You’re viewing a text-only version of this website that uses less data. View the main version of the website including all images and videos.
ชาวอิสราเอลต้องการให้สงครามจบลง แต่ทำไมเหตุผลจึงไม่ได้เป็นไปเพื่อชาวกาซา ?
- Author, ลูซี วิลเลียมสัน
- Role, ผู้สื่อข่าว ประจำตะวันออกกลาง
ในช่วง 20 เดือนนับตั้งแต่สงครามในกาซาเริ่มต้นขึ้น อามิท ฮาเลวี ทั้งถูกถ่มน้ำลายใส่ ตะโกนด่า และขว้างด้วยก้อนหินและไข่ ขณะอยู่บนท้องถนนในอิสราเอล ทั้งหมดนี้เพียงเพราะเธอออกมาเรียกร้องสันติภาพ
"พวกเราจะนั่งกันเงียบ ๆ เป็นแค่กลุ่มผู้หญิงในชุดขาว ถือป้ายที่มีข้อความว่า 'ความเมตตากรุณา' 'สันติภาพ' และ 'ความมั่นคงทางโภชนาการ' ในภาษาฮีบรู อาหรับ และอังกฤษ" เธอเล่าให้ฉันฟัง
"เราแค่คิดว่า ใครจะมาเถียงกับคำว่าความสงบ ทว่าการประท้วงเหล่านี้กลับได้รับความเกลียดชังเสมือนกับตอนที่เราเรียกร้องให้ยุติการยึดครองหรือให้ปลดปล่อยกาซา ชายคนหนึ่งเคยตะโกนใส่พวกเราระหว่างการนั่งประท้วงอย่างสันติในกรุงเทลอาวีฟว่า เขาหวังให้พวกเราทุกคนถูกข่มขืนในกาซา ทั้งที่พวกเราแค่นั่งเงียบ ๆ และถือป้ายที่เขียนว่า 'ความรัก' อยู่"
ฉันได้พบกับอามิทครั้งแรกในช่วงที่สงครามเริ่มต้นขึ้นใหม่ ๆ เธอเป็นหลานสาวของผู้รอดชีวิตจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Holocaust) และได้บอกฉันว่า การพูดคุยเรื่องสิ่งที่เกิดขึ้นในกาซาภายในครอบครัว ทำให้เธอรู้สึกโกรธและหงุดหงิด
เธอมองว่าการกระทำของอิสราเอลนั้น เทียบได้กับ "การเป็นแบบนาซี" (Nazification)
ตอนนี้ เธอบอกว่าบางสิ่งบางอย่างในครอบครัวเธอเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว
"กับพ่อของฉัน ฉันสามารถพูดในสิ่งที่เขาเคยไม่ยอมฟังมาก่อนได้ และเขาก็เริ่มรับฟัง" เธอกล่าว
"เขาจะพูดว่า 'แล้วฮามาสล่ะ' แล้วฉันก็จะตอบว่า 'พ่อ ถ้ามีเด็ก 80 คนถูกฆ่าตายเมื่อคืน มันไม่สำคัญหรอกว่าใครทำ ในฐานะมนุษย์ และโดยเฉพาะในฐานะชาวยิว พ่อต้องพูดว่าสิ่งนี้ต้องหยุดเดี๋ยวนี้' และเขาก็เข้าใจ"
จำนวนชาวอิสราเอลที่แสดงความห่วงใยต่อความทุกข์ยากของชาวกาซาเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ ขณะที่แนวคิดแบบอามิทและเพื่อนของเธอยังคงเป็นเพียงเสียงส่วนน้อย
เมื่อเดือนที่แล้ว สถาบันประชาธิปไตยแห่งอิสราเอล (Israel Democracy Institute หรือ IDI) ได้สอบถามชาวอิสราเอลว่า ความทุกข์ยากของพลเรือนชาวกาซาควรมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของรัฐบาลในสงครามนี้หรือไม่
ผลสำรวจพบว่า คนส่วนใหญ่ถึง 67% เห็นว่า อิสราเอลควรเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ หรือให้ความสำคัญเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในกลุ่มชาวอิสราเอลเชื้อสายยิว ตัวเลขนี้สูงขึ้นไปถึงมากกว่าสามในสี่
แม้ชาวอิสราเอลจำนวนมากจะเริ่มรู้สึกหมดหวังหลังผ่านการสู้รบมากว่าหนึ่งปีครึ่ง และต้องการให้สงครามยุติลงแต่แรงจูงใจหลักของพวกเขามักไม่ใช่เพราะความเห็นอกเห็นใจชาวกาซา หากแต่เป็นเพราะความกังวลเกี่ยวกับ ตัวประกันชาวอิสราเอลอีก 54 คน ที่เชื่อกันว่ายังคงถูกควบคุมตัวโดยฮามาส (ตัวเลขอาจแตกต่างกันไปได้) ในจำนวนนี้ เชื่อว่ามีอย่างน้อย 31 คนที่เสียชีวิตแล้ว
"กำแพงแห่งการไม่ยอมรับความจริง"
สงครามในกาซาเริ่มต้นขึ้นหลังจากฮามาสโจมตีอิสราเอลในเดือน ต.ค. 2023 คร่าชีวิตผู้คนราว 1,200 คน และจับตัวคนอีกราว 251 คน เป็นตัวประกัน
นับตั้งแต่นั้นมา มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 54,607 ราย ตามรายงานของกระทรวงสาธารณสุขที่บริหารโดยฮามาสในเขตกาซา ขณะที่องค์การสหประชาชาติประเมินว่า มากกว่าหนึ่งในสี่ของผู้เสียชีวิตเป็นเด็ก
หลังจากอิสราเอลเป็นฝ่ายทำลายข้อตกลงหยุดยิงล่าสุดเมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา สมาชิกบางคนในกลุ่มนักเคลื่อนไหวของอามิท เริ่มนำภาพเด็กที่เสียชีวิตและบาดเจ็บในกาซาไปใช้ในการประท้วงอย่างสงบ
"เราคิดว่าจะเจอปฏิกิริยารุนแรงหรือแรงโกรธแค้นมหาศาล" อัลมา เบค หนึ่งในผู้จัดงานกล่าว "แต่เรากลับต้องแปลกใจเมื่อมีคนมาถามว่าเด็กพวกนี้คือใคร และพวกเขาเจออะไรมาบ้าง เป็นคำถามที่จริงใจและแสดงถึงความห่วงใย"
เธอเชื่อว่าชาวอิสราเอลจำนวนมากไม่ได้รับรู้เรื่องราวความเจ็บปวดของชาวกาซาในมิติความเป็นมนุษย์เลย
"รัฐบาลและสื่อพยายามทุกวิถีทางในการกันไม่ให้ชาวอิสราเอลรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นในกาซา มีกำแพงแห่งการไม่ยอมรับความจริงที่แข็งแรงมาก" เธอกล่าว
"ฉันคิดว่านี่เป็นครั้งแรกที่ตัวเลข [ของผู้เสียชีวิต] ถูกทำให้มีความเป็นมนุษย์ มีใบหน้า มีเรื่องราว และมันยากที่จะเมินหน้าหนี"
ความหวาดกลัวและความโกรธเกรี้ยวที่เคยรวมพลังชาวอิสราเอลหลังการโจมตีของฮามาส และเคยถูกใช้กลบความแตกแยกและผลักดันการสนับสนุนต่อปฏิบัติการทางทหาร กำลังถูกแทนที่ด้วยความเหนื่อยล้า เนื่องจากความขัดแย้งที่ยังยืดเยื้ออย่างต่อเนื่อง
กระแสสนับสนุนต่อสงครามเริ่มลดลงตั้งแต่ปีที่แล้ว ดูได้จากข้อมูลของสถาบันประชาธิปไตยแห่งอิสราเอล (IDI) ที่พบว่า ชาวอิสราเอลน้อยกว่าหนึ่งในสามสนับสนุนการโจมตีทางทหารครั้งใหม่ในเมืองราฟาห์ ขณะที่เกือบสองในสามสนับสนุนให้มีการบรรลุข้อตกลงกับฮามาส
ช่วงหลังมานี้ ผลสำรวจต่าง ๆ จากหลายองค์กรที่น่าเชื่อถือในปีนี้ พบว่า คนส่วนใหญ่สนับสนุนข้อตกลงหยุดยิง โดยมีเป้าหมายหลักคือการปล่อยตัวตัวประกัน
ความรู้สึกหมดศรัทธาที่เพิ่มมากขึ้น
ภาพะโปสเตอร์ของตัวประกันพร้อมคำขวัญที่ว่า "หยุดสงคราม" (Stop The War) ปรากฏอยู่ท่ามกลางธงสีรุ้งในงานเดินพาเหรดไพรด์ (Pride) ที่นครเยรูซาเลมเมื่อเดือน มิ.ย.
ยิตซ์ชัก ซิตเตอร์ ซึ่งมาร่วมงานกับแฟนหนุ่ม ปัจจุบันเขายังคงรับราชการในฐานะทหารกองหนุนของกองทัพอิสราเอลแต่เขากล่าวว่า สงครามครั้งนี้ไม่คุ้มที่จะสู้ต่ออีกแล้ว
"ผมไม่คิดว่าเรากำลังก้าวเข้าใกล้เป้าหมายใด ๆ ที่เคยกล่าวไว้สำหรับการทำสงครามนี้เลย" เขากล่าว "เมื่อปีที่แล้ว การพูดแบบนี้ออกมาตรง ๆ ยังไม่เป็นที่ยอมรับ โดยเฉพาะในกองทัพ แต่ตอนนี้ผู้คนเบื่อสงครามนี้เต็มที พวกเราเกลียดมัน มันจบแล้วสำหรับพวกเรา และถ้าคุณเอาประเด็นเรื่องตัวประกันเข้ามาชูแล้ว น่าจะทำให้ความเห็นแบบนี้ได้รับยอมรับมากกว่า"
การทวงคืนตัวประกันจากฮามาส ถือเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดที่ชาวอิสราเอลให้การสนับสนุนการยุติสงคราม ทว่าในเวทีประท้วงต่อต้านสงครามที่จัดขึ้นประจำทุกสัปดาห์ในอิสราเอลเรื่องราวของชาวกาซาแทบไม่ถูกพูดถึงเลย
"ความเห็นอกเห็นใจต่อคนที่เฉลิมฉลองเหตุสังหารหมู่ในวันที่ 7 ต.ค. นั้นต่ำมาก" ยิตซ์ชักกล่าว
"พวกเขาลงคะแนนให้ฮามาสในปี 2006 และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่พยายามโค่นฮามาสอย่างจริงจังถ้าเราได้เห็นการประท้วงครั้งใหญ่ในกาซา การพูดคุยคงเป็นอีกแบบ"
เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลยังคงยืนยันว่า ปฏิบัติการทางทหารในกาซาเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อช่วยเหลือตัวประกันที่ยังเหลืออยู่
จนถึงขณะนี้ มีตัวประกัน 8 คน ที่ยังมีชีวิตได้รับการช่วยออกมาได้จากปฏิบัติการของกองทัพอิสราเอล ขณะที่มีตัวประกันมากกว่า 140 คน ได้รับการปล่อยตัวผ่านข้อตกลงกับฮามาส
นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ยืนยันว่า แรงกดดันทางทหารช่วยผลักดันให้ฮามาสยอมรับข้อตกลงต่าง ๆ ทว่าผู้คนจำนวนมากที่ออกมาชุมนุมนอกทำเนียบรัฐบาลในนครเยรูซาเลม หรือที่ "จัตุรัสตัวประกัน" (Hostages Square) ในกรุงเทลอาวีฟกลับไม่เห็นด้วยกับผู้นำของพวกเขา
"เราจะเอาพวกเขากลับมาแบบนี้ไม่ได้" มายัน เอลียาฮู อิฟฮาร์ นักจิตวิทยาพัฒนาการซึ่งร่วมการประท้วงกล่าว "มันคือความผิดพลาดอย่างมหันต์ สงครามกำลังฆ่าพวกเขา"
ความรู้สึกเช่นนี้ สะท้อนในหมู่ครอบครัวของตัวประกันหลายราย ซึ่งกังวลว่าคนที่พวกเขารักจะเสียชีวิตขณะถูกควบคุมตัว หรือถูกลูกหลงจากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลเสียเอง
นอกจากนี้ยังมีความรู้สึกหมดศรัทธาที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เกี่ยวกับอีกหนึ่งเป้าหมายหลักของสงคราม ที่เนทันยาฮูประกาศไว้ คือ การทำลายฮามาสให้สิ้นซาก ทั้งในฐานะกองกำลังติดอาวุธและองค์กรปกครอง
สงครามการเมือง
หลังผ่านมาแล้ว 20 เดือน ความเหนื่อยล้าจากการทำสงครามได้ลุกลามมาถึงกองทัพอิสราเอล นี่คือสงครามที่ยาวนานที่สุดของประเทศ และทหารกองหนุนบางนายต้องเข้าประจำการรอบที่ 3 หรือ 4 แล้ว บางคนเริ่มปฏิเสธที่จะรับใช้ชาติต่อ บางรายก็ปฏิเสธเพราะปัญหาด้านจริยธรรม แต่ส่วนใหญ่เกิดจาก ความเครียดด้านสุขภาพ การเงิน และครอบครัว
แม้จะมีแรงกดดันมากมายให้ยุติสงคราม ทั้งจากผู้คนบนท้องถนน ที่ทำการรับสมัครทหาร หรือแม้แต่ภายในคณะรัฐมนตรีด้านความมั่นคงของรัฐบาลเอง แต่ก็ยังไม่ทำให้ เบนจามิน เนทันยาฮู เปลี่ยนแปลงความคิดใด ๆ
หนึ่งในเหตุผลสำคัญ ตามความเห็นของ ศ.ทามาร์ แฮร์มันน์ จากสถาบันประชาธิปไตยแห่งอิสราเอล (IDI) คือ "คนส่วนใหญ่ที่เรียกร้องให้ยุติสงคราม คือคนที่ประกาศชัดว่าพวกเขาจะไม่ลงคะแนนให้เนทันยาฮูอยู่แล้ว"
"คนส่วนใหญ่ [ในอิสราเอล] มองว่าสงครามครั้งนี้เป็น สงครามทางการเมือง" ศ.ทามาร์ แฮร์มันน์ กล่าว "ถ้าคุณอยู่ฝ่ายรัฐบาล คุณก็สนับสนุนรัฐบาล ไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไรก็ตาม และถ้าคุณต่อต้านรัฐบาล คุณก็จะต่อต้านทุกอย่างที่พวกเขาทำ มันเป็นโลกแบบขาวกับดำ และสงครามยิ่งทำให้ความสุดโต่งแบบนี้เลวร้ายลงไปอีก"
ความหวั่นเกรงว่าฮามาสจะฟื้นตัว
เพื่อรับฟังความคิดเห็นของกลุ่มผู้สนับสนุน เบนจามิน เนทันยาฮู เกี่ยวกับสงคราม ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังการชุมนุมสนับสนุนพวกเขา
ถนนในนครเยรูซาเลมที่มุ่งหน้าสู่ คเนสเซต (รัฐสภาอิสราเอล) เต็มไปด้วยทะเลธงชาติอิสราเอลสีน้ำเงิน-ขาว เสียงจากลำโพงขนาดใหญ่ที่ตั้งเรียงรายตลอดทาง ดังสนั่นจนแทบไม่ได้ยินเสียงคนข้าง ๆ
ฝูงชน ซึ่งส่วนใหญ่แต่งกายตามกฎระเบียบศาสนาอย่างเคร่งครัด ต่างหลั่งไหลผ่านรถบัสที่ติดตั้งกระจกกันกระสุนเอาไว้ และรถบัสเหล่านี้ก็เพิ่งนำกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐาน (settlers) มาจากเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครอง ชายหนุ่มจำนวนไม่น้อยสะพายปืน M16 ไว้บนบ่า
ฉันพบกับ ยิสราเอล และภรรยาใกล้ทางเข้า
"เรายังหยุดสงครามตอนนี้ไม่ได้" ยิสราเอลกล่าว "มันจะหยุดได้ก็ต่อเมื่อฮามาสถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง และโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดต้องถูกรื้อออกให้หมด ถ้าคุณหยุดตอนนี้ พวกเขาก็จะสร้างกลับมาใหม่ แล้วอีกสามหรือสี่ปีข้างหน้าทุกอย่างจะกลับมาเหมือนเดิม"
เช่นเดียวกับชาวอิสราเอลส่วนใหญ่ เขาเห็นว่าการช่วยตัวประกันกลับบ้านเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่เขาก็เชื่อว่ามีปัจจัยอื่นที่ต้องพิจารณาเช่นกัน
"มันต้องมีเงื่อนไขบางอย่าง" ยิสราเอลกล่าว "คุณไม่สามารถช่วยบางคนไว้ตอนนี้ แล้วอีกสองหรือสามปีข้างหน้ามีสงครามใหม่อีก มีคนตายเพิ่มอีกเป็นพัน นั่นไม่ช่วยอะไรใครทั้งนั้น"
เมื่อเดินลึกเข้าไปในฝูงชน ผู้ประท้วงอีกคนชื่อ อาวิกดอร์ บาร์กิล กล่าวว่า สงครามควรหยุดก็ต่อเมื่อ "ฮามาสคุกเข่าลง" เท่านั้น และเขาเสนอว่า ชาวกาซาควรย้ายไปอยู่ประเทศอื่น เช่น อินโดนีเซีย ฝรั่งเศส หรือสหราชอาณาจักร
เมื่อถามว่าทำไมชาวกาซาจึงควรออกจากบ้านของตัวเอง เขาตอบว่า "ที่นั่นไม่ใช่บ้านของพวกเขา พวกเขาแย่งมันมา ที่นี่คือแผ่นดินของเรา ดินแดนที่พระเจ้ามอบให้เราตามคัมภีร์โตราห์"
ความฝันในการผนวกดินแดน
การอ้างเหตุผลทางศาสนาเพื่อยึดครองที่ดินปาเลสไตน์ เป็นแนวคิดที่พรรคฝ่ายชาตินิยมขวาจัดในรัฐบาลผสมของเนทันยาฮูใช้มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ก่อนสงครามจะเริ่ม
รัฐมนตรีบางคนในคณะรัฐมนตรี เช่น เบซาเลล สมอตริช รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง เคยผลักดันให้ อิสราเอลผนวกเขตเวสต์แบงก์ที่ถูกยึดครองมานานแล้ว หรือในถ้อยคำของเขาเองคือ "การประกาศอธิปไตย"
ทว่าสงครามในกาซา และจุดยืนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้จุดประกายความฝันที่จะผนวกกาซาเข้าด้วยเช่นกัน
เนทันยาฮูจำเป็นต้อง รักษาเสถียรภาพของรัฐบาลผสมไว้ให้ได้ ไม่เช่นนั้นก็เสี่ยงที่จะต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ก่อนครบวาระ
จากข้อมูลของสถาบันสำรวจความเห็นแห่งสหรัฐฯ ที่น่าเชื่อถืออย่าง Pew Research Center แนวคิดเรื่อง การขับไล่ชาวกาซาออกจากดินแดนได้รับการสนับสนุนจากคนอิสราเอลส่วนใหญ่แม้แต่กลุ่มฆราวาส (secular) [หมายถึง กลุ่มที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับศาสนา]
แม้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งฝ่ายขวาบางส่วนจะเริ่มหมดศรัทธาต่อสงคราม แต่เมื่อมองลึกลงไปภายใต้หัวข้อข่าวจากผลสำรวจความคิดเห็น รอยร้าวเกี่ยวกับสงครามยังคงแบ่งแยกตามแนวทางการเมืองอย่างชัดเจน
แบบสำรวจจากสถาบันประชาธิปไตยแห่งอิสราเอล (IDI) เมื่อสัปดาห์ที่แล้วพบว่า ชาวอิสราเอลฝ่ายขวาราวครึ่งหนึ่ง เชื่อว่าสงครามยังอาจนำตัวประกันกลับมาได้ หรือทำลายฮามาสได้ แต่ในกลุ่มฝ่ายซ้าย มีเพียง 6% เท่านั้นที่คิดเช่นนั้น
หลังจากช่วงเวลาสั้น ๆ ของความเป็นหนึ่งเดียวกันภายหลังการโจมตีของฮามาส ความขัดแย้งทางการเมืองแบบเดิมได้กลับมาอีกครั้ง ทั้งลึกและรุนแรงเช่นเคย
มายัน เอลียาฮู อิฟฮาร์ นักจิตวิทยาพัฒนาการ ซึ่งร่วมการประท้วงที่กรุงเทลอาวีฟ กล่าวว่า ความเห็นต่างเกี่ยวกับสงครามครั้งนี้ ไม่ได้ทำให้เธอห่างจากฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองเท่านั้น แต่ยังแยกเธอออกจากเพื่อนของเธอเองด้วย
"เวลาได้ยินเสียงระเบิดในกาซา มันทำให้ฉันเจ็บปวดหัวใจ" เธอกล่าว
"แต่มีคนบางคน แม้แต่เพื่อนของฉัน ที่ได้ยินเสียงระเบิดแล้วพูดว่า 'ก็สมควรแล้วนี่' ฉันไม่สามารถใช้เวลาอยู่กับพวกเขาได้เลย แค่มองตาพวกเขา ฉันก็ทำไม่ได้"
"นี่คือบ้านของฉัน ประเทศของฉัน"
อามิท ฮาเลวี ผู้ประท้วงที่เคยเล่าถึงการถูกคุกคามระหว่างการรณรงค์เพื่อสันติภาพ ตัดสินใจเมื่อไม่กี่เดือนก่อนว่า จะออกจากอิสราเอลชั่วคราว โดยเธอเลือกเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกา เพื่อหาความสงบใจจากการเผชิญหน้ากับเพื่อนร่วมชาติอย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน
ทว่าแม้ถึงสหรัฐฯ แล้ว เธอกลับพบว่าตัวเองยังคงโดดเดี่ยว
เธอเล่าว่าเคยไปร่วมการชุมนุมสนับสนุนปาเลสไตน์ที่อเมริกา แต่เมื่อเธอบอกผู้คนที่นั่นว่าเธอมาจากอิสราเอล บางคนกลับไม่อยากแม้แต่จะพูดกับเธอเลย
"ฉันก็บอกว่าฉันอยู่ฝ่ายเดียวกันพวกเขานะ และฉันก็ไปร่วมชุมนุมสนับสนุนปาเลสไตน์ในอิสราเอลด้วย"
อามิท เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟัง "มีผู้หญิงคนหนึ่งมาถามคำถามโง่ ๆ ใส่ฉัน เช่นว่า 'เพื่อนเธอสนับสนุนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ด้วยเหรอ' ฉันสนับสนุนการกระทำใด ๆ ก็ตามที่เรียกร้องให้หยุดสิ่งที่เกิดขึ้นในกาซา แต่ฉันก็เห็นว่า การชุมนุมบางแห่งเต็มไปด้วยความเกลียดชัง และมันทำให้ใจฉันสลาย"
ข้อกล่าวหาเรื่อง การต่อต้านชาวยิว (antisemitism) ได้ส่งผลกระทบต่อขบวนการสนับสนุนปาเลสไตน์ในยุโรปและอเมริกา ซึ่งทำให้สถานการณ์ของชาวอิสราเอลอย่างอามิทยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก
"ฉันไม่คิดว่าใครจะเกลียดอิสราเอลได้มากเท่าฉันในตอนนี้ เพราะฉันรู้สึกว่าอิสราเอลทรยศฉันอย่างถึงที่สุด แต่มันก็ยังเป็นบ้านของฉัน เป็นประเทศของฉัน ภาษา เพื่อน และผู้คนของฉันเอง"
"สิ่งที่อิสราเอลกำลังทำอยู่ตอนนี้ ไม่ใช่แค่สิ่งที่เลวร้ายสำหรับชาวปาเลสไตน์เท่านั้น แต่มันเลวร้ายต่ออิสราเอลเอง และต่อชาวยิวด้วย มันจะกลายเป็นตราบาปที่เลวร้ายไปตลอดกาล"