ควาญช้างไทยไลฟ์สดขอเงินบริจาค หลังช้างตกงานขาดรายได้

ครอบครัวควาญช้างในสุรินทร์ ไม่มีงาน ขาดรายได้ จากการท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ จนต้องไลฟ์สดผ่านสังคมออนไลน์ เรี่ยไรเงินบริจาคเป็นค่าอาหารช้าง ที่บางวันไม่พอจนช้างต้องหิวโหย

เริ่มต้นเช้าวันใหม่ กิจกรรมสำคัญของ สิริพร ทรัพย์มาก คือการไลฟ์สตรีม หรือที่คนไทยเรียกว่า “ไลฟ์สด” ชีวิตความเป็นอยู่ของช้าง 2 เชือกที่ครอบครัวเธอเลี้ยงไว้ เพื่อเรี่ยไรเงินมาเป็นค่าอาหารและจุนเจือครอบครัว

สิริพร อายุ 23 ปี อยู่ที่หมู่บ้านช้างบ้านตากลาง จ.สุรินทร์ เธอดูแลช้างทั้งสองเชือกมาตั้งแต่สมัยเรียน มาวันนี้ เธอหันกล้องสมาร์ทโฟนไลฟ์สดการให้อาหารช้าง ไปพร้อมพูดคุยกับผู้ชมผ่านสังคมออนไลน์

แม้จะมีคนดูครั้งละยังไม่มาก แต่เธอบอกว่าได้เงินบริจาคราว 1,000 บาท ต่อการไลฟ์สดนานหลายชั่วโมงบนติ๊กต๊อกและยูทิวบ์ ซึ่งเพียงพอจะหาซื้อผลไม้และหญ้ามาให้ช้างทั้งสองได้ทาน ซึ่งแต่ละวันพวกมันจะกินหญ้าและผลไม้ราว 200-400 กิโลกรัม

การไลฟ์สดเรี่ยไรเงินบริจาคเป็นหนทางเอาตัวรอดของครอบครัว ที่ปกติแล้ว ในช่วงก่อนโควิด-19 พวกเขามีรายได้หลักจากการนำช้างไปแสดงในพัทยา รายได้อีกทางในตอนนี้ คือการขายผลไม้

เช่นเดียวกับควาญช้างหลายพันคนทั่วประเทศ ครอบครัวทรัพย์มากต้องพาช้างกลับบ้านเกิด จากสถานการณ์โควิด ที่ทำให้สถานจัดแสดงช้างต้องปิดตัว และนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงไปเป็นจำนวนมาก

ปี 2021 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาประเทศไทยเพียง 400,000 คนเท่านั้น เมื่อเทียบกับปี 2019 ที่มากถึง 40 ล้านคน

สิริพร ตัดพ้อว่า บางวันแม้จะไลฟ์สดมากแค่ไหน แต่ก็ไม่ได้เงินบริจาคเลย ทำให้ช้างของเธอต้องอดอยาก

“ขาดแคลนกว่าตอนที่เราทำงาน เมื่อก่อนที่เราทำงาน มีเงินเดือนไว้ซื้ออาหาร ช่วงนี้ก็ไม่มี บางวันขายผลไม้ไม่ได้ ก็สะสมทุนไม่ได้ สัปปะรดก็แพงอยู่สุรินทร์​ หญ้าก็แพง”

บ้านตากลาง เป็นหมู่บ้านช้างขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และถือเป็นศูนย์กลางธุรกิจช้าง ตั้งอยู่ใน จ.สุรินทร์ หลายครอบครัวที่นี่เลี้ยงช้างและดูแลช้างมานานหลายชั่วอายุคน จนมีความใกล้ชิดเสมือนเป็นครอบครัว 

“รักเขาเหมือนคนในครอบครัวของเรา เพราะเราก็อยู่ด้วยกันมาหลายปี อยู่ทำงานด้วยกันมา ร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันมา ตอนนี้ตกงาน แต่เราก็ทิ้งเขาไม่ได้ จะทิ้งเขาไปทำงาน เขาก็ไม่มีคนดูแล เราต้องอยู่ดูแลเขาไปเรื่อย ๆ แบบนี้” สิริพร กล่าว

เอ็ดวิน วีก ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเพื่อนป่าในประเทศไทย ประเมินว่ามีช้างบ้านอย่างน้อย 1,000 เชือก ที่จะขาด “รายได้ที่เหมาะสม” จนกว่านักท่องเที่ยวจะกลับมา จนถึงเวลานั้น ครอบครัวที่เลี้ยงช้างก็แบกรับภาระส่วนนี้ต่อไป

“นักท่องเที่ยวหลัก ๆ ที่มาขี่ช้าง มาจากอินเดีย รัสเซีย และจีน” วีก กล่าว พร้อมเสริมว่า สถานการณ์แบบครอบครัวทรัพย์มากจะยังเกิดต่อไปอีกพักใหญ่

“จีนยังไม่เปิดพรมแดนจนกว่าจะปลายปีนี้ จะเปิดประเทศหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ แล้วลูกค้ารัสเซีย ก็มีผลจากสงคราม ที่ทำให้คงไม่เดินทางในปริมาณมาก”

ข้อมูลจากรัฐบาลไทยระบุว่า ประเทศไทยมีช้างบ้านมากกว่า 3,200-4,000 เชือก และมีช้างป่ากว่า 3,500 ตัว

ภาครัฐเองพยายามช่วยเหลือ โดยกรมปศุสัตว์ได้จัดส่งหญ้าสำหรับเลี้ยงช้างไปยังจังหวัดต่าง ๆ รวมกว่า 500,000 กิโลกรัม นับแต่ปี 2563 แต่สิริพรและแม่ของเธอเปิดเผยว่า ยังไม่เคยได้รับความช่วยเหลืออะไรจากภาครัฐเลย

รัฐบาลไทยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 10 ล้านคนเดินทางมาประเทศไทยในปีนี้ แต่ผู้สังเกตการณ์บางคนมองว่า นั่นยังไม่เพียงพอจะทำให้คนเลี้ยงช้าง พาช้างกลับไปยังแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม เพราะมีค่าใช้จ่ายสูงในการพาช้างไปต่างจังหวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลานี้ ที่นักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ของสถานแสดงช้างต่าง ๆ ยังเดินทางท่องเที่ยวไม่ได้ จากมาตรการโควิดที่เข้มงวดในจีน

ซ้ำร้าย วีก คาดการณ์ว่า ช้างบ้านจะยิ่งเพิ่มขึ้นอีก เพราะเมื่อคนเลี้ยงช้างพาช้างกลับบ้าน ช้างก็มีโอกาสผสมพันธุ์มากขึ้น

“ผมเชื่อว่าจะมีช้างเพิ่มขึ้นอีกปีหน้า เพราะช้างตัวหนึ่งจะตั้งท้องลูก 22-24 เดือน ผมจึงคาดว่าจะมีลูกช้างเพิ่มขึ้นอีก ทั้งที่ช้างที่มีอยู่ในปัจจุบัน ก็เลี้ยงแทบไม่พออยู่แล้ว สถานการณ์ไม่ยั่งยืนเลย”

แต่สำหรับครอบครัวทรัพย์มาก ในยามสุขที่มีรายได้เพียงพอ พวกเขาก็ได้มาจากช้าง ในยามทุกข์ยาก พวกเขาจึงทิ้งมันไปไม่ได้

“ถ้าไม่มีช้างก็ไม่รู้อนาคตจะไปยังไง เพราะทุกวันนี้อยู่ได้ก็เพราะช้าง” เพ็ญศรี ทรัพย์มาก แม่ของสิริพร กล่าวด้วยเสียงสั่น

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน มองไม่ออกเลย อยากไปทำงานเหมือนเดิม ไว้ใช้จ่ายในครอบครัว แต่ว่าตกงานอย่างนี้ เราก็ไม่มีอะไรที่จะยึดเหนี่ยว นอกจากขายผลไม้ไปวัน ๆ วันไหนขายได้ก็ดี วันไหนขายไม่ได้ อย่าว่าแต่ค่ากับข้าวเลย ครอบครัวก็ไม่ค่อยจะทั่วถึง”