มหาอุทกภัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ผู้คนเสียชีวิตและสูญหายหลายร้อยคน

A rescue team evacuates women and children in a rubber boat, in West Sumatra, Indonesia

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยยังคงดำเนินอยู่ในอินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย และศรีลังกา โดยยังมีผู้สูญหายอีกหลายร้อยคน
    • Author, เจสสิกา รอว์นสลีย์
    • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส

ฝนตกหนักทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายหลายร้อยคน

ฝนที่เกิดจากลมมรสุมที่ซึ่งทวีความรุนแรงจากพายุโซนร้อน ทำให้เกิดน้ำท่วมครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบหลายปี และมีประชาชนในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย หลายล้านคนได้รับผลกระทบ

ในอินโดนีเซียฝนเริ่มตกหนักบนเกาะสุมาตราเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (26 พ.ย.)

"ขณะที่น้ำกำลังท่วม ทุกอย่างหายไปหมด" ชาวบ้านในเมืองบีเรอุน จังหวัดอาเจะห์ของสุมาตรากล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์

"ฉันอยากเก็บเสื้อผ้า แต่บ้านพังลงมาแล้ว"

เหตุน้ำท่วมในอินโดนีเซียยังมีผู้สูญหายอีกหลายร้อยคน และจำนวนผู้เสียชีวิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยขณะนี้ยังมีผู้ติดค้างในพื้นที่ประสบภัยหลายพันคน บางคนรอการช่วยเหลืออยู่บนหลังคาบ้าน

จนถึงวันเสาร์ที่ผ่านมา (29 พ.ย.) มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 300 คนในอินโดนีเซีย และกว่า 160 คนในไทย รวมถึงมีรายงานผู้เสียชีวิตหลายคนในมาเลเซียด้วย

คำบรรยายวิดีโอ, ภาพถ่ายทางอากาศเผยให้เห็นน้ำท่วมรุนแรงทั่วทางตอนใต้ของภูมิภาคนี้ หลังเกิดฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน

ไซโคลนเซนยาร์ซึ่งเป็นพายุหมุนเขตร้อนที่พบได้ยากเป็นพิเศษ ทำให้เกิดดินถล่มและน้ำท่วมครั้งใหญ่ในอินโดนีเซีย บ้านเรือนถูกพัดหายไปและอาคารหลายพันหลังจมอยู่ใต้น้ำ

สำนักงานบรรเทาภัยพิบัติของอินโดนีเซียระบุเมื่อวันเสาร์ (29 พ.ย.) ว่ามีประชาชนเกือบ 300 คนยังสูญหายหลังจากน้ำท่วมสร้างความเสียหายอย่างหนักในเกาะสุมาตรา

"กระแสน้ำไหลแรงมาก ในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีมันก็ถึงถนนและไหลเข้าบ้าน" อารีนี อามาเลีย ชาวจังหวัดอาเจะห์ กล่าวกับบีบีซี

เธอและยายรีบไปยังบ้านญาติที่อยู่บนพื้นที่สูง เมื่อกลับมาในวันถัดไปเพื่อเก็บข้าวของ อารีนีกล่าวบ้านถูกกลืนไปกับน้ำหมดแล้ว

"มันจมไปแล้ว" เธอกล่าว

หลังน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในเกาะสุมาตราตะวันตกและทำให้บ้านจม เมรี ออสมาน กล่าวว่าตนเองถูก "กระแสน้ำพัดไป" และต้องเกาะเชือกตากผ้าจนกระทั่งได้รับการช่วยเหลือ

สภาพอากาศเลวร้ายทำให้การกู้ภัยเป็นไปอย่างยากลำบาก แม้มีการอพยพประชาชนหลายหมื่นคนแล้วก็ตาม แต่ยังคงมีผู้ติดค้างอีกหลายร้อยคน จากข้อมูลจากสำนักงานบรรเทาภัยพิบัติของอินโดนีเซีย

A man sits by the side of a body of moving water on a road on Batipuh Village, West Sumatra, Indonesia, with homes submerged

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ในอินโดนีเซียยังคงมีผู้สูญหายหลายร้อยคน หลังฝนตกหนักสร้างความเสียหายอย่างมากบนเกาะสุมาตรา

ในจังหวัดสงขลาซึ่งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทย ระดับน้ำท่วมสูงถึง 3 เมตร และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 145 คน จากหนึ่งในเหตุอุทกภัยที่รุนแรงที่สุดในรอบสิบปี

จากการแถลงของรัฐบาลเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ระบุว่ามีทั้งหมด 10 จังหวัดในภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 160 คน และมีประชาชนกว่า 3.8 ล้านคนได้รับผลกระทบ

เมืองหาดใหญ่มีปริมาณน้ำฝน 335 มิลลิเมตรภายในวันเดียว ซึ่งเป็นปริมาณสูงสุดในรอบ 300 ปี เมื่อระดับน้ำลดลง ขณะที่เจ้าหน้าที่พบว่าจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมาก

สื่อต่างประเทศอย่างสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานข่าวว่าที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในหาดใหญ่ เจ้าหน้าที่ต้องย้ายศพไปเก็บในรถบรรทุกแช่เย็น หลังจากห้องเก็บศพไม่สามารถรองรับได้

"พวกเราติดอยู่ในน้ำ 7 วัน และไม่มีหน่วยงานใดมาช่วยเหลือ" ธนิตา เขียวหอม ชาวหาดใหญ่ กล่าวกับบีบีซีไทย

รัฐบาลได้ให้คำมั่นว่าจะมีมาตรการเยียวยา รวมถึงเงินชดเชยสูงสุดสองล้านบาท สำหรับครัวเรือนที่สูญเสียสมาชิกในครอบครัว

A man transports a woman on an orange plastic board through flood waters in Hat Yai in Thailand's southern Songkhla province

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ, ในประเทศไทยมีประชาชนหลายพันคนต้องไปอยู่ที่ศูนย์พักพิง

ในประเทศมาเลเซียที่อยู่ใกล้เคียงกัน จำนวนผู้เสียชีวิตต่ำกว่ามาก แต่ความเสียหายก็รุนแรงไม่แพ้กัน

น้ำท่วมสร้างความโกลาหลและทำให้บางพื้นที่ของรัฐปะลิสทางตอนเหนือของมาเลเซียต้องจมอยู่ใต้น้ำ มีผู้เสียชีวิต 2 คน และประชาชนหลายหมื่นคนต้องไปพักพิงในศูนย์พักพิง

ในภูมิภาคอื่นของเอเชีย อย่างประเทศศรีลังกาเผชิญถูกพายุไซโคลนดิตวาห์ถล่ม มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 130 คน และสูญหายราว 170 คน ตามการเปิดเผยของทางการ

ศรีลังกากำลังเผชิญกับหนึ่งในภัยพิบัติทางสภาพอากาศที่เลวร้ายที่สุดในรอบหลายปี และรัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินแล้ว

ทางการศรีลังกาเปิดเผยว่ามีบ้านเรือนมากกว่า 15,000 หลังเสียหายจากภัยพิบัติดังกล่าว และประชาชนราว 78,000 คนต้องอพยพไปอยู่ในศูนย์ช่วยเหลือชั่วคราว ขณะเดียวกันมีพื้นที่ประมาณ 1 ใน 3 ของประเทศไม่มีไฟฟ้าหรือระบบน้ำประปาใช้

นักอุตุนิยมวิทยาระบุว่า สภาพอากาศสุดขั้วในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจเกิดจากการปะทะกันระหว่างไต้ฝุ่นโคโตะในฟิลิปปินส์ และการก่อตัวของไซโคลนเซนยาร์ที่พบได้ยากในช่องแคบมะละกา

ปกติแล้วภูมิภาคนี้มีฤดูมรสุมประจำปีอยู่ในช่วงเดือน มิ.ย. - ก.ย. ซึ่งทำให้เกิดฝนตกหนัก

เห็นได้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ทำให้รูปแบบของพายุ รวมถึงความรุนแรง และระยะเวลาของฤดูเปลี่ยนไป ส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และลมแรงมากขึ้น