้ภายในวันเดียว

A woman and two young boys with her waiting to board the train at the Vientiane high speed railway station, the woman handing her ticket to a female inspector in uniform

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, สถานีรถไฟลาว-จีน ที่นครหลวงเวียงจันทน์

นอกจากนี้ โครงการสายแถบและเส้นทางของจีนที่ประสบความสำเร็จยังเกิดขึ้นในยุโรปด้วย เช่น ท่าเรือพิราอุสในประเทศกรีซ ซึ่งมักจะถูกขนานนามว่าเป็น "หัวมังกร" แห่งยุโรป โดยท่าเรือแห่งนี้ รัฐวิสาหกิจของจีนมีสิทธิการควบคุมอยู่กว่า 60% และสามารถรองรับตู้คอนเทนเนอร์จากเรือได้เป็นจำนวนมาก ๆ

Panoramic view of Piraeus, Greece at sunset showing small and large ferries and mountains in the background

ที่มาของภาพ, Getty Images / UCG

คำบรรยายภาพ, ท่าเรือพิราอุสที่ดำเนินการโดยจีนกว่า 60%

โครงการที่ล้มเหลว

โครงการภายใต้ข้อริเริ่ม BRI ยังมีส่วนที่ล้มเหลวอย่างเห็นได้ชัดด้วย

จูน ทอยเฟล ไดรเยอร์ ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยไมอามี กล่าวว่า โครงการดังกล่าวมีการวางแผนที่ย่ำแย่ อีกทั้ง "ยังมีการให้กู้ยืมเงินในโครงการที่ไม่มีทางคืนทุนได้ในเชิงพาณิชย์ และไม่มีการกำกับดูแลการก่อสร้างที่เพียงพอ"

ท่ามกลางการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของโลก อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ทำให้บางประเทศหาเงินมาใช้หนี้คืนจีนได้ยากลำบาก หนี้จากการกู้ยืมเป็นพัน ๆ ล้านดอลลาร์กลายเป็นหนี้เสีย และโครงการพัฒนาต่าง ๆ ตกอยู่ในภาวะชะงักงัน

หนึ่งในตัวอย่างของกรณีนี้คือ โครงการท่าเรือแฮมบันโตตาในศรีลังกา ซึ่งรัฐบาลศรีลังกาประกาศสถานะล้มละลายในปี 2022 เนื่องจากประเทศศรีลังกาไม่สามารถชำระหนี้คืนให้กับจีนได้ ดังนั้นจึงให้สิทธิการใช้ประโยชน์ท่าเรือดังกล่าวกับจีนเป็นเวลา 99 ปีแทน

The Colombo Port City project is seen jutting out into the ocean with the sun setting over the harbour

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ภาพโครงการเมืองท่าโคลัมโบเมื่อปี 2018 มหานครที่กำลังถูกสร้างขึ้นนอกชายฝั่งทะเลของเมืองหลวงของศรีลังกาแห่งนี้ สร้างขึ้นมาได้ด้วยการถมทรายไปในทะเลปริมาณ 65 ล้านลูกบาศก์เมตร

ส่วนปากีสถานก็กำลังเผชิญกับสถานการณ์คล้าย ๆ กัน ในฐานะที่เป็นหนึ่งในประเทศหลักที่รับเงินลงทุนจากจีน ตอนนี้ปากีสถานกำลังประสบปัญหาใช้หนี้คืนไม่ตรงเวลาจนต้องขอรับมาตรการบรรเทาการชำระหนี้จากองค์การการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ขณะเดียวกัน ในบางช่วงเวลา โครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติของปากีสถานต้องหยุดผลิตไฟฟ้าชั่วคราวเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายด้านเชื้อเพลิง

เมื่อเร็ว ๆ นี้ จีนยังปฏิเสธการให้เงินทุนเพิ่มเติมแก่รัฐบาลปากีสถานในโครงการระเบียงเศรษฐกิจจีน-ปากีสถาน โดยระบุเหตุผลเรื่องความกังวลเกี่ยวกับความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ความเสี่ยงด้านความมั่นคงต่อแรงงานชาวจีน และความน่าเชื่อถือทางการเงินของปากีสถาน

นอกจากนี้ อีกหลายประเทศอย่างเอธิโอเปีย เคนยา ก็กำลังเผชิญกับความท้าทายคล้าย ๆ กัน นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารโลกประเมินว่าเงินกู้ราว ๆ 60% ภายใต้โครงการ BRI ทั้งหมด ตอนนี้อยู่ในมือประเทศที่เผชิญความยากลำบากทางการเงิน สถานการณ์เช่นนี้นำไปสู่การวิพากษวิจารณ์ว่าวิธีการให้กู้ยืมของจีนเป็น "การทูตกับดักหนี้" (Debt trap diplomacy)

Pakistani electricity workers pull a rope as they complete a high voltage power pole in Rawalpindi on 29 December 2014

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, จีนให้ปากีสถานกู้เงินเพื่อก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงข่ายส่งไฟฟ้า

สาธารณชนคิดเห็นอย่างไร

ผลสำรวจความคิดเห็นบ่งชี้ว่า หลายชาติได้เพิ่มความระมัดระวังต่อการขยายอิทธิพลเข้ามาของจีน

ที่ปากีสถาน ในช่วงแรกเริ่มประชาชนทั่วไปมองโครงการ BRI ของจีนในแง่บวก และคาดหวังว่าโครงการจะสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและทำให้ธุรกิจโตขึ้น อย่างไรก็ดี หลายปีต่อมากลับไม่ปรากฏว่าคุณภาพชีวิตของคนชุมชนท้องถิ่นพัฒนาขึ้นแต่อย่างใด ไม่ได้เป็นดังที่รัฐบาลปากีสถานและจีนได้ให้สัญญาไว้

ที่เมืองกวาดาร์ เมืองท่าของปากีสถาน คนท้องถิ่นเริ่มมีความไม่พอใจโครงการ BRI มากขึ้น เพราะพวกเขาเห็นว่านอกเหนือไปจากถนนสี่เลนบนเส้นทางเดินเรือหลัก ก็แทบไม่มีการพัฒนาใด ๆ เกิดขึ้นอีก

ส่วนเวียดนามได้รับเงินทุนจากจีนจำนวน 670 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปใช้ก่อสร้างเส้นทางรถไฟในเมืองที่กรุงฮานอย แต่นอกจากโครงการนี้แล้ว เวียดนามยังไม่ได้ตัดสินใจที่จะทำโครงการโครงสร้างพื้นฐานใด ๆ ภายใต้ BRI อีก

Luu Hoai Thu, a receptionist for Vietnam's Cat Linh-Ha Dong Project Management Board, walks by a model carriage on display for public consultation on 17 November 2015

ที่มาของภาพ, Getty Images / Washington Post

คำบรรยายภาพ, เส้นทางรถไฟฟ้าในฮานอยใช้เงินทุนจีนก่อสร้าง

โครงการรถไฟฟ้าสายแก๊ตลิงห์-ฮาดอง (Cat Linh-Ha Dong) ในเวียดนามเริ่มก่อสร้างในปี 2011 แต่การก่อสร้างได้เผชิญกับความล่าช้าและต้นทุนที่สูงขึ้น ทำให้โครงการเพิ่งเปิดใช้งานได้เมื่อเดือน พ.ย. 2021

ระยะเวลาการก่อสร้างเป็นตัวอย่างด้านลบของโครงการเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ในประเทศเวียดนามเช่นกัน และมีผลทำลายความเชื่อมั่นของสาธารณะ อย่างไรก็ตาม ควรให้ข้อมูลแก่ผู้อ่านไว้ตรงนี้ด้วยว่า ระยะเวลาการก่อสร้างโครงการที่คล้าย ๆ กันในประเทศตะวันตกอาจจะใช้เวลาเท่า ๆ กันหรือนานกว่านี้

A family look out the window of a metro train on the Cat Lin-Ha Dong railway running through Hanoi on the day the railway opened: 6 Novemebr 2021

ที่มาของภาพ, Getty Images

ดูเหมือนว่าจีนเองก็รับรู้ถึงความกังวลเหล่านี้ ตอนนี้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้หันมาสนับสนุนโครงการที่ "เล็กแต่งดงาม" ภายใต้ข้อริเริ่ม BRI และเมื่อดูแนวโน้มในช่วงหลายปีมานี้ จะเห็นว่าจำนวนโครงการภายใต้ BRI ลดน้อยลง อีกทั้งการลงทุนของจีนในต่างประเทศก็น้อยลงด้วย

เมื่อมองไปข้างหน้า ดูเหมือนว่าโครงการ BRI จะเผชิญกับความท้าทายที่ยากลำบากไม่ต่างกัน "คำถามก็คือว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะสามารถแผ่ขยายโครงการพัฒนาต่อไปได้หรือไม่ เพราะประเทศผู้รับการลงทุนสำคัญ ๆ ไม่สามารถที่จะจ่ายหนี้ได้แล้ว" ศ.เรียร์ดอน สรุป

แก้ไขเพิ่มเติมโดย อิสสริยา พรายทองแย้ม และแอนดรู เว็บบ์