เหตุใดการจำกัดอุณหภูมิโลกให้เพิ่มขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส จึงสำคัญ ?

    • Author, เอสมี สตอลลาร์ด
    • Role, ผู้สื่อข่าววิทยาศาสตร์และภูมิอากาศ

โลกกำลังเข้าใกล้จุดที่อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นเกินกว่าระดับ 1.5 องศาเซลเซียสแล้ว โดยข้อมูลใหม่แสดงให้เห็นว่าปี 2024 เป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบเลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ประเทศต่าง ๆ เกือบ 200 ประเทศตกลงร่วมกันว่าจะพยายามรักษาระดับอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นในระยะยาวให้อยู่ต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียส

การรักษาระดับอุณหภูมิโลกให้เพิ่มขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส สำคัญอย่างไร ?

นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่าอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 0.1 องศาเซลเซียส จะนำมาซึ่งความอันตรายที่มากขึ้นสำหรับโลก เช่น คลื่นความร้อนที่ยาวนานขึ้น พายุที่รุนแรงขึ้น และไฟป่า

สาเหตุที่เป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสเป็นที่ยอมรับนั้นก็เพราะมีหลักฐานยืนยันที่ชัดเจนมากว่าผลกระทบจะรุนแรงมากขึ้นเมื่อโลกมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นจนใกล้แตะ 2 องศาเซลเซียส การเปลี่ยนแปลงบางอย่างอาจถึงขั้นที่ไม่สามารถย้อนกลับได้

หลักวิทยาศาสตร์ยังไม่เป็นที่แน่นอนมากนัก แต่ภาวะโลกร้อนที่เพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับ 1.5 องศาเซลเซียส อาจมีผลลัพธ์ดังต่อไปนี้

  • วันที่มีอากาศร้อนจัด อาจมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้น 4 องศาเซลเซียสในพื้นที่แถบละติจูดกลาง (ภูมิภาคที่อยู่นอกขั้วโลกและเขตร้อน) ขณะที่หากเทียบกับอุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส วันที่มีอากาศร้อนจัดจะร้อนขึ้น 3 องศาเซลเซียส
  • ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้น 0.1 เมตร หากอุณหภูมิโลกร้อนขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ผู้คนมากถึง 10 ล้านคนต้องเผชิญกับภัยภิบัติน้ำท่วมบ่อยขึ้น
  • แนวปะการังมากกว่า 99% จะหายไป แต่หากอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส ประเมินว่าปะการังจะหายไปเพียง 70-90%

ข้อตกลงปารีสคืออะไร ?

ในปี 2015 ผู้นำโลกหลายประเทศให้คำมั่นว่าจะพยายามป้องกันไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียสจากระดับเมื่อปลายศตวรรษที่ 19 ซึ่งเรียกว่าระดับ "ก่อนยุคอุตสาหกรรม"

เกือบทุกประเทศทั่วโลกตกลงที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน

ข้อตกลงปารีสได้รับการลงนามโดย 194 ภาคี (193 ประเทศและสหภาพยุโรป) ณ กรุงปารีส เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2015 และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2016

ข้อตกลงปารีสระบุไว้ว่าอย่างไรบ้าง ?

ข้อตกลงระบุถึงความมุ่งมั่นในด้านต่าง ๆ ดังนี้

  • เพื่อ "ดำเนินการตามความพยายาม" ในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส และรักษาให้การเพิ่มขึ้น "ต่ำกว่า" 2.0 องศาเซลเซียสจากระดับที่บันทึกไว้ในยุคก่อนอุตสาหกรรม
  • เพื่อให้บรรลุความสมดุลที่เรียกว่า "การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์" (Net Zero) ซึ่งเป็นความสมดุลระหว่างก๊าซเรือนกระจกที่มนุษย์ปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศและก๊าซที่มนุษย์กำจัดออกไปอย่างจริงจัง ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษนี้
  • แต่ละประเทศจะกำหนดเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซของตนเอง ซึ่งจะมีการทบทวนทุก 5 ปี เพื่อเพิ่มความทะเยอทะยานในการทำตามเป้าหมาย
  • ประเทศที่ร่ำรวยจะช่วยเหลือประเทศที่ยากจนโดยจัดหาเงินทุน ซึ่งเรียกว่า "การเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ" (Climate Finance) เพื่อปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศและเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียน

โดยทั่วไปแล้ว เป้าหมาย 1.5 องศาเซลเซียสจะหมายถึงค่าเฉลี่ย 20 ปี ไม่ได้หมายถึงอุณหภูมิแค่ปีเดียว ดังนั้น แม้ว่าปี 2024 จะมีอุณหภูมิสูงมากกว่า 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนอุตสาหกรรม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าข้อตกลงปารีสได้ถูกละเมิดไปแล้ว

ประเทศต่าง ๆ ทำอะไรไปแล้วบ้างตั้งแต่มีข้อตกลงปารีส ?

ผู้นำโลกจะพบปะกันทุกปีเพื่อหารือเรื่องความมุ่งมั่นเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศของประเทศตนเองในการประชุมสุดยอดระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เรียกว่า COP (Conference of the Parties)

การประชุม COP ทุกครั้งตั้งแต่ปี 2015 บันทึกการติดตามว่าประเทศต่าง ๆ ได้พยายามทำสิ่งที่สัญญาไว้ในข้อตกลงปารีสอย่างไรบ้าง

เมื่อลงนามในข้อตกลงแล้ว หมายความว่ารัฐบาลต่าง ๆ ได้ยอมรับว่าข้อตกลงปารีสจะจำกัดภาวะโลกร้อนให้สูงขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

อย่างไรก็ตาม แผนงานสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันยังแสดงให้เห็นว่าโลกจะร้อนขึ้นประมาณ 2.6- 2.8 องศาเซลเซียสภายในปี 2100 ตามข้อมูลของสหประชาชาติ แต่ตัวเลขนี้อาจลดลงเหลือ 1.9 องศาเซลเซียสได้ หากบรรลุคำมั่นสัญญาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ นั่นหมายความว่าประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องกำหนดนโยบายเพิ่มเติมเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมาย

ในการประชุม COP28 เมื่อเดือน ธ.ค. 2023 ประเทศต่าง ๆ ตกลงกันเป็นครั้งแรกที่จะ "มีส่วนสนับสนุน" ต่อ "การเปลี่ยนผ่านเพื่อเลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล" แม้ว่าประเทศต่าง ๆ จะไม่ได้ถูกบังคับให้ดำเนินการตาม

แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าที่สำคัญในประเด็นใดในการประชุม COP29 เมื่อเดือน พ.ย. 2024

หลายประเทศ รวมถึงแคนาดา นิวซีแลนด์ และรัฐเกาะบางรัฐ กล่าวว่าข้อตกลงที่บรรลุในการประชุมสุดยอดนั้นอ่อนแอเกินไป และทำให้คำมั่นสัญญาในปีก่อนหน้านี้เจือจางลงไปด้วย

ข้อตกลงปารีสให้คำมั่นสัญญาอะไรบ้างกับประเทศยากจน ?

ข้อตกลงปารีสเป็นการยืนยันถึงคำมั่นสัญญาที่ทำไว้เป็นครั้งแรกในปี 2009 ว่าประเทศร่ำรวยของโลกควรจัดสรรเงิน 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 34,000 ล้านบาท) เป็นประจำทุกปี ๆ จนถึงปี 2020 เพื่อช่วยเหลือประเทศที่กำลังพัฒนาให้จัดการกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสร้างเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

ตามข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ระบุว่าในปี 2020 สามารถระดมทุนได้เพียง 83,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสามารถระดมทุนตามเป้าหมายได้ในที่สุดเมื่อปี 2022

ในปี 2023 ประเทศต่าง ๆ ตกลงกันเป็นครั้งแรกว่าควรจัดตั้งกองทุนสำหรับการสูญเสียและความเสียหายเป็นการเฉพาะ ซึ่งเป็นเงินที่จะช่วยให้ประเทศต่าง ๆ ฟื้นตัวจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ในการประชุม COP29 ประเทศต่าง ๆ ตกลงที่จะปรับปรุงเป้าหมายของปี 2020

ประเทศที่ร่ำรวยกว่าให้คำมั่นว่าจะจัดสรรเงิน 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 102,000 ล้านบาท) ทุก ๆ ปี ให้แก่ประเทศที่กำลังพัฒนาจนถึงปี 2035 โดยมีความตั้งใจที่มากขึ้นกว่านั้นคือ การระดมทุน 1.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จากแหล่งเอกชนและสาธารณะให้สำเร็จในวันเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ประเทศที่กำลังพัฒนาซึ่งมีความคาดหวังมากกว่านั้น กลับวิจารณ์ว่าตัวเลข 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ว่าเป็น "จำนวนเงินที่น้อยนิด"