ศาลฎีกาเปลี่ยนองค์คณะ "คดี 44 สส." 3 จาก 5 คน ขณะที่อดีต สส. "งูเห่า" พ้อโดน "ไอโอกระทืบ" หลังไม่ร่วมเสนอแก้ ม.112

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 10 นาที
ศาลฎีกาแจ้งเปลี่ยนองค์คณะผู้พิพากษา "คดี 44 สส." จำนวน 3 จากทั้งหมด 5 คน ในระหว่างเปิดศาลไต่สวนคดีเป็นนัดที่ 3 ซึ่งมีพยานมาเบิกความ 3 ปาก
นายสุชาติ ตันเจริญ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ของสภาชุดที่ 25 (2562-2566) สังกัดพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในขณะนั้น ปัจจุบันเป็น สส. สังกัดพรรคเพื่อไทย (พท.) ขึ้นเบิกความในฐานะพยานของฝ่ายคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งเป็นผู้ร้องในคดีนี้
นอกจากนี้ยังมีอดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ที่หันหลังให้พรรคตระกูลส้มแล้วอีก 2 คนร่วมเป็นพยานบุคคลของฝ่าย ป.ป.ช. ด้วยคือ นายคารม พลพรกลาง และนายเกษมสันต์ มีทิพย์
ทั้งคู่ไม่ได้ลงลายมือชื่อร่วมกับ 44 สส. นำโดยนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ก.ก. ในขณะนั้น เพื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ มาตรา 112) เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี 2564
ในเวลานั้น พรรค ก.ก. มี สส. 53 คน โดยมีอยู่ 9 คนที่ไม่ได้ร่วมเสนอร่างกฎหมายดังกล่าว
นายคารมและนายเกษมสันต์เคยให้ถ้อยคำต่อองค์คณะไต่สวนของ ป.ป.ช. มาก่อนหน้านี้แล้ว และยินดีมาเป็นพยานของฝ่าย ป.ป.ช. ในชั้นศาลระหว่างการพิจารณาคดีฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งมีอดีต สส. 44 คนตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา/ผู้คัดค้าน
ก่อนเผชิญหน้ากันในศาล บีบีซีไทยสังเกตเห็นว่านายคารมซึ่งลงสมัคร สส. ครั้งล่าสุดในนามพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และนายเกษมสันต์ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้แวะทักทายพูดคุยกับอดีตเพื่อนร่วมพรรค ก.ก. ซึ่งเป็นผู้คัดค้านในคดีนี้ อาทิ นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. พรรคประชาชน (ปชน.), นายสุรวาท ทองบุ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ, และนายองค์การ ชัยบุตร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ
อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตรองหัวหน้าพรรค ก.ก. ที่เข้าร่วมรับฟังการไต่สวนในนัดนี้ ได้อยู่ฟังการเบิกความของอดีตรองประธานสภาจนจบ แล้วออกจากห้องพิจารณาคดีไปก่อนที่อดีต 2 สส. จะขึ้นไต่สวนต่อ โดยเขาบอกกับบรรดาอดีต สส. ที่เป็นตัวความว่า "ไม่อยากฟังพวกงูเห่า"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
การไต่สวนวันนี้ (20 ต.ค.) ศาลฎีกาใช้เวลา 1 ชม. 40 นาที แบ่งเป็น การสืบพยานปากนายสุชาติ 45 นาที และอดีต สส.ก้าวไกล 2 ปาก อีก 55 นาที
บีบีซีไทยขอสรุปประเด็นสำคัญจากการให้เบิกความของพยานฝ่าย ป.ป.ช. ในการไต่สวนนัดที่ 3 ไว้ดังนี้
อดีตรองประธานสภาแจงไม่บรรจุร่างแก้ไข ม.112 หลังพบข้อบกพร่อง เกรง "เดือดร้อนไปด้วย"
นายสุชาติ ตันเจริญ อดีตรองประธานสภา ได้รับมอบหมายจากนายชวน หลีกภัย อดีตประธานสภา ให้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการพิจารณากลั่นกรองร่าง พ.ร.บ. และการจัดระเบียบวาระการประชุมสภาเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. ทำให้เขาเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องและรับรู้กระบวนการเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. .... ของนายพิธากับพวก
หนึ่งในหลักฐานที่ปรากฏในระหว่างการไต่สวนคดี 44 สส. คือ บันทึกของรองประธานสภา ซึ่งมีข้อความตอนหนึ่งว่า "เห็นชอบตามที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเสนอ แจ้งให้ผู้เสนอทราบและดำเนินการตามข้อบังคับการประชุมสภา ข้อ 111 และ 112 ให้ร่าง พ.ร.บ. นี้ดำเนินการต่อไป (ถ้าผู้เสนอประสงค์จะดำเนินการต่อ)"
ในการเบิกความของข้าราชการสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (สผ.) หลายปากก่อนหน้านี้ ให้การตรงกันว่า ความเห็นของนายสุชาติ "ไม่ใช่คำสั่งยุติหรือปฏิเสธปิดกั้นการเสนอร่างกฎหมาย" แต่ให้ดำเนินการต่อไปได้หากมีการแก้ไข และหากผู้เสนอประสงค์จะดำเนินการต่อ
นายสุชาติกล่าวยืนยันในทำนองเดียวกันระหว่างขึ้นเบิกความต่อศาล โดยให้เหตุผลว่าสภาไม่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดว่าร่างกฎหมายที่สมาชิกเสนอมาขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่สามารถตรวจสอบได้ว่ามีข้อบกพร่องหรือไม่
"คำว่ามี 'ข้อบกพร่อง' จะดูเรื่องฟอร์ม (รูปแบบ) และเนื้อหาว่ามีโอกาสขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เราไม่ใช่ผู้ตัดสิน แต่เรามองแล้วว่าถ้ามีปัญหา เกรงว่าถ้าเข้าสภา ผู้บรรจุจะเดือดร้อนไปด้วย ดังนั้นต้องดูว่าเป็นข้อบกพร่องหรือไม่ ผมต้องระวังอย่างเต็มที่" นายสุชาติกล่าวเบิกความตอนหนึ่ง

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
นักการเมืองวัย 68 ปี ซึ่งเป็น สส. มาแล้ว 11 สมัย อยู่ในสภามายาวนานถึง 40 ปี (2529-2569) กล่าวว่า ไม่เคยมี สส. เสนอร่างกฎหมายฉบับใดที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
ประเด็นหลัก ๆ ที่มีการซักถามพยานปากนี้ ได้แก่
- ขั้นตอนการเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกรณี สส. ต้องเข้าชื่อกันไม่น้อยกว่า 20 คน และไล่เลียงขั้นตอนการพิจารณาของสภารวม 3 วาระ
- แนวทางปฏิบัติเมื่อพบ "ข้อบกพร่อง" ทั้งรูปแบบและเนื้อหาของร่างกฎหมายที่เสนอให้สภาพิจารณา รวมถึงการแจ้งให้ผู้เสนอร่างรับทราบ ทว่านายสุชาติได้ตอบในเชิงหลักการทั่วไป ไม่ได้ลงรายละเอียดในกรณีร่างแก้ไขมาตรา 112 ว่าเจ้าหน้าที่รายหรือหน่วยงานใดของ สผ. เป็นผู้ประสานกับผู้เสนอ โดยกล่าวย้ำหลายครั้งว่า "เป็นเรื่องทางธุรการ" หรือ "เป็นเรื่องของฝ่ายกฎหมาย"
- สถานะของร่างกฎหมายที่พบ "ข้อบกพร่อง" ซึ่งนายสุชาติระบุว่า "ถ้าไม่แก้ไขข้อบกพร่อง ก็ไม่สามารถบรรจุได้" และ "สถานะของร่างจะค้างอยู่ในสภาจนกว่าสภาจะถูกยุบ หรือมีการขอร่างคืนกลับไป"
- ขั้นตอนการดำเนินการกรณีมีการกล่าวหา สส. ว่ากระทำการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม ซึ่งต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการจริยธรรมสภาก่อนเพื่อให้ตรวจสอบและไต่สวน หากกรรมการมีมติลงโทษด้วยความผิดร้ายแรง ซึ่งต้องใช้เสียง 2 ใน 3 จากกรรมการทั้งหมด 15 คน ถึงส่งเรื่องไปยัง ป.ป.ช. ดำเนินการต่อไป แต่กรณี 44 สส. ไม่ได้ผ่านขั้นตอนเหล่านี้เลย
ในระหว่างการไต่สวนพยานปากนี้ นายธีรัจชัย พันธุมาศ ผู้ถูกร้องที่ 3 และทนายความฝ่าย ได้นำเอกสารบันทึกข้อความของคณะกรรมการประสานงานที่รองประธานสภาแต่งตั้งขึ้นมาให้เขาดู โดยเนื้อหาเป็นการสรุปผลการศึกษาเปรียบเทียบร่างแก้ไขมาตรา 112 ฉบับที่พรรค ก.ก. เสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาเมื่อปี 2564 กับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคดีล้มล้างการปกครอง ซึ่งมีบทสรุปทำนองว่า ร่างแก้ไขมาตรา 112 ไม่มีข้อความโดยตรงที่จะถือว่า "เป็นการกระทำที่ถือเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเพื่อให้เกิดผลเป็นการบ่อนทำลาย ด้อยคุณค่า หรือทำให้สถาบันฯ อ่อนแอลง" ก่อนตั้งคำถามว่าเหตุใดเอกสารที่เป็นคุณแก่อดีต 44 สส. ถึงไม่ปรากฏในสำนวนของ ป.ป.ช.
อย่างไรก็ตาม นายสุชาติดูเหมือนจะไม่ทราบเรื่องนี้ โดยตั้งคำถามกลับไปว่า "เอกสารเสนอใคร แล้วผมจะเห็นได้อย่างไร"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
อดีต สส. "งูเห่าสีส้ม" ตัดพ้อถูกคนรักพรรค-ไอโอถล่มหลังแยกวง
ด้านอดีต สส.บัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) 2 คนที่ไม่ได้ลงลายมือชื่อเสนอแก้ไขมาตรา 112 กับชาวก้าวไกล ให้การสอดคล้องต้องกันว่า ภายหลังการยุบพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) และสมัครเป็นสมาชิกพรรค ก.ก. เมื่อ มี.ค. 2563 มีกลุ่มเยาวชนออกมาชุมนุม ก่อนขยายประเด็นข้อเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงให้มีการแก้ไขมาตรา 112 ก่อนที่ผู้ชุมนุมบางส่วนจะถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 ทำให้พรรคจัดประชุมว่าจะดำเนินการอย่างไรกับเรื่องดังกล่าว และเป็นที่มาในการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112
อย่างไรก็ตาม ทั้งนายคารมและนายเกษมสันต์ออกตัวว่าไม่ได้ร่วมงานกับพรรคในทางพฤตินัยนานแล้ว "หลังถูกเตะออกจากไลน์กลุ่ม" และไม่เคยเข้าร่วมประชุมพรรคในช่วงที่มีการหารือเรื่องการเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112
ประเด็นสำคัญที่ได้จากการไต่สวนพยาน 2 ปากนี้ ได้แก่
- ขั้นตอนในการเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของพรรค ก.ก. และการมีส่วนร่วมของบรรดา สส. ซึ่งพยานทั้ง 2 คนนี้บอกเล่าข้อมูลเมื่อครั้งเป็นพรรค อนค. โดยเริ่มจากการมีคณะผู้จัดทำ/แกนนำผู้ริเริ่มยกร่างกฎหมาย >> ขอความเห็นจากที่ประชุม สส. และขอมติพรรค >> นำร่างมาให้ สส. ของพรรคลงนาม >> เสนอร่างต่อสภา โดยพยานยืนยันว่า สส. ต้องรู้เนื้อหาร่างกฎหมายเป็นอย่างดีก่อนเซ็นชื่อ
- เหตุผลที่ไม่ร่วมลงลายมือชื่อเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 และผลกระทบทางการเมืองที่ตามมา
- การรับรู้ข้อทักท้วงจากประธานสภาและสำนักงานเลขาธิการสภาที่มีต่อร่างแก้ไขมาตรา 112
ผู้ว่าคดีจากฝ่าย ป.ป.ช. ยังซักถามถึงพฤติกรรมอื่น ๆ ของอดีต 44 สส. ในช่วงชุมนุมทางการเมืองปี 2563-2564 เช่น การเป็นนายประกัน, การเข้าร่วมชุมนุม เพื่อให้พยานแสดงทัศนะว่าความเคลื่อนไหวนอกสภาสอดคล้องหรือไม่อย่างไรกับความเคลื่อนไหวในสภากรณีเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 รวมถึงกรณีที่พรรค ก.ก. ใช้ประเด็นนี้เป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงเลือกตั้งปี 2566
"ตอนเป็น สส. อนาคตใหม่ ผมถูกไหว้วานให้เป็นนายประกันให้เพนกวิน นายพริษฐ์ (ชิวารักษ์ ขณะนั้นเป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มธ. และแกนนำกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และแกนนำคณะราษฎร ปัจจุบันลี้ภัยไปต่างประเทศ) แต่ผมไม่ทำ ส่วน สส. ที่ไปประกันตัว ผมเห็นจากข่าว" นายคารมเบิกความตอนหนึ่ง
อดีต สส. ซึ่งประกอบอาชีพทนายความด้วย กล่าวย้ำว่า ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 112 และ "โดนคนรักพรรคก้าวไกลถล่มเละ ด่าทอในเรื่องที่ไม่เป็นความจริงเลย ด่าไปยันครอบครัว แต่ผมไม่เคยตอบโต้ ไม่เคยดำเนินคดีกับใครเลย ผมโดนเยอะ เขาว่าผมเป็น 'งูเห่า' ออกจากพรรคเพื่อหนีเอาตัวรอด แม้ 44 สส. ไม่ได้เป็นผู้กระทำ แต่เป็นบริวารเครือข่าย"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
นายเกษมสันต์ตอบคำถามศาลถึงเหตุผลที่ไม่ร่วมลงชื่อเสนอแก้มาตรา 112 ว่าใช้ "สามัญสำนึก" เพราะรู้ในใจว่ามีความเคลื่อนไหวนอกสภาและในสภา ซึ่งมาตรา 112 ถือเป็นเกราะกำบังสถาบันฯ ตนไม่มีหลักฐานอื่นให้ ป.ป.ช. แต่ผู้ประท้วงบอกเองว่า "ต้องการปฏิวัติ ไม่ได้ต้องการปฏิรูป... วัตถุประสงค์ที่ผู้ชุมนุมอยากให้ประเทศนี้เป็น ก็เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้นำทางจิตวิญญาณ"
เขากล่าวต่อไปว่า ถ้าเกราะตรงนี้ลดลง ผู้ชุมนุมที่ต้องคดี 112 อาจเอามาบีบสภาให้แก้ไขมาตรา 112 ได้ ก็จะเป็นก้าวหนึ่งที่นำไปสู่ก้าวต่อไปเพื่อสู่วัตถุประสงค์ปลายทางได้
หนึ่งในหลักฐานที่อดีต สส. รายนี้ส่งมอบให้ ป.ป.ช. คือการแคปหน้าจอห้องสนทนาในแอปพลิเคชันไลน์ของนักการเมืองพรรคสีส้ม โดยเนื้อหาบางส่วนระบุถึงการรวบรวมเงินสนับสนุนให้กลุ่มเยาวชน อย่างไรก็ตามนายเกษมสันต์กล่าวยอมรับว่า เขาไม่ได้ส่งโทรศัพท์ให้ ป.ป.ช. ตรวจตามขั้นตอนการเก็บหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนชื่อบัญชีไลน์ต่าง ๆ ที่ปรากฏในหน้าจอนั้น เป็นชื่อเรียกที่ตนเองตั้งขึ้นเอง
ขณะที่ทนายความของพรรคสีส้มมุ่งซักถามถึงพรรคต้นสังกัดปัจจุบันของอดีต สส. ทั้ง 2 คน และการไม่มีส่วนรับรู้กระบวนการใด ๆ ของพรรค ก.ก. ในช่วงเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 เพื่อสื่อนัยว่าคำให้การของพยานทั้ง 2 ปากนี้ไม่ได้มาจากข้อมูลปฐมภูมิ
ส่วนนายวรวุธ พินิจธนสาร ทนายความของ 2 ผู้คัดค้านคือ นายสุรวาท ทองบุ และนายองค์การ ชัยบุตร รวมถึงนายสมเกียรติ อ่อนถนอม ผู้คัดค้านที่ใช้สิทธิซักถามด้วยตนเอง ขอให้พยานยืนยันว่าพวกเขาไม่ใช่กลุ่มแกนนำยกร่างกฎหมาย และไม่ได้มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อสถาบันฯ
นายเกษมสันต์ยืนยันว่า นายสุรวาทและนายองค์การไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสถาบันฯ ส่วนจะอยู่กลุ่มใด ระหว่างกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย แต่ยินยอมลงชื่อ หรือกลุ่มที่ไม่แสดงความคิดเห็นใด ๆ และยินยอมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขมาตรา 112 เขาบอกว่าไม่มั่นใจเพราะเหตุการณ์ผ่านมานานแล้ว และไม่ได้บันทึกไว้ทั้งหมด
ขณะเดียวกัน อดีต สส. รายนี้ยังตอบคำถามของนายสมเกียรติที่ว่าถ้า สส. ไม่ลงชื่อในร่างแก้ไขกฎหมายของพรรค จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง โดยบอกว่า "โดนกองทัพไอโอกระทืบครับ ผมรู้ดี"
สำหรับนายคารมและนายเกษมสันต์เข้าร่วมอุดมการณ์กับพรรคสีส้มตั้งแต่ยุคอนาคตใหม่ โดยนายคารมเป็นปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 25 ส่วนนายเกษมสันต์อยู่ในลำดับที่ 46 จาก สส.บัญชีรายชื่อที่พรรค อนค. ได้มาทั้งหมด 50 คนในการเลือกตั้ง 2562 แม้ทั้งคู่ตามไปสังกัดพรรค ก.ก. ภายใต้การนำของนายพิธา ผู้นำรุ่น 2 แต่ในการลงมติสำคัญ ๆ พวกเขากลับโหวตสวนมติพรรคหลายครั้ง จนถูกสื่อมวลชนขนานนามว่า "งูเห่าสีส้ม" ก่อนที่ทั้ง 2 คนจะย้ายสังกัด-ไปสวมเสื้อ ภท. ลงสมัครรับเลือกตั้งปี 2566 แต่สอบตก
ทว่าในรายของนายคารม ได้เข้าไปดำรงตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของรัฐบาล "เศรษฐา" และ "แพทองธาร" ในโควตาพรรค ภท. และขยับเป็นที่ปรึกษารองนายกฯ (นายโสภณ ซารัมย์) สมัยรัฐบาล "อนุทิน 1" แต่ในการเลือกตั้ง 2569 เขาจำต้องย้ายไปสังกัดพรรค พปชร. เนื่องจากพรรคสีน้ำเงินไม่ส่งลงสมัคร สส.ร้อยเอ็ด และต้องสอบตกอีกครั้ง
หมอเอก-ทนายบิลลี่ขึ้นเบิกความนัดหน้า
ภายหลังเสร็จสิ้นการไต่สวน ศาลฎีกาได้อ่านกระบวนพิจารณา โดยประเด็นสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงตัวองค์คณะผู้พิพากษา 3 จากทั้งหมด 5 คน เนื่องจากผู้พิพากษา 3 คนได้รับมอบหมายให้ไปปฏิบัติภารกิจที่อื่น (หลังเปลี่ยนตัวประธานศาลฎีกาใหม่และเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่เมื่อ 1 ต.ค.) อย่างไรก็ตามเจ้าของสำนวนยังคงเป็นนายฉัตรไชย ไทรโชติ ประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา เช่นเดิม
องค์คณะใหม่ 2 คนได้ร่วมรับฟังการไต่สวนในวันนี้เป็นครั้งแรก ขณะที่อีก 1 คนติดภารกิจราชการที่กำหนดเอาไว้ก่อนหน้า จึงได้มอบหมายให้ผู้พิพากษาอีกรายมาปฏิบัติหน้าที่เป็นองค์คณะแทนในวันนี้ ก่อนกลับมาร่วมพิจารณาคดีในสัปดาห์หน้า
ถึงตอนนี้ ป.ป.ช. นำสืบพยานไปแล้ว 7 จากทั้งหมด 9 ปาก การไต่สวนนัดที่ 4 จะเกิดขึ้นในวันที่ 27 ต.ค. ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายของฝ่ายผู้ร้อง โดยมีพยานขึ้นเบิกความอีก 2 ปากคือ นพ.เอกภพ เพียรวิเศษ อดีต สส.เชียงราย พรรค อนค./ก.ก. ปัจจุบันเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของรัฐบาล "อนุทิน 2" และนายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ หรือ "ทนายบิลลี่" อดีต สส.กทม. พรรค อนค./ก.ก. ปัจจุบันเป็นรองโฆษกพรรคเพื่อไทย
จากนั้นจะเข้าสู่การไต่สวนพยานฝ่ายผู้คัดค้านอีก 60 ปาก รวม 13 นัด (พ.ย. 2569 - มี.ค. 2570) อย่างไรก็ตามฝ่ายผู้คัดค้านได้แจ้งขอเพิ่มพยาน โดยศาลระบุว่าจะพิจารณาในนัดหน้า
































