You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ไทยส่งชาวอุยกูร์ 40 คนกลับจีน ท่ามกลางข้อกังขาเรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชน เสี่ยงผิดกฎหมายเรื่องใดบ้าง
กระแสข่าวการส่งตัวชาวอุยกูร์ ซึ่งเป็นผู้ต้องกักในสถานกักตัวคนต่างด้าว สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เริ่มสะพัดมากขึ้นตั้งแต่เมื่อวานเย็น ล่าสุดวันนี้ (27 ก.พ.) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติออกมายืนยันว่ามีการส่งตัวชาวอุยกูร์กลับจีนจริง
นายรอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน คือหนึ่งในผู้สังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวหน้าสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในซอยสวนพลูตั้งแต่เมื่อคืนวาน (26 ก.พ.) เขาอธิบายความผิดปกติหลายประการที่เกิดขึ้นหน้าสถานกักตัวคนต่างด้าวแห่งนี้ ต่อหน้าสื่อมวลชนประจำรัฐสภา
"ผมเจอญาติชาวอินเดีย บอกว่าวันนี้ [สตม.] ปิดทำการ มีป้ายประกาศแปะไว้ข้างในด้วยว่าขอให้กลับมาอีกครั้งหนึ่งในวันศุกร์ โดยเขาอ้างว่าได้ข้อมูลมาว่ามีนายมาเยี่ยมเป็นเวลาสองวัน คือวันที่ 26-27 ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติ เพราะไม่ใช่วันหยุดทำการใด ๆ"
นายรอมฎอนยังสังเกตเห็นรถขนคนขนาดใหญ่อยู่ใน สตม. ก่อนปลีกตัวกลับออกมาก่อนเมื่อเวลาประมาณ 22.00 น.
วันนี้ (27 ก.พ.) เขาระบุในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ตนเองได้รับรายงานจากผู้สังเกตการณ์รายอื่นที่ยังอยู่หน้าสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สวนพลู เมื่อช่วงเวลาประมาณ 2.14 น. ที่ผ่านมาว่า มีขบวนรถขนผู้ต้องกักติดฟิล์มดำหลายคันพร้อมรถนำขบวน เคลื่อนออกจากสถานกักตัวของ สตม. ด้วยความรีบเร่งก่อนขึ้นทางด่วนออกไป
สส.จากพรรคประชาชนรายนี้ตั้งข้อสังเกตระหว่างการแถลงต่อสื่อมวลชนที่รัฐสภาว่า การใช้เทปดำพันรอบประตูและหน้าต่างของตัวรถ "เป็นเรื่องผิดปกติ"
ชลิดา ทาเจริญศักดิ์ ประธานมูลนิธิศักยภาพชุมชน ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงกำไรที่พยายามช่วยเหลือชาวอุยกูร์และมีจุดยืนคัดค้านการส่งกลับพวกเขาตามคำร้องขอของจีนตลอดช่วงสิบปีที่ผ่านมา ก็เป็นหนึ่งในผู้สังเกตการณ์หน้าสถานกักกันคนต่างด้าวของ สตม. สวนพลู ด้วย
เธอบอกกับบีบีซีไทยว่า หลังขบวนรถออกมาจาก สตม. สวนพลู และเร่งรีบขึ้นทางด่วนมุ่งหน้าไปทางดอนเมือง ผู้สังเกตการณ์ได้พยายามขับรถตามขบวนไป แต่ไม่สามารถติดตามได้ เนื่องจากถูกปิดกั้นไม่ให้ขึ้นใช้ทางด่วนเหมือนกับขบวนรถดังกล่าว
ในตอนนั้นเธอคาดการณ์ว่าขบวนรถอาจจะมุ่งหน้าไปยัง อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งเป็นจุดที่ทางการจีนส่งเครื่องบินเช่าเหมาลำมารับชาวจีน 200 คน จากเมืองสแกมเมอร์ในเมียวดีเมื่อวันที่ 20 ก.พ. ที่ผ่านมา ชลิดาได้เดินทางไปสังเกตความเคลื่อนไหวที่ท่าอากาศยานดอนเมือง และขับรถสำรวจฐานทัพอากาศดอนเมืองจากด้านนอก แต่ไม่เห็นความเคลื่อนไหวที่น่าสงสัย เนื่องจากยากต่อการสังเกตการณ์จากภายนอก
ประธานมูลนิธิศักยภาพชุมชนบอกกับบีบีซีไทยว่า เธอสงสัยความเคลื่อนไหวของเที่ยวบินของสายการบินไชน่า เซาท์เทิร์น แอร์ไลน์ ที่ออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมืองไปเมื่อเช้าตรู่วันนี้
ขณะเดียวกันสำนักข่าวรีพอร์ตเตอร์รายงานว่า ตรวจสอบพบสายการบินไชน่า เซาท์เทิร์น แอร์ไลน์ เที่ยวบิน CZ5245 มาถึงท่าอากาศยานดอนเมืองเมื่อเวลา 23.37 น. ของคืนวันที่ 26 ก.พ. โดยเดินทางออกจากสนามบินคัชการ์ เขตการปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ประเทศจีน ซึ่งต่อมาพบว่าเครื่องบินลำนี้เดินทางออกจากสนามบินดอนเมืองเมื่อเวลา 04.48 น. เช้าตรู่วันนี้
ข้อมูลล่าสุดจากเว็บไซต์ติดตามเที่ยวบิน Flightaware ระบุว่า พบเห็นความเคลื่อนไหวของเครื่องบินลำดังกล่าวล่าสุดแถวเมืองอาเค่อซูในเขตการปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ แต่ไม่ยืนยันจุดลงจอดของเครื่องบินลำดังกล่าว
ทั้งนี้ ปกติแล้วสายการบินไชน่า เซาท์เทิร์น แอร์ไลน์ ดำเนินการที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิเท่านั้น ไม่ได้มีเที่ยวบินที่ท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง
เตือนเจ้าหน้าที่รัฐไทยเสี่ยงละเมิดกฎหมายหลายข้อ หากมีการส่งกลับชาวอุยกูร์จริง
ชลิดาบอกกับบีบีซีไทยว่า หากมีการส่งกลับชาวอุยกูร์จริง ถือว่าเจ้าหน้าที่ของไทยที่เกี่ยวข้องอาจจะมีความผิดฐานละเมิดกฎหมายของไทยหลายประการ นับตั้งแต่ละเมิดกฎหมายเรื่องการทรมานและอุ้มหาย, การละเว้นปฏิบัติหน้าที่, การกระทำการใด ๆ ที่ทำให้ราชอาณาจักรหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของราชอาณาจักรตกไปอยู่ในอำนาจอธิปไตยของรัฐต่างประเทศ, การละเมิดจริยธรรมร้ายแรง, รวมถึงการขัดขวางการพิจารณาของศาล เนื่องจากศาลอาญากรุงเทพใต้เพิ่งเปิดการพิจารณาคำร้องให้ปล่อยตัวชาวอุยกูร์จำนวน 43 คนที่อยู่ในสถานกักตัวคนต่างด้าวเมื่อวันที่ 17 ก.พ. ที่ผ่านมา และกระบวนการศาลยังดำเนินอยู่จนถึงตอนนี้ โดยวันที่ 27 มี.ค. ทางศาลมีนัดไต่สวนผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) ด้วย จากการรายงานของสำนักข่าวเบนาร์นิวส์
ด้านนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน แถลงต่อสื่อวันนี้ว่า หากมีการส่งกลับชาวอุยกูร์จริง ถือว่าไทยละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศด้วย
ทำไมต้องเป็นจังหวะนี้ ?
บีบีซีไทยสอบถาม ชลิดา ประธานมูลนิธิศักยภาพชุมชน ว่าเหตุใดการส่งตัวชาวอุยกูร์กลับจีนต้องเกิดขึ้นในจังหวะนี้ หากสุดท้ายแล้วมีข้อมูลทางการยืนยันว่าทางการไทยส่งตัวผู้ต้องกักทั้งหมดกลับไปยังจีนจริง
เธอตอบว่า "เรามองสองอย่าง นายกฯ ไปจีนรอบนี้มา ไม่รู้ว่าไปตกลงอะไรกัน และมีความเป็นไปได้ว่าอาจมีการตกลงให้ส่งชาวอุยกูร์กลับ" ชลิดากล่าวถึงการเยือนประเทศจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร เมื่อช่วงต้นเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา
"ประเด็นที่สองเกี่ยวกับเรื่องชเวโก๊กโก่ ซึ่งตอนนี้ที่ทางจีนปล่อยข่าวออกมาว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐไทยระดับสูงประมาณ 200-400 คนที่เกี่ยวข้องกับชเวโก๊กโก่ และเขาจะเปิดเผยเมื่อไรก็ได้ แต่เป็นไปได้ว่าอาจมีคนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเราไม่รู้ว่าเป็นใคร เข้ามาต่อรอง และทำให้เกิดการส่งตัวไป" ชลิดากล่าว
อย่างไรก็ดี บีบีซีไทยไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำกล่าวอ้างนี้ได้อย่างอิสระในตอนนี้
ขณะที่นายรอมฎอนบอกกับบีบีซีไทยว่า คณะผู้บริหารชุดใหม่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ ผู้มีท่าทีที่ชัดเจนว่าไม่ต้องการให้ทางการไทยส่งตัวชาวอุยกูร์กลับไปยังประเทศจีน นับตั้งแต่ยังดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกวุฒิสภาของสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทางการจีนเปิดเกมรุกอย่างหนัก เพื่อนำตัวชาวอุยกูร์ชุดนี้กลับไปยังประเทศให้ได้
นอกจากนี้ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (26 ก.พ.) จอห์น มูเลนาร์ ประธานคณะกรรมาธิการพิเศษของสภาผู้แทนราษฎรว่าด้วยการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกับ ราชา กฤษณะมูรติ สมาชิกอาวุโส เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยหยุดการเนรเทศชาวอุยกูร์ด้วย
"ผมนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าทำไมต้องตอนนี้ ทำไมต้องมาเร่งรัดในช่วง 2 เดือนนี้ เพราะมันมีกระแสข่าวการส่งกลับมาตลอด" รอมฎอน กล่าว "ประเด็นแรกที่เราวิเคราะห์ คือเรื่องความร่วมมือระหว่างไทยกับจีนในเรื่องปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เพราะจังหวะจะโคนมันพอดิบพอดีกัน"
หากมีการส่งชาวอุยกูร์กลับจีนจริง จะส่งผลกระทบต่อไทยอย่างไร ?
รอมฏอน สส. จากพรรคประชาชนบอกบีบีซีไทยตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้ว่า "เป็นเรื่องน่าเศร้า" หากสุดท้ายแล้วมีข้อมูลอย่างเป็นทางการยืนยันว่าไทยส่งกลับชาวอุยกูร์เกิดขึ้นจริง เนื่องจากไทยเพิ่งได้ทำงานในฐานะคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นบทบาทด้านสิทธิมนุษยชนของไทยบนเวทีโลกที่สำคัญยิ่ง
ย้อนไปในเดือน ก.ค. 2558 คือครั้งล่าสุดที่ประเทศไทยส่งชาวอุยกูร์ 109 คน กลับไปยังจีน โดยปรากฎภาพพวกเขาถูกตำรวจจีนควบคุมตัวขึ้นเครื่องบินในลักษณะถูกคลุมหัวและสวมกุญแจมือ ซึ่งยังไม่มีใครทราบชะตากรรมชาวอุยกูร์ชุดดังกล่าวจนถึงตอนนี้
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้รัฐบาลทหารภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากประชาคมโลก โดยเฉพาะจากประเทศโลกมุสลิม
"ถ้าเราจำกันได้ เราเคยมีการส่งชาวอุยกูร์ไปก่อนหน้านี้ แล้วหลังจากนั้นเกิดเหตุระเบิดขึ้น" รังสิมันต์ กล่าวถึงข้อกังวลที่เขาหนักใจมากที่สุด โดยหยิบยกเหตุการณ์ระเบิดศาลพระพรหมเอราวัณ แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2558 ซึ่งมีจำเลยเป็นชาวอุยกูร์ในคดีนี้
ขณะเดียวกัน ชลิดาบอกกับบีบีซีไทยในช่วงเช้าวันนี้ว่า หากมีการส่งกลับชาวอุยกูร์เกิดขึ้นจริง ซึ่งความผิดปกติที่เกิดขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาก็ทำให้เธออดคิดไม่ได้ว่าทั้งหมดถูกส่งกลับจีนแล้ว ย่อมสื่อถึงว่า "รัฐบาลไทยไม่แคร์ประชาคมโลกเลย ไม่แคร์การละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่แคร์ศาล"
รังสิมันต์ สส.จากพรรคประชาชนยังบอกด้วยว่า กรณีนี้จะทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจมากขึ้น เพราะทาง รมว.ต่างประเทศของสหรัฐฯ มีท่าทีที่ชัดเจนมาตลอดว่าไม่ต้องการให้ไทยเนรเทศชาวอุยกูร์กลับไปยังประเทศจีน
ทางด้าน สส.รอมฎอน บอกกับบีบีซีไทยว่า นอกจากปัญหาเสียดุลอำนาจระหว่างสองประเทศมหาอำนาจที่อาจตามมาแล้ว เขายังกังวลเกี่ยวกับปฏิกิริยาของประเทศโลกมุสลิมด้วย ซึ่งในตอนนี้ยังไม่มีการสื่อสารจากรัฐบาลว่าจะรับมือกับผลกระทบจากโลกตะวันตกและโลกมุสลิมอย่างไร
"ผมอยากให้รัฐบาลสื่อสารถึงเหตุผลหรือการคำนวณไตร่ตรองอย่างรอบด้าน เกี่ยวกับผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบต่อเรื่องนี้" เขาบอก "ผมนึกไม่ออกจริง ๆ ว่ารัฐบาลคำนวณอย่างไร หรือมีข้อแลกเปลี่ยนอะไร หรือประเทศชาติได้ประโยชน์อะไรจากจากการทำสิ่งนี้"
ล่าสุด น.ส.แพทองธาร นายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีพบรถตำรวจมีความผิดปกติ ที่บ่งชี้ว่าอาจมีการขนย้ายชาวอุยกูร์ รวมถึงพบเที่ยวบินออกจากดอนเมืองไปยังประเทศจีนว่า "ยังไม่ได้คุยในรายละเอียด"
"แต่ว่าเรื่องแบบนี้ถ้าประเทศใดก็ตามจะทำอะไรต้องยึดหลักกฎหมาย ยึดกระบวนการระหว่างประเทศ ยึดเรื่องสิทธิมนุษยชน อันนี้คือเรื่องใหญ่ ทุกประเทศต้องยึดเรื่องนี้เป็นหลัก" นายกรัฐมนตรี กล่าว
ขณะที่ทางประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ส่งหนังสือด่วนถึงนายกรัฐมนตรีในวันนี้ ระบุถึงความกังวลว่าการส่งชาวอุยกูร์ไปยังประเทศต้นทางจะทำให้พวกเขาตกอยู่ในอันตรายต่อชีวิต ขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน กระทบความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประชาคมโลกและประเทศโลกมุสลิม
ผบ.ตร. ยืนยันส่งชาวอุยกูร์ทั้งหมด 40 ราย กลับจีนจริง
เมื่อเวลาประมาณ 16.12 น. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ยืนยันต่อสื่อมวลชนว่ามีการส่งตัวชาวอุยกูร์กลับไปยังประเทศจีนจริง จำนวน 40 คน ไม่ใช่ 48 คนดังที่ปรากฏในข่าวก่อนหน้านี้ พร้อมกับยืนยันด้วยว่าผู้ต้องกักชาวอุยกูร์ทั้งหมดที่อยู่กับ สตม. มีทั้งหมด 40 คน และบอกว่าการส่งตัวครั้งนี้เป็นการทำงานร่วมกันกับสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ภายใต้ "มีการทำหนังสืออย่างเป็นทางการจากทางการจีน ผ่านทางการทูตมาทางรัฐบาลก่อน"
"ในหนังสือได้แสดงความจริงใจและแสดงเจตจำนงว่าจะดูแลคนจีนชาวอุยกูร์เหล่านี้ โดยให้คำมั่น ความจริงใจ ยืนยันเป็นหนังสือว่าจะดูแลเรื่องความปลอดภัย เรื่องที่อยู่ ที่พักอาศัย รวมถึงให้ญาติของชาวอุยกูร์ที่อยู่ในประเทศไทยมานาน ได้ร่วมต้อนรับที่ประเทศของเขาด้วย" ผบ.ตร. กล่าว
ผบ.ตร. เปิดเผยต่อว่าเมื่อมีการร้องขออย่างเป็นทางการจากจีน พร้อมกับคำมั่นผ่านหนังสือดังกล่าว ทางรัฐบาลจึงจัดให้มีการประชุมผ่าน สมช. และมีมติให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติส่งชาวอุยกูร์กลับไปยังประเทศจีน
"เมื่อเราได้รับมติของ สมช. ทางเราจึงวางแผนเพื่อให้เกิดการปฏิบัติที่เรียบร้อย รอบคอย ปลอดภัย ทั้งตัวของชาวอุยกูร์และเจ้าหน้าที่"
ผบ.ตร. ยังได้อธิบายเหตุผลทาง "เทคนิคของผู้ปฎิบัติ" ที่พบว่ามีการใช้เทปดำพันรอบรถตำรวจอย่างลึกลับ เพื่อขนชาวอุยกูร์ทั้งหมดไปยังท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมืองช่วงเช้ามืดวันนี้
"เราอยู่ภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งหลักสิทธิมนุษยชน รวมถึง พ.ร.บ.ป้องกันการอุ้มหายและทรมาน เราต้องการให้เกิดความเรียบร้อย ไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่สงบหรือบานปลาย ผมเชื่อว่าทุกท่านรู้อยู่แล้วว่าเมื่อก่อนเกิดอะไรขึ้น"
พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยืนยันว่าทุกอย่างทำตามมติและคำสั่งของ สมช. ซึ่งผ่านการวางแผนมาระยะหนึ่งแล้ว
"เราไม่ได้คิดเองแล้วทำเลย ทุกอย่างใช้เวลามาระยะหนึ่ง การนำตัวชาวอุยกูร์ออกจากสถานที่ต้องกัก เรามีขั้นตอนที่ทำให้เกิดความเข้าใจก่อน เมื่อชาวอุยกูร์ออกไปแล้วมีความเข้าใจ สังเกตไหมครับว่าไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นเลย แล้วเราก็ส่งมอบให้ทางการจีนรับขึ้นเครื่องไปโดยไม่มีเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้น"
ผบ.ตร. ยืนยันด้วยว่าการส่งตัวชาวอุยกูร์ครั้งนี้ ทางตำรวจทำตามข้อบัญญัติทางกฎหมาย ถูกต้องตามหลักสิทธิมนุษยชน และมีความชอบธรรม
"ทางรัฐบาลไทยได้มีการประชุมและตกลงกันว่าเราจะส่งเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับสูงไปอยู่ที่มณฑลซินเจียง ประเทศจีน เพื่อรอดูว่า ลงมา [จากเครื่องบิน] แล้ว รัฐบาลจีนได้ทำตามข้อตกลงอย่างที่แสดงความจริงใจไหม มีญาติมารับไหม ได้รับการตรวจสุขภาพไหม ผมได้การยืนยันว่าได้รับการตรวจสุขภาพ มีญาติมารับ ทุกอย่างเป็นไปตามที่ทางการจีนทำหนังสือมาถึงรัฐบาลไทย"
รายชื่อผู้ไปสังเกตการณ์ที่ ผบ.ตร. กล่าวคือ พล.ต.อ.ไกรบุญ ทรวดทรง รอง ผบ.ตร., ตัวแทน รมว.ต่างประเทศของไทย, และ นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช.
"ในอดีตเราไม่เคยได้รับความมั่นใจเช่นปัจจุบัน ความมั่นใจเช่นปัจจุบันเกิดจากการประชุม ตรวจสอบ ประสานงานผ่านการทูต ตำรวจเป็นแค่ระดับห่วงโซ่ล่างที่ต้องปฏิบัติตามมติของ สมช." พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าว และบอกว่าด้วยว่ารายละเอียดเกี่ยวกับความยินยอมของชาวอุยกูร์หรือข้อแลกเปลี่ยนต่าง ๆ ให้ทาง สมช. เป็นผู้ตอบเอง
รัฐบาลไทยแถลงว่าอย่างไร
ค่ำของวันพฤหัสบดี (27 ก.พ.) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดแถลงข่าวการส่งตัวชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน ยืนยันว่าไทยทำตามกระบวนการที่มั่นใจว่าถูกต้อง ทั้งกฎหมายภายในประเทศ เช่น กฎหมายว่าด้วยการอุมหายฯ และกฎหมายสากล ซึ่งจากการติดตามไม่พบปัญหาตามที่ทุกคนมีข้อกังวล และไม่อยากให้จินตนาการเพราะจะทำให้เกิดปัญหาและเรื่องราวตามมาซึ่งไม่ส่งผลดีต่อประเทศ
"เรามั่นใจว่าชาวอุยกูร์ที่เราส่งไปจะไม่พบปัญหาหรือสิ่งที่ทุกคนกังวล" นายภูมิธรรม กล่าว
นายภูมิธรรมกล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาที่ชาวอุยกูร์อยู่ประเทศไทยประมาณ 10 ปี ไทยจะใช้แนวทางส่งไปประเทศที่สามหรือประเทศต้นทางขอรับกลับ ไทยจะพิจารณาโดยยึดความสมัครใจและเมื่อเดินทางกลับไปแล้วจะไม่ก่อให้เกิดปัญหา อีกทั้งทางจีนยืนยันว่า บุคคลกลุ่มดังกล่าวไม่ใช่ผู้ที่ทำความผิดร้ายแรงอะไร เมื่อเดินทางกลับไปแล้วจะจัดหาอาชีพ โดยก่อนหน้านี้นายกฯ เดินทางไปประเทศจีน ก็ได้มีการพูดคุยในประเด็นดังกล่าว ซึ่งจีนและประกันว่าไม่ต้องเป็นห่วง พร้อมยืนยันในเรื่องความปลอดภัย
เขากล่าวด้วยว่า เมื่อส่งตัวกลับแล้ว กระทรวงการต่างประเทศไทยจะมีการตรวจสอบเป็นระยะ โดยนับจาก 7 วันหลังจากนี้ พ.ต.ท.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม จะเดินทางไปตรวจสอบ และหลังจากนั้นกจะเป็นหน้าที่ของสถานทูตไทยในจีนที่ติดตามว่า กลุ่มบุคคลที่ไทยส่งกลับยังดูอยู่ดีปลอดภัยหรือไม่
ด้าน พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) กล่าวว่า ได้รับคำสั่งจาก สมช. ให้ดำเนินการส่งกลับชาวอุยกูร์ จึงได้ทำความเข้าใจกับผู้ต้องกักชาวอุยกูร์ โดยการขนย้ายไม่มีการใช้กำลัง แต่มีการเจรจาพูดคุยจนเป็นที่เข้าใจและผู้ต้องกักชาวอุยกูร์ทั้งหมดยินยอมกลับประเทศจีน โดยมีข้อตกลงว่ากลับไปแล้วพวกเขาจะปลอดภัยไม่มีการทรมานหรือใด ๆ ทั้งสิ้น ผู้ต้องกักจึงยินยอมเดินทางกลับประเทศ
ในการแถลงข่าวของรัฐบาลไทย ยังมีการเปิดเผยขั้นตอนกระบวนการส่งกลับชาวอุยกูร์ โดยนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลจีนได้มีคำขออย่างเป็นทางการโดยหนังสือทางการทูต ขอให้รัฐบาลไทยส่ง "คนจีนเชื้อสายอุยกูร์" ที่กระทำความผิดโดยได้หลบหนีเข้ามาในประเทศไทยอย่างผิดกฏหมายจึงถูกจับกุม และกักกันอยู่ในประเทศไทยมากว่า 10 ปีแล้ว
"รัฐบาลจีนระบุว่า บุคคลเหล่านี้มีความผิดเพียงเล็กน้อย เป็นเรื่องการเดินทางออกนอกประเทศโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และไม่พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดที่ร้ายแรงอื่นใด ดังนั้น เมื่อเดินทางกลับถึงประเทศจีน จะได้รับอนุญาตให้กลับคืนสู่ครอบครัวได้โดยตรง และกลับคืนสู่การดำรงชีวิตโดยปกติ และให้การรับรองอย่างเป็นทางการและหนักแน่นว่าจะให้ความปลอดแก่บุคคลเหล่านี้อย่างเต็มที่" โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
โลกรุมประณามไทย
องค์กรระหว่างประเทศและนานาชาติต่างออกแถลงการณ์แสดงความไม่เห็นด้วยต่อการดำเนินการส่งตัวชาวอุยกูร์กลับไปยังจีนของประเทศไทย เพราะเห็นว่าเป็นการละเมิดต่อหลักการไม่ส่งตัวกลับ (non-refoulement) และพันธกรณีของประเทศไทยต่อกฎหมายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ
นายโวล์คเกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ แถลงว่า การส่งตัวชาวอุยกูร์ 40 คน ซึ่งถูกคุมขังในประเทศไทยมานานกว่า 11 ปี กลับไปยังประเทศจีน เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ที่ผ่านมา เป็นการละเมิดกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างชัดเจน
"สิ่งนี้ละเมิดหลักการไม่ส่งกลับ ซึ่งเป็นมาตรการห้ามอย่างเด็ดขาดในกรณีที่มีความเสี่ยงจริงที่จะได้รับการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย หรืออันตรายที่ไม่สามารถแก้ไขได้เมื่อถูกส่งกลับ" ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งยูเอ็นกล่าว
"ตอนนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ทางการจีนต้องเปิดเผยที่อยู่ของพวกเขา และรับรองว่าพวกเขาจะได้รับการปฏิบัติตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ"
แถลงการณ์โดยโฆษกของผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรปและรองประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ระบุว่า "สหภาพยุโรปขอเรียกร้องให้รัฐบาลจีนปฏิบัติตามพันธกรณีของตนภายใต้กฎหมายระดับชาติ รวมถึงรัฐธรรมนูญของประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อเคารพและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของชาวอุยกูร์ทั้ง 40 คนที่ถูกส่งตัวกลับไปยังประเทศจีน"
ด้านสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย แพร่แถลงการณ์จากนาย มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประณามการส่งกลับของไทย และ ในฐานะพันธมิตรอันยาวนานของไทย "รู้สึกตระหนกกับการกระทำนี้" ซึ่งอาจขัดต่อพันธกรณีระหว่างประเทศของไทยภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ
"เราขอประณามอย่างถึงที่สุดต่อกรณีที่ไทยผลักดันชาวอุยกูร์อย่างน้อย 40 คนกลับประเทศจีน ทำให้พวกเขาต้องอยู่ในประเทศที่ตนไม่มีสิทธิเข้าถึงกระบวนการอันควรตามกฎหมาย อีกทั้งยังเป็นประเทศที่ชาวอุยกูร์เคยถูกข่มเหง บังคับใช้แรงงาน และทรมาน"
แถลงการณ์จาก รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวด้วยว่า "จีน ภายใต้การกำหนดทิศทางและการควบคุมโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ โดยส่วนใหญ่มุ่งไปที่ชาวอุยกูร์ซึ่งเป็นมุสลิม ตลอดจนชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์และศาสนากลุ่มอื่นในซินเจียง" โดยขอให้จีนเปิดให้มีการตรวจสอบเพื่อยืนยันถึงสวัสดิภาพของชาวอุยกูร์ที่ถูกส่งกลับ และเรียกร้องต่อรัฐบาลไทยด้วยอีกทางหนึ่ง
"รัฐบาลไทยต้องเรียกร้องให้ทางการจีนคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของชาวอุยกูร์ รวมทั้งต้องพิสูจน์การดำเนินการดังกล่าวอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง"
นอกจากนี้นายเดวิด แลมมี รัฐมนตรีต่างประเทศสหราชอาณาจักร ยังมีถ้อยแถลงระบุว่า สหราชอาณาจักรไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อการส่งกลับชาวมุสลิมอุยกูร์ 40 คน ไปยังจีนของประเทศไทย ทั้งที่ประเทศไทยมีพันธะระหว่างประเทศเกี่ยวกับหลักการไม่ส่งกลับ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในมณฑลซินเจียง ซึ่งมีหลักฐานเอกสารมากมาย
หลังจากมีเสียงคัดค้านจากนานาชาติและความกังวลต่อผลกระทบที่ตามมากับประเทศไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าววันนี้ (28 ก.พ.) ว่าหากไทยส่งชาวอุยกูร์ แล้วได้รับอันตรายจนถึงแก่ชีวิต เป็นเรื่องที่จะต้องขบคิดกัน แต่การดำเนินการครั้งนี้ มีหนังสือที่เป็นทางการจากจีนที่ควรแก่การเชื่อถือ
นายภูมิธรรมกล่าวว่า การควบคุมตัวชาวอุยกูร์ในประเทศไทยมานานกว่า 11 ปี เป็นเรื่องที่ไม่สมควร แต่เนื่องจากไทยแก้ไขปัญหาที่ผ่านมาไม่ได้ ทางออกมีสองทาง คือ ส่งตัวไปประเทศที่สามหรือประเทศเจ้าของ ซึ่งเป็นตามหลักการสากลทั้งหมด ขณะเดียวกันเรื่องการส่งตัวไปประเทศที่สาม เราดำเนินการมา 11 ปีแล้ว แต่ติดต่อไปกลับไม่มีใครรับไปจึงควบคุมตัวไว้ในไทยก่อน ด้วยตอนนั้นไทยอาจไม่มั่นใจว่าประเด็นความขัดแย้งจะทำให้กลุ่มชาวอุยกูร์เป็นอันตรายถึงชีวิตหรือไม่
"ที่เราส่งครั้งนี้เพราะเราไม่มีทางเลือก ครั้งแรกเราประสบความสำเร็จที่ส่งไปตุรกีกว่าร้อยคน แต่หลังจากนั้นไม่มีใครยอมรับ ผมคุยกับชาติตะวันตกแล้วว่า ถ้ามีใครรับไปได้ก็ไม่มีปัญหา พวกเขาก็ไม่รับในฐานะที่เป็นเรื่องผลประโยชน์ของประเทศเขา... เพราะฉะนั้นการส่งตัวไป เราได้พยายามหาจุดที่เป็นทางออกที่ดีที่สุด" นายภูมิธรรมกล่าว
"รัฐบาลได้ชี้แจงกับประเทศตะวันตกหลายชาติ เช่น สหรัฐอเมริกา ก็ได้พูดคุยกับผม ซึ่งก็ได้ย้ำไปว่า เราจะทำภายใต้อธิปไตยและกฎหมายของไทย คำนึงถึงหลักสากลและกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ให้เกิดความผิดพลาดในเรื่องนี้รวมถึงคำนึงถึงกฎหมายที่จะไม่ส่งคนไปเสียชีวิต"