สำรวจจุดยืน ชาติมหาอำนาจโลก ในสงครามอิสราเอล-ฮามาส

เข้าสู่วันที่ 4 ของการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับกองกำลังติดอาวุธกลุ่มฮามาส ปรากฏความเคลื่อนไหวของผู้นำระดับโลกหลายประเทศ โดย 5 ชาติมหาอำนาจออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนเคียงข้างอิสราเอล

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ประกาศว่า อิสราเอลจะ “เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของตะวันออกกลาง” ด้วยการตอบโต้กลุ่มฮามาสอย่างสาสม

ในระหว่างออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์เมื่อวันจันทร์ (9 ต.ค.) เนทันยาฮูเล่าถึงการสังหารชาวอิสราเอลทั้งเด็กและผู้หญิงในระหว่างที่กลุ่มฮามาสบุกเข้ามา พร้อมระบุว่า “สิ่งนี้เทียบได้กับปฏิบัติการของกลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอซิส (ISIS)”

“เรารู้มาโดยตลอดว่าใครคือกลุ่มฮามาส ตอนนี้คนทั้งโลกรู้แล้ว ฮามาสก็คือไอซิส และเราจะเอาชนะมันเหมือนกับที่โลกอารยะเอาชนะไอซิส ศัตรูที่ชั่วร้ายนี้ต้องการสงคราม และมันจะได้เจอกับสงคราม” เขากล่าว

นายกรัฐมนตรีอิสราเอลกล่าวด้วยว่า การโจมตีทางอากาศในฉนวนกาซาเป็นเพียง "จุดเริ่มต้น" และเสริมว่า พวกเขาจะ "ทำทุกอย่างเพื่อชาวอิสราเอลที่ถูกกักขังอยู่ในฉนวนกาซา"

เขายังบอกด้วยว่า “ผู้ก่อการชาวปาเลสไตน์จำนวนหนึ่งยังคงอยู่ในอิสราเอล”

วันเดียวกัน (9 ต.ค.) โยอาฟ กัลแลนต์ (Yoav Gallant) รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล ออกคำสั่ง "ปิดล้อมอย่างสมบูรณ์” ด้วยการตัดกระแสไฟฟ้า หยุดส่งเชื้อเพลิง อาหาร และน้ำทั้งหมดที่ส่งไปยังฉนวนกาซา นอกจากนี้ยังเรียกกำลังพลสำรองมาเพิ่มอีก 3 แสนนาย

กองกำลังป้องกันอิสราเอล (The Israel Defense Forces - IDF) แนะนำให้ชาวปาเลสไตน์ที่ต้องการออกจากฉนวนกาซาเดินทางไปทางอียิปต์

ในระหว่างบรรยายสรุปสถานการณ์ประจำวัน (10 ต.ค.) พันโท ริชาร์ด เฮชต์ กล่าวว่า “ผมรู้ว่าจุดผ่านแดนราฟาห์ (Rafah crossing) ยังคงเปิดอยู่ ใครก็ตามที่ต้องการออกไป ผมแนะนำให้ใช้ช่องทางนั้น”

แต่ในเวลาต่อมา IDF ได้เปลี่ยนข้อแนะนำใหม่ โดยระบุว่า “ขณะนี้จุดผ่านแดนถูกปิดลงแล้ว”

ด้านกลุ่มฮามาสขู่ว่า จะสังหารตัวประกันทุกครั้งที่อิสราเอลโจมตีทางอากาศใส่ฉนวนกาซาโดยไม่แจ้งเตือนพลเรือน

ฉนวนกาซา มีประชาชนอาศัยอยู่ราว 2.3 ล้านคน โดยองค์การสหประชาชาติ (UN) เคยประเมินไว้ว่า ประชาชน 80% ของที่นี่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากนานาชาติ และประมาณ 1 ล้านคนต้องขอรับความช่วยเหลือด้านอาหารในแต่ละวัน

ถึงขณะนี้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1,590 ราย นับตั้งแต่กลุ่มติดอาวุธฮามาสบุกโจมตีอิสราเอลอย่างรุนแรงชนิดไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเมื่อวันเสาร์ (7 ต.ค.) ในจำนวนนี้มีพลเรือนที่ไปร่วมเทศกาลดนตรีซูเปอร์โนวาถูกสังหารไป 260 ราย ขณะที่ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตไปแล้วเกือบ 690 ราย จากการตอบโต้ของกองทัพอิสราเอล

สหรัฐฯ ส่งกองเรือรบ-ฝูงบินขับไล่หนุนอิสราเอลแล้ว

ในจำนวนผู้เสียชีวิตจาก “สงครามครั้งใหม่” มีพลเมืองอเมริกัน 11 ราย ตามการเปิดเผยของประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐฯ เมื่อ 9 ต.ค.

“เป็นเรื่องน่าเศร้าที่เราได้รู้ว่าขณะนี้มีพลเมืองอเมริกันอย่างน้อย 11 รายถูกสังหาร โดยหลายคนใช้ชีวิตอยู่ที่อิสราเอลในฐานะบ้านหลังที่ 2” แถลงการณ์ของทำเนียบขาวระบุ

ไบเดนระบุในแถลงการณ์ด้วยว่า มีความเป็นไปได้ว่าพลเมืองอเมริกันอาจเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ถูกฮามาสจับเป็นตัวประกัน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างรอการยืนยัน พร้อมสั่งการให้ทีมงานของทำเนียบขาวทำงานร่วมกับอิสราเอลในทุกแง่มุมเพื่อคลี่คลายวิกฤตตัวประกัน ซึ่งรวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง และการส่งผู้เชี่ยวชาญไปให้คำปรึกษาแก่อิสราเอล

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกด้วยว่า ในการพูดคุยครั้งล่าสุดกับนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูเมื่อวันอาทิตย์ (8 ต.ค.) ไบเดนแจ้งว่า “สหรัฐฯ ให้ความมั่นใจว่าอิสราเอลจะมีทุกสิ่งที่จำเป็นเพื่อปกป้องประเทศและประชาชนของตน”

ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ สั่งการเมื่อ 9 ต.ค. ให้กองเรือบรรทุกเครื่องบินมุ่งหน้าไปยังทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เพื่อเตรียมพร้อมช่วยเหลืออิสราเอล

เพนตากอนได้ส่ง ยูเอสเอส เจรัลด์ อาร์.ฟอร์ด เรือบรรทุกเครื่องบินซึ่งใหม่ที่สุดและทันสมัยที่สุดของกองทัพเรือสหรัฐฯ พร้อมด้วยเรือลาดตระเวนติดขีปนาวุธ 1 ลำ และเรือพิฆาตติดขีปนาวุธ 4 ลำ นอกจากนี้ฝูงบินขับไล่ของสหรัฐฯ จะถูกส่งไปยังพื้นที่ดังกล่าวเช่นกัน ประกอบด้วย เครื่องบิน F-35, F-15, F-16 และ A-10

อย่างไรก็ตาม จอห์น เคอร์บี โฆษกสภาความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ ไม่มีความตั้งใจจะส่งกำลังทหารไปยังอิสราเอล แต่จะปกป้องผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ อย่างไรก็ตามคาดว่าจะมีการร้องขอด้านความมั่นคงเพิ่มเติมจากอิสราเอล ซึ่งสหรัฐฯ พยายามจะดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด

เคอร์บียังกล่าวอีกว่า “ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอิหร่านสมรู้ร่วมคิดในระดับหนึ่ง” ด้วยการสนับสนุนกลุ่มฮามาส แต่สหรัฐฯ ยังไม่เห็นหลักฐานที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมว่าอิหร่านมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรง

รายงานจากหนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลอ้างว่า อิหร่านมีบทบาทในการช่วยกลุ่มฮามาสในการเตรียมการโจมตีครั้งล่าสุด

อังกฤษประกาศ “ยืนเคียงข้างอิสราเอล”

ด้านสหราชอาณาจักร โดยนายกรัฐมนตรี ริชิ ซูนัค กล่าวเมื่อเย็นวันจันทร์ (9 ต.ค.) ที่สุเหร่ายิวในลอนดอน ตอนหนึ่งว่า “ผู้สนับสนุนกลุ่มฮามาสต้องรับผิดชอบต่อการโจมตีอันน่าตกใจนี้ พวกเขาไม่ใช่นักต่อสู้เพื่ออิสรภาพ แต่เป็นผู้ก่อการร้าย”

“ไม่มีคำถามเรื่องความเป็นกลาง ผมยืนเคียงข้างอิสราเอล” นายกรัฐมนตรีอังกฤษกล่าว

เขาบอกด้วยว่า จะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้ชุมชนชาวยิวในสหราชอาณาจักรปลอดภัย

5 ชาติออกแถลงการณ์ประณามฮามาส

สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และผู้นำอีก 3 ประเทศยังร่วมกันออกแถลงการณ์ "การประณามกลุ่มฮามาสและการก่อการร้ายอันน่าสะพรึงกลัว"

“การกระทำของผู้ก่อการร้ายกลุ่มฮามาสไม่มีเหตุผล ไม่มีความชอบธรรม และจะต้องถูกประณามในระดับสากล” แถลงการณ์ของผู้นำ 5 ชาติระบุ

แถลงการณ์ร่วมนี้เกิดขึ้นภายหลังการหารือทางโทรศัพท์ ระหว่าง ประธานาธิบดีไบเดนของสหรัฐฯ, ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส, นายกรัฐมนตรีซูนัคของสหราชอาณาจักร, นายกรัฐมนตรีโอลาฟ ชอลซ์ แห่งเยอรมนี และนายกรัฐมนตรีจอร์เจีย โมโลนี ของอิตาลี

แถลงการณ์ระบุต่อไปว่า “ประเทศของเราจะสนับสนุนอิสราเอลในความพยายามที่จะปกป้องตนเองและประชาชนของตนจากความโหดร้ายดังกล่าว”

“นี่ไม่ใช่ห้วงเวลาที่ฝ่ายใดก็ตามที่เป็นศัตรูกับอิสราเอลจะใช้ประโยชน์จากการโจมตีเหล่านี้เพื่อชิงความได้เปรียบ”

“เราทุกคนตระหนักถึงความปรารถนาอันชอบธรรมของชาวปาเลสไตน์ และสนับสนุนมาตรการอันเท่าเทียมกันเพื่อความยุติธรรมและเสรีภาพต่อทั้งชาวอิสราเอลและชาวปาเลสไตน์”

“แต่อย่าทำผิดพลาด ฮามาสไม่ใช่ตัวแทนของแรงบันดาลใจเหล่านั้น และไม่ได้ให้อะไรแก่ชาวปาเลสไตน์เลย นอกจากความหวาดกลัวและการนองเลือด” แถลงการณ์ระบุ

ปธน.ปาเลสไตน์มีแผนเยือนมอสโก

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างสำนักข่าว RBC ของรัสเซียว่า มาห์มุด อับบาส ประธานาธิบดีแห่งปาเลสไตน์ พยายามเดินทางไปเยือนมอสโก

ดินแดนปาเลสไตน์ถูกแบ่งแยกการปกครองระหว่างอำนาจผู้นำการเมืองรัฐบาลปาเลสไตน์ (Palestinian Authority: PA) ของนายอับบาส ซึ่งควบคุมพื้นที่เวสต์แบงก์ และกลุ่มติดอาวุธฮามาส ซึ่งปกครองฉนวนกาซาอยู่

“มีการบรรลุข้อตกลงแล้วว่านายอับบาสจะมาที่มอสโก” อับเดล ฮาฟิซ เอกอัครราชทูตปาเลสไตน์ประจำกรุงมอสโกกล่าว

“เรากำลังรอคำแถลงอย่างเป็นทางการจากเครมลิน... ว่าการเยือนจะเกิดขึ้นเมื่อใด” เขากล่าว

ก่อนหน้านี้ เซียร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศของรัสเซีย ออกมาระบุว่า รัสเซียและสันติบาตอาหรับจะทำงานร่วมกันเพื่อหยุดเหตุนองเลือดในอิสราเอลและฉนวนกาซา