รถไฟ : ดรามาสถานีกลางบางซื่อหลังเปิดใช้กว่า 1 ปี จากศูนย์อาหาร ถึงป้ายชื่อ 33 ล้าน

ที่มาของภาพ, Facebook/ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย
งบประมาณค่าจัดจ้างเปลี่ยนป้ายสถานีกลางบางซื่อเป็นชื่อพระราชทานว่า "สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์" มูลค่ากว่า 33 ล้านบาท ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมของการใช้เงินภาษีประชาชนของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เป็นกรณีล่าสุดของสถานีกลางบางซื่อ ก่อนกำหนดการพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในปี 2566
ภาพเสียดสีภาพหนึ่งที่ผู้ใช้โซเชียลแชร์บนโลกออนไลน์ คือ ภาพป้ายสถานีกลางบางซื่อที่ต้องใช้งบประมาณเปลี่ยนกว่า 33 ล้าน กับภาพของรถไฟไทยขบวนเก่า จอดเคียงคู่กับรถไฟมาเลเซียในรูปทรงที่ทันสมัยและใหม่กว่าที่สถานีรถไฟปาดังเบซาร์ในเขตประเทศมาเลเซีย คือ หนึ่งในความคิดเห็นของคนไทยที่มีต่อเรื่องนี้
ต่อมาในวันที่ 9 ม.ค. นายนิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้มีหนังสือแจ้ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) เรื่อง ระงับงานซื้อย้าย จัดหา และติดตั้งงานก่อสร้างปรับปรุงป้ายชื่อสถานีกลางบางซื่อ เป็นสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ และตราสัญลักษณ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย
เอกสารระบุว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย มีความประสงค์ขอให้ระงับงานรื้อย้าย จัดหา และติดตั้งงานก่อสร้างปรับปรุงป้ายชื่อสถานีกลางบางชื่อเป็นสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ และตราสัญลักษณ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทยไปก่อน และจะแจ้งให้ทราบต่อไป โดยไม่ระบุถึงเหตุผลที่สั่งระงับการรื้อเปลี่ยนป้าย
ล่าสุด วันที่ 19 ม.ค. 2566 ซึ่งเป็นวันปล่อยขบวนรถไฟเที่ยวปฐมฤกษ์ ปรากฎว่า การปล่อยขบวนล่าช้ากว่า 3 ชั่วโมง ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติหลายสิบคน ต้องนอนรอที่ชานชาลา

ที่มาของภาพ, การรถไฟแห่งประเทศไทย
สถานีกลางบางซื่อ เป็นสถานีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพื้นที่รวมโดยรอบ 2,325 ไร่ รองรับรถไฟหลากหลายระบบ รวมถึงโรงซ่อมบำรุง โรงรถจักร ย่านเตรียมขบวนรถ ย่านเก็บรถไฟ และเป็นพื้นที่สำหรับการพัฒนาเชิงพาณิชย์ในอนาคต
สถานีกลางบางซื่อ ทดลองเปิดให้บริการพร้อมกับรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เมื่อ ส.ค. 2564 ก่อนเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ มาตั้งแต่ 29 พ.ย. 2564 ส่วนขบวนรถไฟทางไกล และขบวนรถธรรมดาที่ รฟท. หวังให้ย้ายสถานีต้นทางและปลายทางมาไว้ที่สถานีกลางยังไม่เกิดขึ้น สืบเนื่องจากการคัดค้านและความพร้อมของระบบต่าง ๆ ของตัวสถานีและรถไฟ

ที่มาของภาพ, Facebook/ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย
การเปิดใช้งานมากว่า 1 ปี ช่วยเชื่อมต่อการเดินทางจากย่านชานเมืองเข้ามาในตัวเมืองที่บางซื่อ รถไฟสายสีแดงมีผู้โดยสารนับจากวันที่เปิดกว่า 4.5 ล้านคน (พ.ย. 2564-พ.ย. 2565) ปริมาณผู้โดยสารรวมมากที่สุดนับแต่การเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ ได้แก่ สถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ (สถานีกลางบางซื่อ) มีผู้โดยสารสะสมกว่า 1.6 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการทยอยเปิดใช้รถไฟฟ้าชานเมือง แต่ยังนับว่าสถานีกลางบางซื่อ ตั้งแต่เปิดทำการมาพบปัญหาหลายด้าน ทั้งในแง่ของคุณภาพ การเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ภายใน รวมทั้งพื้นที่พัฒนาเชิงพาณิชย์ที่ไม่ลงตัว
บีบีซีไทย สำรวจปัญหาของสถานีกลางบางซื่อ โครงการ "ธง" ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่ใช้งบประมาณก่อสร้างกว่า 34,000 ล้านบาท
รถไฟเที่ยวปฐมฤกษ์ล่าช้ากว่า 3 ชั่วโมง รอ รมต. ทำพิธี
นักท่องเที่ยวหลายสิบ นั่ง-นอน รอรถไฟเที่ยวปฐมฤกษ์ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ นานกว่า 3 ชั่วโมง ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชี้ รถไฟล่าช้า เพราะรอ รมต. มาปล่อยขบวน
นี่เป็นภาพนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาติตะวันตก ต้องนอนรอที่สถานีรถไฟดอนเมือง นานหลายชั่วโมง หลังรถไฟเที่ยวปฐมฤกษ์ ต้นสายจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ขบวน 109 (กรุงเทพฯ - เชียงใหม่) ล่าช้ากว่า 3 ชั่วโมง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ผู้สื่อข่าวพิเศษบีบีซีไทย รายงานว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติที่นอนอยู่ตามชานชาลา มีมากถึง 40-50 คน “พวกเขาลุกไปถามเจ้าหน้าที่บ้าง เพื่อสอบถาม” โดยเมื่อผู้สื่อข่าวไปสอบถามเจ้าหน้าที่ว่าสาเหตุที่ล่าช้าเพราะอะไร ได้คำตอบเพียงว่า
“ยังไม่เรียบร้อย” โดยไม่ให้เหตุผลว่าไม่เรียบร้อยเพราะอะไร ขณะที่ น้กท่องเที่ยวบางคนเดินทางมารอตั้งแต่ 7.00 น. แต่ก็ไม่คิดว่าต้องรอถึง 17.40 น. หรือกว่า 10 ชั่วโมง กว่าจะได้เดินทาง เพราะรถไฟล่าช้ามาก
อย่างไรก็ดี การถ่ายทอดสด “พิธีเปิดให้บริการรถไฟทางไกลและปล่อยขบวนรถไฟเที่ยวปฐมฤกษ์” จากเพจ ทีมพีอาร์การรถไฟแห่งประเทศไทย ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นประธานปล่อยขบวน มีผู้คนเข้าไปแสดงความคิดเห็นอย่างมากกว่า การที่ปล่อยรถไฟล่าช้า เป็นเพราะ “รอรัฐมนตรี”
“รอให้ รมต ถึงสถานีก่อน บ้าบอมาก ประชาชน ผู้โดยสาร เวลาไม่มีค่าเทียบเท่า รมต ใช่ไหม” คอมเมนต์หนึ่งระบุ
อีกคอมเมนต์เขียนว่า “บ้าพิธีการ”

ที่มาของภาพ, Thai News Pix
น้ำซึมรั่วช่วงเปิดทดลองใช้งาน
เดือน ส.ค. ระหว่างที่เริ่มทดลองให้บริการ ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ได้โพสต์ข้อความ รูปภาพ และคลิปเกี่ยวกับบาทวิถีและพื้นหินแกรนิตในบริเวณชั้นโถงผู้โดยสารภายในสถานีกลางบางซื่อบริเวณประตูทางเข้า-ออก และบริเวณภายในห้องสุขา ที่พบปัญหาน้ำซึมที่พื้น
รฟท. ชี้แจงว่า ความชื้นเกิดจากน้ำฝนด้านนอกอาคารระบายไม่ทัน จึงเกิดการอุดตันของรางระบายน้ำที่ติดตั้งอยู่ด้านหน้าประตูทางเข้า-ออก ทำให้น้ำฝนไหลเข้าอาคารและซึมเข้าสู่ใต้แผ่นพื้นหินแกรนิต ส่วนบริเวณภายในห้องสุขา เกิดจากการรั่วซึมของน้ำที่สุขภัณฑ์ซึมเข้าสู่ใต้แผ่นพื้น ขณะที่พื้นบาทวิถีด้านหน้าอาคารนั้นมีสาเหตุเกิดจากการยุบตัวของชั้นทรายใต้พื้น
รฟท. ระบุว่า ได้สั่งการให้ผู้รับจ้างแก้ไขอย่างเร่งด่วน ซึ่งทั้งหมดยังอยู่ในระยะประกันโครงสร้าง 2 ปี
ศูนย์อาหารบางซื่อ ประตู 4 กับสถานีราคาหลายหมื่นล้าน
เปิดให้บริการได้ราว 1 เดือน เพจเฟซบุ๊กไลฟ์สไตล์ที่ชื่อว่า LivingPop ได้พาทัวร์ศูนย์อาหารบางซื่อประตู 4 หรือ "CANTEEN GADGET 4" ตั้งอยู่ที่ชั้น 1 (ชั้นจำหน่ายตั๋ว) ของสถานีกลางบางซื่อ
บรรยากาศโต๊ะเป๊ปซี่ เก้าอี้พลาสติกสีน้ำเงิน ทำให้โซเชียลต่างแสดงความเห็นว่า เหตุใดจึงจัดสถานที่ได้ไม่สมกับเป็นสถานีที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ทำให้วันต่อมา รฟท. ได้ออกมาชี้แจงภาพศูนย์อาหาร ภายในสถานีกลางบางซื่อว่า เป็นแค่ศูนย์อาหารที่จัดทำขึ้นชั่วคราวเพื่อรองรับผู้มาฉีดวัคซีน พร้อมรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อนำไปปรับปรุงการบริการให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
วันถัดมา โต๊ะเก้าอี้ภายในศูนย์อาหารก็ถูกเปลี่ยนเป็นเก้าอี้ที่มีระดับขึ้น และปราศจากฉากกั้นน้ำอัดลมยี่ห้อดังที่เคยตั้งเมื่อวันก่อน
บทความนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจาก Facebook เราขอความยินยอมจากคุณก่อนใช้คุกกี้ หรือเทคโนโลยีอื่น ๆ บันทึกอะไรลงไป คุณอาจต้องอ่านนโยบายคุกกี้ของ Facebook และนโยบายความเป็นส่วนตัวของ Facebook ก่อนให้ความยินยอม หากต้องการอ่านเนื้อหานี้ โปรดเลือก "ยินยอมและไปต่อ"
สิ้นสุด Facebook โพสต์
กายภาพสถานีไม่ผ่านสำหรับคนพิการ
หลังจากเปิดใช้งานได้ 2 เดือน คณะอนุกรรมการด้านประเมินคุณภาพสถานีรถไฟชานเมือง (สายสีแดง) และสถานีกลางบางซื่อและรูปแบบการเดินรถไฟเข้าสู่สถานีกรุงเทพ (หัวลำโพง) คณะกรรมการของหน่วยงานในกระทรวงคมนาคม ประเมินคุณภาพของสถานีกลางบางซื่อ มีค่าเฉลี่ยคะแนนที่ 3.3 ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำในการเปิดให้บริการแก่ประชาชนได้ แต่มีประเด็นปัญหาที่ต้องปรับปรุงหลายรายการ
เริ่มตั้งแต่สิ่งอำนวยความสะดวกและสภาพกายภาพเพื่อรองรับการใช้งานของทุกคน ที่สถานีกลางบางซื่อเมื่อครั้งเป็นศูนย์ฉีดวัคซีน ก็พบปัญหาการเดินทางของรถวีลแชร์คนพิการ เช่น ตัวตะแกรงระบายน้ำ ทางลาดจุดจอดที่พบว่ามีน้อยจุดและเดินไกล รวมทั้งห้องน้ำที่มีจุดเดียว อุปกรณ์ สุขภัณฑ์ของห้องน้ำคนพิการที่ชำรุด ระบบไฟส่องสว่าง เป็นต้น

ที่มาของภาพ, ภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ (T4A)
สว่าง ศรีสม ผู้จัดการโครงการและแผนงานภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ (T4A) ซึ่งได้ร่วมสำรวจสถานีกลางบางซื่อเมื่อกว่าหนึ่งปีที่แล้ว บอกกับบีบีซีไทยว่า การเข้ามาใช้งานของผู้โดยสาร ภายในอาคารอาจจะดูดี แต่การเชื่อมต่อจากพื้นที่หนึ่งไปยังอีกพื้นที่หนึ่งสำหรับคนพิการยังต้องปรับปรุง เช่นเดียวกับจุดทางขึ้นลง ตะแกรงน้ำที่เป็นอุปสรรคต่อรถวีลแชร์ ซึ่งยังไม่ได้แจ้งจาก รฟท. ว่ามีการปรับปรุงเพิ่มเติมหรือยัง
"วิธีเดินทางระหว่างสถานีบางซื่อแห่งเก่าไม่สะดวกในบางจุด เช่นถ้าจะลงไปข้างหน้า ต้องเข็นไกลมาก กว่าจะหาทางลาดเจอ ต้องระวังล้อหน้าตกตะแกรงเหล็ก ถ้าเกิดการสะดุด อาจจะตกรถเข็นได้"
ผู้จัดการโครงการและแผนงานภาคีเครือข่ายขนส่งมวลชนทุกคนต้องขึ้นได้ กล่าวถึงสถานีรถไฟสายสีแดงตลิ่งชัน และบางบำหรุที่เชื่อมต่อกับสถานีกลางด้วยว่า มีปัญหาเรื่องลิฟต์โดยสารที่ไม่เอื้อต่อการใช้งานของคนพิการ
"เขามีลิฟต์ให้ แต่ไม่ทราบว่าคนออกแบบคิดอะไร เพราะก่อนจะถึงลิฟต์ มีบันได และเขาก็ยังไม่แก้จนป่านนี้"
ระบบป้ายสัญลักษณ์ ป้ายบอกทาง และเสียงประกาศ
คณะอนุกรรมการด้านประเมินคุณภาพสถานีฯ ยังตรวจประเมินให้สถานีกลางบางซื่อปรับปรุง จัดให้มีระบบป้ายบอกทาง ป้ายสัญลักษณ์ที่เป็นป้ายถาวร และใช้สัญลักษณ์ภาพที่เป็นมาตรฐานและเป็นแบบเดียวกันทั้งระบบ
นอกจากนี้ ยังแนะให้ป้ายบอกทางไปชั้นชานชาลาที่ระบุเส้นทางปลายทาง เพื่อให้ผู้โดยสารใช้บริการได้โดยไม่สับสน และจัดให้มีเสียงประกาศภายในสถานีและชั้นชานชาลาเพื่อแจ้งข้อมูลการบริการให้ผู้โดยสารได้รับรู้ พร้อมกับซ่อมแซมบำรุงรักษาป้าย Directory เดิม ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และจัดให้มีป้าย Directory เพิ่มเติมภายในสถานี และชั้นชานชาลาทุกสถานี
เปลี่ยนป้ายชื่อเป็น "สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์" เฉลี่ยตัวอักษรละ 2.9 แสนบาท
เรื่องใหญ่ปลายปีที่ต่อเนื่องมาถึงปีใหม่เรียกเสียงวิจารณ์จากทั้งนักการเมืองและผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ คือ ราคาจัดจ้างโครงการปรับปรุงเปลี่ยนป้ายชื่อสถานีกลางบางซื่อ เมื่อบริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ทำหนังสือแจ้งข่าวการลงนามสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการปรับปรุงป้ายชื่อสถานีกลางบางซื่อเป็นสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ และตราสัญลักษณ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ถึงกรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ลงวันที่ 29 ธ.ค. 2565 ที่ผ่านมา
หนังสือดังกล่าว ระบุว่ามูลค่าโครงการรวมภาษีมูลค่าเพิ่มอยู่ที่ 33,169,726.39 บาท พร้อมปรากฏเอกสารจากเพจ ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน ว่าเป็นวิธีการจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง
สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) ได้เข้ายื่นหนังสือต่อผู้ว่าการรถไฟฯ เพื่อขอให้ตรวจสอบกระบวนการว่าจ้างเอกชน เพราะเห็นว่าไม่ใช่เหตุของความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้วิธีการว่าจ้างเอกชนด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง ซึ่งจะทำให้การรถไฟฯ สูญเสียงบประมาณในการว่าจ้างการปรับปรุงป้ายชื่อที่มีมูลค่าสูงเกินกว่าปกติ

ด้าน รฟท. ออกมาชี้แจ้งว่า เหตุผลที่ต้องมีการเปิดให้มีการจัดซื้อจัดจ้าง โดยวิธีเฉพาะเจาะจง เนื่องจากโครงการจัดทำป้ายชื่อเป็นไปตามระเบียบของกรมบัญชีกลาง และมีความเร่งด่วนจึงต้องมีการรีบดำเนินการให้เสร็จโดยเร็วที่สุด
ปัจจุบัน ป้ายสถานีกลางบางซื่อ และชื่อภาษาอังกฤษ Bang Sue Grand Station ถูกติดตั้งไว้ทั้งสองด้านของสถานี ส่วนชื่อใหม่ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ หรือเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า Krung Thep Aphiwat Central Terminal พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานเมื่อเดือน ก.ย. 2564 หลังจาก รฟท. ขอพระราชทานชื่อเส้นทางรถไฟ โครงการระบบรถไฟชานเมืองสายสีแดง และสถานีกลางบางซื่อ ผ่านสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
การรรถไฟแห่งประเทศไทย ชี้แจงด้วยว่า การเปลี่ยนป้ายชื่อสถานี จำเป็นต้องเปลี่ยนผนังกระจกที่ติดตั้งไว้แล้วด้วยผนังกระจกใหม่ที่ต้องสั่งหล่อเป็นพิเศษ เพราะป้ายเดิมติดตั้งโดยมีโครงเหล็กยึดตัวอักษรไว้ที่ด้านหลัง โครงเหล็กยึดไว้เสารับน้ำหนักในตัวอาคาร และเจาะทะลุผนังกระจกยึดตัวอักษรแต่ละตัวผนังกระจกเป็นกระจกหนากว่า 10 มิลลิเมตร จึงไม่สามารถเจาะรูใหม่ได้
“โดยเฉพาะการรื้อถอนป้ายสถานีกลางบางซื่อ (เดิม) รวมถึงงานรื้อผนังกระจก (เดิม) และการติดตั้งป้ายสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ (ใหม่) รวมถึงงานติดตั้งผนังกระจก (ใหม่) ดำเนินการด้วย การติดตั้งกระเช้าไฟฟ้า (แขวนสลิง) ยาว 6 เมตร รวมการย้ายจุดทำงาน จำนวน 4 กระเช้า (ชุด) ระดับความสูงของป้ายสูงจากระดับพื้นดินประมาณ 28 เมตร ความสูงเทียบเท่าตึก 9 ชั้น น้ำหนักที่ต้องยกขึ้นไปติดตั้งกว่า 7 ตัน เป็นงานที่ยากและต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ”











