ย้อนนาทีชีวิตวันแผ่นดินไหวสะเทือนไทยของผู้ที่เดินไม่ได้-ตาไม่เห็น-ใช้ไม้ค้ำ

BBC
    • Author, ปณิศา เอมโอชา
    • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

วันที่ 28 มี.ค. 2568 ตอนที่ผู้อ่านรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนบนพื้นดินหรือผนังห้อง และเริ่มตระหนักได้ว่าต้องเลิกโทษตัวเองว่าน้ำตาลตก ไม่ได้กินข้าวเช้า หรือหน้ามืดจะวูบแล้ว หลังจากนั้นทุกคนทำอะไรเป็นอย่างแรก…

พวกคุณหนีใช่หรือไม่ ทิ้งทุกอย่างไว้ แล้วเอาชีวิตให้รอดก่อน

"ตอนแรกก็คิดจะวิ่งเหมือนกัน แต่พอคิดดี ๆ ไม่วิ่งดีกว่า สถานการณ์แบบนี้คนตาบอดยิ่งวิ่งยิ่งอันตราย ไม่รู้จะวิ่งไปไหน ยังไงถ้าเกิดเหตุจริงก็ตายอยู่ดี" โสภณ ทับกลอง ผู้มีความพิการทางสายตาเริ่มเล่าให้บีบีซีไทยฟัง

ในช่วงเวลาเดียวกัน บุญธิดา ชินวงษ์ ผู้มีภาวะแขนขาพิการแต่กำเนิดจนไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ในระยะไกลโดยปราศจากวีลแชร์ ซึ่งอาศัยอยู่ในย่านถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ เล่าว่า ตอนนั้นเธออยู่ที่ชั้นสองของบ้าน ขณะที่สมาชิกครอบครัวคนอื่น ๆ อยู่ที่ชั้นหนึ่งของบ้าน และเธอเป็นคนแรกที่รู้ตัวว่าเกิดแผ่นดินไหว

"เราก็เลยตะโกนลงไปข้างล่างว่า 'แผ่นดินไหว' แล้วก็บอกพี่สาวว่า ไม่ต้องขึ้นมา คิดแค่ว่าถ้าเกิดเขาขึ้นมา เราไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น บันไดมันโคลงเคลง แล้วบันไดบ้านหนูมันชันมาก ถ้าแม่ขึ้นมาหรือพี่สาวขึ้นมามันก็จะอาจจะแย่กว่าเดิม"

นี่เป็นเพียงคำพูดไม่กี่ประโยคจากเรื่องราวที่ทั้งคู่ถ่ายทอดให้เราฟัง เพื่อสะท้อนว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้พิการในยามวิกฤตที่ไม่มีใครหรือโครงสร้างพื้นฐานใด ๆ มารองรับในการช่วยเหลือให้พวกเขาได้ปกป้องชีวิตของตัวเอง

บีบีซีไทยชวนผู้อ่านมาสำรวจประสบการณ์ชีวิตของผู้พิการ 3 คน ซึ่งบ้างหนีตายไม่ได้หรือต้อง "วิ่งไปทั้งที่เลือดอาบ" ขณะที่คนปกติดีจำนวนไม่น้อยมองว่า พวกเขากำลังเรียกร้องมากเกินไปกับสิทธิที่จะใช้ชีวิตได้ทัดเทียมคนปกติ

BBC// โสภณ ทับกลอง
คำบรรยายภาพ, "...สถานการณ์แบบนี้คนตาบอดยิ่งวิ่งยิ่งอันตราย ไม่รู้จะวิ่งไปไหน ยังไงถ้าเกิดเหตุจริงก็ตายอยู่ดี"

เล่า 'วินาทีนั้น' ผ่านประสบการณ์ของพวกเขา

BBC
คำบรรยายภาพ, เต้ย เติบโตขึ้นมากับไม้ค้ำยันช่วยเดินอย่างสนิทสนมจนนับเป็นส่วนหนึ่งของเขา หลังจากขาถูกตัดไปจากภาวะทางสุขภาพตั้งแต่ 8 ขวบ

ธนกฤต จันทร์ขจร หรือเต้ย เติบโตขึ้นมากับไม้ค้ำยันช่วยเดินอย่างสนิทสนมจนนับเป็นส่วนหนึ่งของเขา หลังจากขาถูกตัดไปจากภาวะทางสุขภาพตั้งแต่ 8 ขวบ

เขาอาศัยอยู่ที่คอนโดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ​ บนชั้น 21 ตอนที่เกิดเหตุ

"ตอนแรกคิดอยู่เหมือนกันว่าจะลงไปดีไหม เราจะไปถึง [พื้น] ไหม" เต้ยเล่าให้เราฟัง

สุดท้ายเขาตัดสินใจคว้าไม้ค้ำยัน แล้ววิ่งลงบันไดหนีไฟทั้งหมด 21 ชั้น โดยระหว่างทางที่ลงมานั้นเขาสะดุดขาตัวเองจนบริเวณหน้าผากไปฟาดเข้ากับกำแพง

"มันชาไปหมด ไม่รู้ว่ามันชาจากแผล หรือมันชาจากแรงสั่นสะเทือนของตึก ตอนนั้นก็วิ่งต่อไปทั้งที่เลือดอาบ"

"ในใจก็คิดอยู่ตลอดว่า 'จะถึงไหม จะถึงไหม จะถึงไหม'"

ธนกฤต จันทร์ขจร

ที่มาของภาพ, ธนกฤต จันทร์ขจร

คำบรรยายภาพ, บริเวณหางคิ้วเต้ยกระแทกเข้ากับผนังระหว่างที่วิ่งอพยพลงมาจากชั้น 21 ของคอนโดที่เขาพักอาศัย ตอนเกิดเหตุแผ่นดินไหว

จากผู้การทั้งสามคนที่เผชิญกับเหตุแผ่นดินไหวเป็นครั้งแรกในชีวิตในประเทศไทย เต้ยเป็นคนเดียวที่เลือกหนีออกจากที่ที่เขาพักอาศัยอยู่

เขาบอกว่าตนเองยังโชคดีกว่าผู้พิการหรือแม้แต่ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยอีกหลายคนมากที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ในระดับการเอาตัวรอด แม้ระหว่างการลงบันไดหนีไฟนั้นเขายอมรับว่าเมื่อเทียบกับคนปกติ การมีขาข้างเดียวทำให้เขารับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนและทรงตัวได้ยากกว่ามาก

สำหรับ โสภณ ทับกลอง หรือทอฟฟี่ หลังจากต้องใช้เวลาสักพักใหญ่ในการสืบหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นรอบ ๆ ตัวเขากันแน่ สุดท้ายเขาเลือกที่จะไม่เคลื่อนย้ายไปไหน

"วันนั้นเราก็อยู่ในบ้าน เพราะทำได้แค่นั้น"

ผู้พิการทางสายตาไม่สามารถมองโคมไฟที่แกว่งไปมาเพื่อบอกตัวเองว่า นี่คือเหตุแผ่นดินไหวและแน่นอนว่าทอฟฟี่ที่อยู่ในช่วงวัย "เจนวาย" ก็เสียเวลาไม่น้อยไปกับการคิดว่า นั่นเป็นเพราะว่าตัวเองเพิ่งออกกำลังกายเสร็จและอาจจะเหนื่อยมากไป

สุดท้าย พอเขาเริ่มเอะใจ จึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาตรวจสอบดูจากโซเชียลมีเดีย

ไม่มีข้อความสั้น (SMS) แจ้งเตือน หรือเสียงสัญญาณจากบริเวณย่านที่อยู่อาศัย ซึ่งจะช่วยให้รู้ว่าเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นแล้ว

ระหว่างที่อยู่ในบ้านของตัวเองนั้น เขาบอกกับบีบีซีไทยว่า เคยคิดว่าจะตะโกนออกไปให้เพื่อนบ้านเข้ามาช่วย แต่เขาก็ตระหนักได้ว่า กว่าที่ตนเองจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นนั้นเพื่อนบ้านคงหนีกันไปหมดแล้ว

"สุดท้ายไม่มีใครอยากตายหรอก แต่ถึงไม่อยากตาย เราก็ทำอะไรมากกว่านั้นไม่ได้ การยอมรับสภาพนั้น มันเป็นความรู้สึกที่แย่นะ ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ขอได้ทำอะไรบ้างอย่าง เพื่อเอาตัวรอดสักหน่อยก็ยังดี" เต้ยเล่า

ในวันที่เกิดเหตุแผ่นดินไหว สุดท้ายฝ้ายก็เลือกอยู่ในห้องพักที่ชั้น 2 ของบ้านเธอ
คำบรรยายภาพ, ในวันที่เกิดเหตุแผ่นดินไหว สุดท้ายฝ้ายก็เลือกอยู่ในห้องพักที่ชั้น 2 ของบ้านเธอ

ประสบการณ์ในวันแผ่นดินไหวใหญ่ของบุญธิดา ชินวงษ์ หรือฝ้าย ซึ่งไร้ทางเลือกไม่ต่างกับทอฟฟี่ ชั่วขณะที่เธอกำลังอยู่ในห้องนอนของตัวเองนั้น เธอสังเกตว่าตู้และชั้นวางรอบ ๆ ตัวเริ่มสั่นจนผิดปกติ และตะโดนบอกครอบครัวให้หลบออกไปจากบ้านก่อน ไม่ต้องขึ้นมาช่วยเธอ เธอก็รีบถัดตัวเองเข้าไปอยู่ใต้โต๊ะที่เธอมองว่าแข็งแรงที่สุดในห้อง

แต่อยู่ใต้โต๊ะได้ไม่นาน เธอก็เริ่มคิดว่าตู้เสื้อผ้าหลังใหญ่ที่อยู่ติดกับโต๊ะที่เธอเข้าไปหลบนั้นอาจถล่มลงมาทับโต๊ะและอาจจะปิดเส้นทางหนีของเธอได้หากจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายออกจากใต้โต๊ะนั้น เธอจึงตัดสินใจเคลื่อนตัวกลับไปยังบริเวณที่นอน และนั่งรออยู่อย่างนั้น

"พวกหนูรักชีวิตตัวเองไม่ต่างจากคนปกติเหมือนกันค่ะ แต่ในใจคืออะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด"

"พวกเราอาจจะเป็นเคสที่รอ แต่ไม่ได้รอความช่วยเหลือนะคะ รอพี่ ๆ กู้ภัยมาเก็บ" เธอพูดกับบีบีซีไทยด้วยใบหน้าที่เปื้อนรอยยิ้ม แต่ทุกคำพูดนั้นเต็มไปด้วยความหมายตามตัวอักษร

'ยังไงก็ต้องตายอยู่แล้ว จะออกมา [เรียกร้อง] ทำไม'

ช่อง "ฝ้ายใช้เท้าแต่งหน้า" มีผู้ติดตามเฉพาะบนแพลตฟอร์มติ๊กตอกสูงกว่า 6.5 ล้านคน
คำบรรยายภาพ, ช่อง "ฝ้ายใช้เท้าแต่งหน้า" มีผู้ติดตามเฉพาะบนแพลตฟอร์มติ๊กตอกสูงกว่า 6.5 ล้านคน

ฝ้ายที่บีบีซีไทยได้พูดคุยด้วย เธอเป็นอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังวัย 25 ปี เจ้าของช่อง "ฝ้ายใช้เท้าแต่งหน้า" ซึ่งมีผู้ติดตามเฉพาะบนแพลตฟอร์มติ๊กตอกสูงกว่า 6.5 ล้านคน

ปกติแล้วช่องของเธอนำเสนอเนื้อหาทั้งไลฟ์สไตล์ รวมถึงการแต่งหน้า แต่หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวขึ้น เธอเล่าว่า มีผู้พิการที่ต้องนั่งวีลแชร์คนหนึ่งทักเธอมา และเล่าให้เธอฟังว่า วันนั้นเหลือเขาอยู่คนเดียวในออฟฟิศ ขณะที่ทุกคนวิ่งหนีกันหมดแล้ว

"เขาก็บอกว่า 'พี่ก็นั่งรอ ก็นั่งรอให้มีใครสักคนมาช่วย' แต่มันจะดีกว่าไหมถ้าเราไม่ต้องรอการช่วยเหลอจากใคร ให้เราสามารถช่วยเหลือตัวเองได้"

เธอตัดสินใจทำคลิปขึ้นมา และออกมาพูดเรื่องการใช้บันไดหนีไฟของคนพิการที่ต้องใช้วีลแชร์ว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง และในมุมมองของเธอโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ควรเข้ามา สนับสนุนผู้พิการในมิติใดบ้าง

"ฝ้ายเพิ่งมาสังเกตว่าไม่มีทางหนีไฟหรือบันไดหนีไฟสำหรับคนพิการเลย ทุกคนใช้ขาวิ่งลงได้ แต่เราคือมนุษย์ล้อ เราไม่สามารถกายกรรมวีลแชร์ลงบันไดได้"

พอเธอลงคลิปไป แน่นอนว่ามีผู้ที่เห็นด้วยกับเธอ แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่เธอเล่าว่า ออกมาโจมตีเธอและพูดว่า "จะออกมาพูดเพื่ออะไร ยังไงก็ต้องตายอยู่แล้ว จะออกมา [เรียกร้อง] ทำไม ซึ่งหนูอ่านคอมเมนต์แล้วหนูร้องไห้เลยนะ"

แท้จริงแล้ว คนพิการไม่ควรต้องออกมาเรียกร้องด้วยซ้ำเพราะโดยพื้นฐานอาคารสาธารณะมีกฎหมายรองรับอยู่แล้ว รศ.ดร.ชุมเขต แสวงเจริญ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวกับบีบีซีไทย

กระทรวงมหาดไทยออก "กฎกระทรวงกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2564" ลงวันที่ 4 มี.ค. 2564 เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา พ.ศ. 2548 โดยมีเนื้อหาสำคัญส่วนหนึ่งพูดถึง "พื้นที่หลบภัย" สำหรับผู้พิการ

"ความเสมอภาคไม่ได้แปลว่าเครื่องหมายเท่ากับ ไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องได้เบี้ยคนพิการ… แต่ทุกคนควรจะมีสิทธิในการเอาชีวิตรอดที่เท่าเทียม" เขากล่าวเสริม

ช่วยคนพิการในภาวะฉุกเฉินทำอย่างไร ?

รศ.ดร.ชุมเขต แบ่งมิติการเตรียมพร้อมให้ความช่วยเหลือผู้พิการ ผู้สูงอายุ หรือผู้บาดเจ็บไว้เป็น 3 ช่วง คือ ช่วงก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ

สำหรับช่วงแรกนั้น นอกจากจะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายที่ถูกต้องตามหลักการของอาคารที่ออกแบบมาโดยคำนึงถึงผู้พิการแล้วนั้น ฝั่งผู้พิการเอง อาจสามารถศึกษาพื้นที่อาคารหรือพื้นที่สาธารณะที่ตนเองเข้าไปใช้งาน เพื่อดูว่าแผนผังทางหนีไฟหรือพื้นที่หลบภัยอยูบริเวณใดของอาคาร

ด้านเจ้าของอาคารต้องจัดทำแผนรับมือ และอบรมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหรือแม่บ้าน ให้เข้าใจการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในสถานการณ์จริง นอกจากนี้เมื่อมีการซ้อมอพยพ ต้องรวมคนพิการเข้าไปด้วย เพื่อให้เข้าใจอุปสรรคจริงในการหนีภัย

ระหว่างเกิดเหตุการณ์นั้น รศ.ดร.ชุมเขต ให้คำแนะนำไปตามลักษณะของความพิการแต่ละประเภท โดยสำหรับกลุ่มผู้พิการทางการได้ยิน อาจเลือกดูพฤติกรรมของคนรอบข้างหรือแรงสันสะเทือน

สำหรับผู้มีความพิการทางการมองเห็น ให้พยายามหลบใต้โต๊ะหรือให้ใกล้กับตำแหน่งเสาเพราะเป็นบริเวณที่รับแรงกดได้ดี แต่เขาเตือนว่าอย่าอยู่ใต้คานเนื่องจากอาจถล่มลงมาได้ และให้ตะโกนบอกคนรอบข้างเพื่อขอความช่วยเหลือ

สำหรับผู้ที่ใช้วีลแชร์ อาจารย์ด้านสถาปัตยกรรม เตือนว่าไม่ควรลงจากวีลแชร์เนื่องจากหากต้องมีการเคลื่อนที่จะเป็นการยาก

สำหรับการหลบภัยนั้น เมื่ออ้างอิงจากบันไดหนีไฟตามปกติ รศ.ดร.ชุมเขต แนะนำว่าให้แบ่งออกเป็นสองแถวคือแถวที่เดินเร็วสำหรับคนปกติ และแถวเดือนช้าสำหรับคนพิการหรือผู้ที่ต้องได้รับความช่วยเหลือ

หากต้องมีการเคลื่อนย้ายผู้ที่ไม่สามารถเดินลงบันไดเองได้ เขาแนะนำว่าให้ใช้วิธีการแบกผู้พิการลงบันได อาจมีการสลับผู้แบกเรื่อย ๆ หรือหากผู้แบกไม่ได้แข็งแรงมากนัก ให้พาผู้พิการนั่งลงบนเก้าอี้มีพนักพิงแล้วแบกคล้าย ๆ การนั่งเสลี่ยงหน้าหนึ่งหลังหนึ่ง

กรณีที่ติดอยู่ในลิฟต์ ให้กดลิฟต์ทุกชั้นเพื่อออกจากลิฟต์ให้ได้เร็วที่สุด ส่วนในกรณีที่คนพิการไม่สามารถได้รับความช่วยเหลือเพื่ออพยพระหว่างเกิดเหตุ ให้รีบไปยังพื้นที่หลบภัย ซึ่งตามกฎหมายฉบับใหม่ถูกกำหนดว่าทุกอาคารต้องมี และโดยมากจะอยู่ใกล้โครงสร้างหลักของอาคาร เช่น โถงลิฟต์

การที่คนพิการไปพักรอความช่วยเหลือบริเวณนี้ เมื่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยมาถึงจะสามารถตรงเข้าไปช่วยได้ทันที

อย่างไรก็ดี รศ.ดร.ชุมเขต ชี้ว่า เมื่อถึงเวลาฉุกเฉินจริง ๆ "ไม่มีใครอยากรอ... แต่ว่าหน้างาน ก็แนะนำให้แบ่งเป็น 2 เลน ทุกคนมีสิทธิที่จะ [อพยพ] ลง"

มีกฎหมาย แต่บังคับใช้จริงอย่างเข้มงวดหรือไม่ ?

แม้ไทยจะมีกฎหมายที่คำนึงถึงคนพิการและกลุ่มเปราะบางแล้ว แต่ก็ยังมีหลายอาคารที่สร้างขึ้นก่อนปี 2548 หรือก่อนที่จะมีกฎหมายสิ่งอำนวยความสะดวกฯ ออกมาใช้บังคับ และกฎหมายเองก็ไม่ได้มีผลย้อนหลังบังคับให้อาคารเหล่านี้ต้องมีการปรับปรุงแก้ไข

ยิ่งไปกว่านั้นคือ อาคารที่สร้างใหม่บางแห่งก็สร้างออกมาแล้วผิดพลาด ไม่ตรงตามที่กฎหมายกำหนด เช่น มีห้องนำผู้พิการแต่ประตูทางเข้าแคบเกินไป วีลแชร์เข้าไม่ได้ ภาครัฐเองก็อาจยังไม่มีเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจตราให้ทั่วถึง

นอกจากมิติเรื่องอาคาร การเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่สาธารณะก็ยังเป็นปัญหาอยู่มาก

ในวันที่ทอฟฟี่มาให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ เราลองลงไปเดินบนทางเท้าที่มีการติดตั้งพื้นทางเดินสำหรับคนตาบอด แต่นอกจากจะเผชิญความลำบากจากการเดินธรรมดา ๆ แล้ว ยังพบว่ามีทั้งรถจักรยานยนต์ที่ขึ้นมาขับบนทางเดินเท้า รวมไปถึงสิ่งกีดขวาง เช่น ป้ายโฆษณาที่ไม้เท้าสำหรับคนตาบอดไม่สามารถเตือนพวกเขาได้

BBC
คำบรรยายภาพ, ในวันที่ทอฟฟี่มาสัมภาษณ์กับบีบีซีไทย เราลองไปเดินกันบริเวณทางเท้าด้านหน้าอาคาร และพบว่ามีรถจักรยานยนต์ขึ้นมาขับขี่บนทางเท้า

เต้ยเสริมว่า เมื่อเปรียบเทียบการใช้ชีวิตที่ไทยกับออสเตรเลีย เขาเล่าว่าการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะสะดวกสบาย เอื้อต่อการใช้ชีวิตจริง ๆ และเอื้อต่อผู้พิการหลากหลายรูปแบบ

เมื่อลองให้เปรียบเทียบทางเท้า เต้ยบอกว่า ทั้งเขาเองที่ใช้ไม้ค้ำ หรือคนที่ใช้วีลแชร์ก็สามารถใช้ทางเท้าได้อย่างคล่องแคล่วไม่ต้องให้ใครช่วย เนื่องจากทางขึ้นทางลงทางเท้าก็เป็นทางลาดหรือสโลปที่ไม่ชันเกินไปจนเป็นอันตราย รวมถึงมีพื้นที่ทางเท้าที่กว้างพอสำหรับทุกคน

ในเชิงรูปธรรมมีการจัดอันดับที่เกี่ยวข้องกับความเป็นมิตรของโครงสร้างพื้นฐานหรือเมืองต่อผู้พิการอยู่ไม่น้อย เช่น ดัชนีการประเมินสิทธิในการเข้าถึงดิจิทัล หรือ DARE index สำหรับผู้พิการ ซึ่งจัดทำโดยโครงการริเริ่มระดับโลกเพื่อเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ทุกคนเข้าถึงได้ หรือ G3ict

ดัชนีนี้จะแบ่งการประเมินออกเป็น 3 หัวข้อหลัก คือ 1. กฎหมายและระเบียบข้อบังคับของประเทศ 2. ขีดความสามารถของประเทศในการดำเนินการ และ 3. ผลลัพธ์ของนโยบายและโครงการในแต่ละด้านของการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) รวมถึงระดับของการดำเนินงาน

จากข้อมูลล่าสุดในปี 2563 ประเทศไทยคะแนนในส่วนแรกหรือด้านกฎหมายสูงถึง 20/25 คะแนน ทว่าขีดความสามารถในการดำเนินงานจริง ประเทศไทยกลับได้คะแนนต่ำถึง 5/25 คะแนน เช่นเดียวกับหัวข้อสุดท้ายที่ไทยได้ 6/25 คะแนน

ดัชนีรวมของไทยในปีนั้นอยู่ที่ 31/100 คะแนน คิดเป็นอันดับที่ 81 ของโลก

อย่างไรก็ดี แม้ดัชนี DARE อาจเป็นข้อมูลที่นับว่าค่อนข้างเก่า บีบีซีไทยพบว่ายังมีดัชนีความครอบคลุมคนทุกกลุ่ม หรือ Inclusiveness Index ที่จัดทำโดย สถาบันว่าด้วยการแบ่งแยกและการอยู่ร่วมกัน (Othering and Belonging Institute) มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์

จากข้อมูลในปี 2567 ดัชนีความครอบคลุมนี้ พบว่า ไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 79 จากทั้งหมด 152 ประเทศ ในด้านความพิการ ซึ่งเป็นอันดับที่แย่ลงจากปีก่อนหน้าซึ่งที่รั้งอันดับที่ 77

จะช่วยเหลือต้องคิดให้ครบ ครอบคลุมให้จริง

BBC
คำบรรยายภาพ, เต้ยเล่าให้บีบีซีไทยฟังว่าตอนที่เขาไปออสเตรเลีย เขารู้สึกได้ว่าสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ทั้งในแง่โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการใช้ชีวิต รวมไปถึงสายตาจากผู้คนรอบข้าง

จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เมียนมาซึ่งมีแรงสั่นสะเทือนมาถึงประเทศไทย ไม่เพียงทำให้เกิดโศกนาฏกรรมกับผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ รวมไปถึงญาติจากเหตุตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม แต่ยังนำมาซึ่งการตั้งคำถามต่อมาตรการป้องกัน แจ้งเตือน เข้าช่วยเหลือ และเยียวยาประชาชน

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ภาครัฐถูกวิจารณ์ไปมากแล้วคือ ระบบเซลล์บรอดแคสต์ (Cell Broadcast) ที่สามารถส่งข้อความเตือนประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ไม่จะไม่สามารถแจ้งล่วงหน้าได้ แต่ รศ.ดร.ชุมเขต ชี้ว่า อย่างน้อยการรีบส่งข้อความบอกประชาชนว่า มีเหตุการณ์ฉุกเฉิน อาทิ มีเหตุแผ่นดินไหวเกิดขึ้นจริง ด้วยความรุนแรงเท่าไหร่ เป็นอันตรายมากหรือไม่ และประชาชนควรทำอย่างไรอย่างทันท่วงที จะช่วยให้ประชาชนได้รับข้อเท็จจริงสำคัญประกอบการตัดสินใจ

ทว่าเมื่อมองถึงคนพิการนั้น ยังอาจต้องตั้งคำถามต่อไปว่า แล้วผู้พิการแต่ละกลุ่มต้องการการแจ้งเตือนแบบใด ทอฟฟี่บอกว่าสำหรับเขาที่มองไม่เห็น และแม้โทรศัพท์จะมีระบบการอ่านข้อความให้ แต่สิ่งที่เขาต้องการที่สุดคือ "เสียง" เช่น การติดตั้งเครื่องส่งสัญญาณเสียงเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น หรืออาจต้องมีการคำนึงถึงระบบสั่น ไฟกระพริบ หรือข้อความเสียงต่าง ๆ

อย่านึกถึงแค่ตอนวิกฤต

"ทำไมเรื่องความปลอดภัยของพวกหนูต้องรอยื่นเรื่อง ทำไมมันถึงไม่สามารถที่จะทำได้เลย"

ที่มาของภาพ, BBC THAI

คำบรรยายภาพ, "ทำไมเรื่องความปลอดภัยของพวกหนูต้องรอยื่นเรื่อง ทำไมมันถึงไม่สามารถที่จะทำได้เลย"

ผู้พิการที่มาเล่าเรื่องราวของเขาให้บีบีซีไทยทั้งสามคนย้ำว่า สุดท้ายแล้วพวกเขาไม่อยากให้เหตุการณ์แผ่นดินไหวเป็นแค่อีก "เทรนด์" หนึ่ง ที่สังคมหันมาพูดถึงคนพิการ แล้วก็ซาไป

ฝ้ายเล่าว่าตั้งแต่เธอเติบโตมาก็มักได้ยินเรื่องการออกแบบพื้นที่สาธารณะเพื่อคนพิการ เพื่อความปลอดภัยของประชาชนทุกคน แต่ในความเป็นจริงกลับมีพื้นที่มากมายที่เธอเข้าไม่ถึง เช่น อาคารสาธารณะบางแห่งก็ไม่มีพื้นทางลาดสำหรับวีลแชร์

"ไม่ว่าจะรัฐบาลยุคไหน ก็ไม่มีใครคำนึงถึงคนพิการจริง ๆ จัง ๆ สักที มีแต่บอกว่ากำลังทำ กำลังจัดการ กำลังยื่นเรื่อง ทำไมเรื่องความปลอดภัยของพวกหนูต้องรอยื่นเรื่อง ทำไมมันถึงไม่สามารถที่จะทำได้เลย" ฝ้ายกล่าว

เช่นเดียวกันทอฟฟี่ที่บอกว่า "คนพิการน่ะ เป็นกลุ่มที่คนมักจะ [ถูก] ลืม แต่จะตายเป็นคนกลุ่มแรก"