ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร : "ผมปกป้องป่ามาตลอดชีวิต" พร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาล

ทศพล ชัยสัมฤทธิ์ผล

ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

วันนี้ (31 ส.ค.) นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กับพวกอีก 4 คน เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติมต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ภายหลังอัยการสูงสุดส่งเรื่องให้ดีเอสไอแจ้งข้อหาเพื่อสั่งฟ้องนายชัยวัฒน์ และพวก รวม 9 ข้อกล่าวหา รวมถึง “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” โดยผู้เสียชีวิตคือ นายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่

"เราเชื่อมั่นว่าเราไม่ได้ทำ...ไม่น่ามีปัญหา" นายชัยวัฒน์ ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อ ในภายหลังรับทราบข้อกล่าวหา ที่ดีเอสไอสั่งฟ้องเพิ่มอีก 2 ข้อหา

ด้านอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ ยืนยันว่าคดีนี้จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และดีเอสไอดำเนินการตามที่อัยการสูงสุดให้แจ้งข้อหาเพิ่มเติม โดยถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด จะส่งเรื่องต่ออัยการเพื่อสั่งฟ้องต่อศาลได้ในวันที่ 5 ก.ย. ดังนั้น วันนี้กระบวนการในส่วนของดีเอสไอต่อคดีนี้ "จึงครบถ้วนหมดแล้ว"

"ไม่หนักใจ เพราะเราทำโดยยึดอยู่บนความเป็นธรรมและพยานหลักฐาน ซึ่งคุณชัยวัฒน์ก็น้อมรับ" นายไตรยฤทธิ์ กล่าว พร้อมยืนยันว่า การกลับเข้ารับราชการของนายชัยวัฒน์ เมื่อวันที่ 30 ส.ค. จะไม่ส่งผลต่อรูปคดีอย่างแน่นอน

"ผมทำเพื่อป่า...ผมทำเพื่อชาติ"

นายชัยวัฒน์ ยืนกรานกับกองทัพสื่อมวลชนว่า เป็นผู้บริสุทธ์ และไม่ทราบถึงการหายตัวไป-ฆาตกรรม "บิลลี่" แต่อย่างใด ส่วนตัวรู้สึกน้อยใจมากกว่า เพราะเป็นตัวเขาเองที่ถูก "องค์กรบางแห่ง" คุกคามมาโดยตลอด

"ผมน่ะถูกคุกคามจากองค์กรที่ไม่มีความเป็นธรรม ชีวิตผมทำงานเพื่อปกป้องป่า ชีวิตผมทุกวันนี้ ตัวคนเดียว ทำงานอยู่คนเดียว" อดีตหัวหน้าอุทยานแก่งกระจาน ตัดพ้อ แต่ไม่ได้ระบุชื่อองค์กรดังกล่าว

จากนี้จะเป็นกระบวนการต่อสู้ในชั้นศาล ซึ่งนายชัยวัฒน์มั่นใจว่า จะได้รับความเป็นธรรมว่าตนเองเป็นผู้บริสุทธ์ เพราะถ้ามีพยาน-หลักฐานว่าเขาเป็นผู้ก่อเหตุ "มันคงมีมาตั้งแต่วันแรกแล้ว...ไม่ต้องไปถามว่า ผมไปยุ่งเกี่ยวกับพยานหลักฐาน"

"ผมปกป้องป่ามาตลอดชีวิต ผมปกป้องสัตว์ป่ามาตลอดชีวิต ผมทำงานเพื่อแผ่นดิน ปกป้องทรัพย์สินของแผ่นดิน ผมไม่เคยทำแล้วเป็นประโยชน์กับผมสักเรื่องเดียว ผมยึดที่เป็นแสน ๆ ไร่ ผมไม่เคยได้สักไร่หนึ่ง"

"อยากฝากถามกลับไปว่า ชัยวัฒน์ทำเพื่ออะไร ถ้าชัยวัฒน์ทำเพื่อประเทศชาติ ก็ขอให้เข้าใจไว้เท่านั้น"

ส่วนการกลับเข้ารับราชการ มีผลแล้วตั้งแต่วานนี้ (30 ส.ค.) แต่ยังไม่ได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งใด จนกว่าจะมีอัตราว่าง แต่เขายืนกรานว่า อายุราชการที่เหลืออีก 2 ปี จะทำหน้าที่อย่างดีที่สุด และถ้าได้รับมอบหมายเพื่อปกป้องผืนป่า และจัดการกับผู้ลักลอบ เขาจะทำอย่างเต็มที่และไม่เกรงกลัวผู้อิทธิพล

ความยุติธรรมที่ยังมาไม่ถึงของภรรยาบิลี่

ภรรยาของ “บิลลี่” ยังมองไม่เห็นความหวัง แม้อัยการสูงสุดสั่งฟ้องนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และพวก 4 คน ฐาน “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” ยอมรับว่า หมดศรัทธาในตุลาการไทย เพราะท้ายสุดผู้อยู่เบื้องหลังที่แท้จริงก็ยังลอยนวล

ช่วงสายวันที่ 16 ส.ค. หรือไม่ถึง 24 ชั่วโมง หลังบีบีซีไทยและสื่อไทยหลายสำนัก รายงานข่าวการสั่งฟ้องนายชัยวัฒน์และพวก พิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ มึนอ ภรรยาของบิลลี่-พอละจี รักจงเจริญ เพิ่งออกจากโรงพยาบาลหลังรถล้ม ทำให้เส้นเอ็นหัวไหล่ฉีกขาด ใช้แขนข้างหนึ่งไม่สะดวก

เมื่อบีบีซีไทยสอบถามมึนอถึงความรู้สึกต่อความคืบหน้าสำคัญในคดีบิลลี่ เธอตอบกลับมาว่า “เห็นข่าวแล้วก็รู้สึกเฉย ๆ”

“ความหวังมันน้อยมากเลย มันรอมานาน เหมือนทำอะไรไม่ได้” มึนอ บอกกับบีบีซีไทย ปัจจุบัน เธอยังอาศัยอยู่ที่บ้านแม่ในจังหวัดปราจีนบุรี โดยระหว่างพูดคุยนั้น มีเสียงเด็กเล็กร้องระงมออกมาเป็นพัก ๆ

มึนอขยายความถึงประโยค “เหมือนทำอะไรไม่ได้” โดยเธอเชื่อว่ามีผู้มีอำนาจอยู่เบื้องหลังนายชัยวัฒน์ และแม้ท้ายสุด จะทวงความยุติธรรมด้วยการลงโทษนายชัยวัฒน์ และพวกที่เป็นผู้กระทำการฆาตกรรมได้ แต่ “คนสั่งการ” คงหลุดรอดเงื้อมมือกฎหมายไทย

“มันมีอำนาจอะไรบางอย่าง ที่ทำให้ทำอะไรคน ๆ นั้นไม่ได้”

8 ปีแห่งการสู้ชีวิต-ทวงความยุติธรรม

มึนอ มีลูก 4 คนที่ต้องดูแล โดยไร้สามีเป็นเสาหลักค้ำจุน มาตลอด 8 ปี

เธอเคยเล่าให้บีบีซีไทยเมื่อ 3 ปีก่อน ตอนที่บีบีซีไทยไปเยี่ยมบ้านของมึนอที่บ้านป่าเต็ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ว่า บิลลี่ยังโลดแล่นและมีตัวตนอยู่ในความทรงจำของทุกคนเสมอ เธอยังจำได้ดีว่าบิลลี่เป็นคนดี จิตใจบริสุทธิ์ และชอบช่วยเหลือผู้อื่น

แต่เวลานี้ การทวงความยุติธรรมที่เธอเชื่อว่ามีโอกาสน้อย อาจมีความสำคัญน้อยกว่าอาการบาดเจ็บจากรถล้ม ที่จะกระทบต่อการทำงานหาเงินมาจุนเจือครอบครัว เพราะชีวิตในตอนนี้ มีแต่ยิ่งลำบาก

“เมื่อก่อน เรามีไร่ ปลูกที่ทำกินของเราเอง เราไม่มีเงินเราก็อยู่ได้…ทุกวันนี้ ไม่มีที่ดินทำกิน เราต้องทำงานอื่นเสริมด้วย”

ดังนั้น การที่ต้องสู้ชีวิตเพื่อครอบครัว และต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรมให้สามีผู้สูญหาย ทำให้ชีวิตของเธอตอนนี้ลำบากมาก 

“เพราะมันยังไม่จบ” มึนอ กล่าว “ทั้งใช้ชีวิต ทั้งติดตามคดี มันลำบากทั้งร่างกายและจิตใจ” แต่เธอยืนกรานว่า จะพยายามยืนด้วยลำแข้งของตนเองให้ถึงที่สุด จะพยายามไม่ขอความช่วยเหลือจากใคร

ย้อนรอยการหายตัวของบิลลี่

ต้องย้อนจากชาวบ้านบางกลอย-ใจแผ่นดิน ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ชาวปกาเกอะญอที่อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่า อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี มาก่อนการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเมื่อปี 2524

นับจากการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติเป็นต้นมา พวกเขาถูกไล่รื้อ บังคับอพยพอย่างน้อย ๆ 2 ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในปี 2539 และ 2554 โดยมีการใช้ "ปฏิบัติการยุทธการตะนาวศรี" เผาบ้านและยุ้งฉางของชาวบ้านเพื่อบังคับย้ายชาวกะเหรี่ยงออกจากป่าใจแผ่นดิน เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้นายคออี้ มีมิ หรือ "ปู่คออี้" ผู้นำจิตวิญญาณชาวกะเหรี่ยง กลายเป็นที่รู้จัก เขายังเป็นผู้ฟ้องคดีที่กรมอุทยานฯ เผายุ้งฉางชาวกะเหรี่ยง

17 เม.ย. 2557 บิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ ชาวกะเหรี่ยงบางกลอย และหลานของปู่คออี้ ได้สูญหายไปขณะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยทนายความ เขาเข้าไปเก็บข้อมูลจากปู่คออี้และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการไล่ที่เพื่อนำไปใช้ในชั้นศาล 

การสอบสวนชาวบ้านในพื้นที่ทำให้รู้ว่าช่วงเย็นวันที่ 17 เม.ย. บิลลี่ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานฯ แก่งกระจานควบคุมตัวไว้ และหลังจากนั้นก็ไม่มีใครพบเห็นเขาอีกเลย

ต่อมาในปี 2561 ปู่คออี้เสียชีวิต ด้วยอายุ 107 ปี โดยไม่ได้กลับไปยังบ้านเกิด

นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานฯ แก่งกระจานในเวลานั้น เป็นหนึ่งในผู้อยู่ในเหตุการณ์ควบคุมตัวบิลลี่ เขาให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยเมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2562 หรือหนึ่งวันหลังจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แถลงข่าวการพบกระดูกของบิลลี่ว่า เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวบิลลี่ฐานมีน้ำผึ้งป่าไว้ในครอบครอง 38 ขวด แต่หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ได้ปล่อยตัวไป

ชัยวัฒน์บอกด้วยว่า เขาไม่เคยจับกุมชาวกะเหรี่ยงในป่าแก่งกระจาน ถ้าเป็นชุมชนที่อยู่มาดั้งเดิมและทำตามกฎหมาย พร้อมกับยืนยันว่าไม่เคยมองชาวกะเหรี่ยงในแง่ร้าย แต่เหตุที่ต้องนำปฏิบัติการการเผาบ้านปู่คออี้และชุมชนชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอยครั้งนั้น "เป็นเหตุผลด้านความมั่นคงและภัยคุกคาม"

25 มี.ค. 2564 คณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) มีมติเมื่อ 25 มี.ค. 2564 ให้ปลดนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ออกจากราชการ หลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ชี้มูลความผิด ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา โดยการเผาทำลายทรัพย์สินของชาวบ้านบางกลอยในป่าแก่งประจาน

10 ส.ค. 2565 สำนักงานอัยการสูงสุด ส่งหนังสือลงวันที่ 10 ส.ค. 2565 ถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ลงนามโดยนายกุลธนิต มงคลสวัสดิ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานชี้ขาดคดีอัยการสูงสุด ซึ่งปฏิบัติราชการแทนอัยการสูงสุด ยืนยันว่า อัยการสูงสุดได้ลงนามในความเห็นสั่งฟ้องนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และพวกรวม 4 คน โดยหนึ่งในนั้นเป็นข้อหา "ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน" คือ นายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่

 บ้านบางกลอย…ยังเหมือนค่ายผู้อพยพ

ปัจจุบัน มึนอไม่ค่อยได้เดินทางกลับไปบ้านบางกลอยอีกแล้ว แต่เธอเล่าว่า ทุกครั้งที่กลับไป รู้สึกได้ว่าคนในหมู่บ้านล้วนไม่มีความสุข และมีสภาพเหมือนอยู่ในค่ายอะไรบางอย่างที่ให้ความรู้สึกเหมือน “ผู้อพยพ”

บีบีซีไทยจึงสอบถามไปถึงนิรันดร์ พงษ์เทพ อายุ 57 ปี ผู้ใหญ่บ้านบางกลอย ที่ยอมรับว่าชาวบ้านอยู่กันอย่างยากลำบาก ขายผลผลิตได้ไม่เพียงพอเลี้ยงครอบครัว ท่ามกลางสายตาดูถูกของเจ้าหน้าที่

“ความยุติธรรมกับชุมชนมันค่อนข้างน้อย เรื่องพื้นที่ทำกินก็ดี ทางรัฐก็ไม่ได้เหลียวแล” นิรันดร์ บอกกับบีบีซีไทย

ปัจจุบัน มีชาวบ้านที่ถูกย้ายมาจากบ้านบางกลอยราว 104 หลังคาเรือน รวมแล้วเป็นจำนวน 140 ครอบครัว (กว่า 700 คน) นั่นหมายความว่า พื้นที่ในการปลูกบ้านไม่เพียงพอต่อความต้องการของชาวบ้านทุกคน ทำให้บ้านหลังหนึ่ง ต้องมีคนเบียดเสียดกันอยู่ราว 2-3 ครอบครัว

นอกจากพื้นที่ปลูกบ้านแทบมีไม่พอ พื้นที่เพาะปลูกก็ยังมีอยู่อย่างจำกัด ชาวบ้านหลายคนต้องเดินทางออกไปหางานทำนอกพื้นที่ หรือรับงานเย็บปักถักร้อยที่ศูนย์ศิลปาชีพ วันไหนหาไม่ได้ ก็ต้องอาศัยเพื่อนบ้านคอยช่วยเหลือ

“ถ้าอยู่ในป่าสมัยก่อน ทำไร่หมุนเวียน ไม่ต้องชิงดีชิงเด่น ไม่ต้องต่อสู้อะไรมากมาย” นิรันดร์ เล่าย้อนถึงวันวานที่บ้านบางกลอย ยังอยู่ในป่าแก่งกระจาน

“พอลงมาอยู่ข้างล่างมันต้องดิ้นรน อาชีพมันก็เปลี่ยน”

ความยุติธรรมมาถึงหรือยัง ?

เมื่อถามนิรันดร์ถึงข่าวการสั่งฟ้องนายชัยวัฒน์ เขาบอกว่าพึ่งทราบข่าวเมื่อเช้านี้ ส่วนคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านที่ทราบข่าวยังน้อย ส่วนใหญ่ไม่มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟน โดยยอมรับว่า อย่างน้อยก็ได้เห็นถึงความยุติธรรมอยู่บ้าง

“คนทั้งคนหายไป ทำให้ชุมชนยากลำบาก ความยุติธรรมบนโลกนี้ยังพอมี แต่มันก็หายากและไม่ค่อยได้รับ” นิรันดร์ บอกกับบีบีซีไทย

แต่สิ่งที่เขารู้สึกว่าไม่ยุติธรรม คือ ชาวบ้านบางกลอยที่ผ่านมานับสิบปี นับแต่ถูกให้ย้ายออกจากผืนป่าจิตวิญญาณในแก่งกระจาน เจ้าหน้าที่ยังปฏิบัติเสมือนพวกเขาเป็นผู้อพยพ ไม่มีอิสระแม้จะอยู่ในหมู่บ้านของตนเอง

“ชาวบ้านจะเอาสิ่งก่อสร้างเข้ามาก็ต้องโทรแจ้ง ขออนุญาต คนในหมู่บ้านจะไปหาหมอก็ถูกเจ้าหน้าที่พูดจาไม่ให้เกียรติ ถ้าไม่พอใจเขาก็ไม่ให้ออกจากหมู่บ้านเลย”

“แบบนี้มันไม่ใช่ มันเหมือนเราติดคุก”

ด้านมึนอ แม้จะยังไม่ศรัทธาในระบบตุลาการไทย และต้อนดิ้นรนหาเลี้ยงลูก ๆ แต่เธอจะติดตามคดีบิลลี่ และการสั่งฟ้องนายชัยวัฒน์และพวกต่อไป โดยหากมีความคืบหน้าสำคัญ เธอจะเดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อทวงขอความยุติธรรม