จุดจบแสนสันโดษของนักฟิสิกส์ “ผู้อ่อนโยนและใจดี” เจ้าของฉายา “บิดาแห่งระเบิดปรมาณู”

    • Author, เอลเลียต สไตน์
    • Role, ผู้สื่อข่าวการเดินทาง บีบีซี

ชีวิตของ “บิดาแห่งระเบิดปรมาณู” ไม่เพียงน่าพิศวง แต่ยังมีเส้นเรื่องที่น่าสนใจ จากวีรบุรุษผู้อยู่เบื้องหลังการยุติสงครามโลก ก่อนกลายเป็นตัวร้ายต่อการเมืองสหรัฐฯ จนไม่น่าแปลกใจที่ คริสโตเฟอร์ โนแลน จะนำไปผลิตเป็นภาพยนตร์ ที่ถูกจับตามากที่สุดแห่งปี 2023 เรื่องหนึ่ง แต่มีน้อยคนนักที่จะรู้ว่า บั้นปลายสุดท้ายของเขานั้น แสนจะสันโดษ เสมือนคนติดเกาะในทะเลแคริบเบียน

เอลเลียต สไตน์ ผู้สื่อข่าวสายการเดินทางของบีบีซีเล่าว่า ครั้งหนึ่งตอนที่เขาอายุได้ 20 ปี ได้มีโอกาสอาศัยในบ้านหลังสุดท้ายของจูเลียส โรเบิร์ต ออปเพนไฮเมอร์ มันเป็นกระท่อมหลังเล็กสีเหลือง หน้าบ้านมีบันไดที่ก้าวลงไปแค่ 4 ขั้นก็จะถึงชายหาดทรายขาวเหมือนน้ำตาล ที่อุดมด้วยต้นมะพร้าวที่ลู่ลงตามแรงลม จนแทบจรดกับขอบน้ำทะเล ซึ่งใสจนเหมือนน้ำแร่ธรรมชาติยี่ห้อดัง

ตลอดเวลาที่อยู่บนเกาะนี้ สไตน์จะเดินทางมาที่นี่หลังเลิกงาน เพื่อชื่นชมปลานานาพันธุ์ และเต่ากระ ที่เวียนว่ายระหว่างแนวปะการังตื้น ๆ จนมองเห็นได้แต่ไกล แต่สิ่งที่เขาไม่เห็น คือมนุษย์คนอื่นนอกจากเขา

สำหรับ สไตน์ ชายหาดรูปวงเสี้ยวที่ร้างคน เป็นสถานที่พักผ่อนที่สมบูรณ์แบบ ซึ่ง “บิดาแห่งระเบิดปรมาณู” เอง ก็คงคิดเช่นนั้น ตอนที่เขาปลีกวิเวกมาที่นี่ หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

ภาพยนตร์เรื่อง ออปเพนไฮเมอร์ (Oppenheimer) โดย คริสโตเฟอร์ โนแลน ที่เข้าฉายแล้วนั้น ทำให้ทั้งโลกได้เห็นถึงการทะยานสู่สถานะวีรบุรุษ และการร่วงหล่นจากจุดสูงสุดของนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง ผู้เปิดกล่องแพนโดร่า นำอาวุธทำลายล้างอันตราย ที่อาจทำลายมนุษยชาติมาสู่โลก

ออปเพนไฮเมอร์ เป็นผู้บุกเบิกและดำเนินโครงการแมนฮัตตัน (Manhattan Project) ที่พัฒนาระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกของโลกสำเร็จ ก่อนแนะนำรัฐบาลสหรัฐฯ ให้ใช้ระเบิดนี้ไปยุติสงคราม

“ในปี 1945 หลัง (กองทัพสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณู) เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ ออปเพนไฮเมอร์ได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษของประเทศ ภาพของเขาขึ้นปกนิตยสารไทม์และนิตยสารไลฟ์ เขากลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของอเมริกา” ไค เบิร์ด หนึ่งในผู้เขียนหนังสือชีวประวัติ “โพรมีธีอุสชาวอเมริกัน ชัยชนะและโศกนาฏกรรมของ เจ. โรเบิร์ต ออปเพนไฮเมอร์” กล่าว

เรียกได้ว่า ออปเพนไฮเมอร์ คือผู้ต้องรับผิดชอบทางอ้อมต่อมรณกรรมของผู้คนเรือนแสน ช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ผลลัพธ์อันน่าสะเทือนขวัญจากระเบิดปรมาณู ทำให้เขาทนทุกข์และจมดิ่งสู่ความสำนึกเสียใจอย่างลึกซึ้ง ต่อมาวังวนความขัดแย้งทางการเมืองกับรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ทำลายชีวิตของเขาจนย่อยยับ “ในปี 1954 เขากลับกลายเป็นคนนอกคอก และหายสาบสูญไปจากชีวิตสาธารณะ จนกระทั่งเขาเสียชีวิต” เบิร์ด ระบุ

หนังสือชีวประวัติรางวัลพูลิตเซอร์นี้ เป็นเค้าโครงการสร้างภาพยนตร์ของโนแลนนั่นเอง แต่น้อยคนนักจะทราบว่า เขาใช้คืนวันที่หลงเหลืออยู่ ณ เกาะห่างไกลในหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐฯ ที่ชื่อ “เซนต์จอห์น”

ผืนดินขนาด 5 ไร่ ที่ เอลเลียต สไตน์ เคยมาเยือนนี้เอง เป็นสถานที่ที่นักฟิสิกส์ชื่อดัง เคยอาศัยอยู่อย่างสมถะ ระหว่างปี 1955 จนกระทั่งปี 1967 ที่เขาเสียชีวิต มันเป็นผืนดินสาธารณะที่คนท้องถิ่นเรียกว่า “ชายหาดออปเพนไฮเมอร์” แม้มันจะไม่ได้ปรากฏในแผนที่ท่องเที่ยว แต่ก็ได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในชายหาดที่ดีที่สุดของหมู่เกาะเวอร์จิน และเป็นแหล่งท่องเที่ยวลับแห่งหนึ่ง

สถานที่ที่น้อยคนจะรู้จักนี้ เผยให้เห็นถึงชีวิตของหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังที่สุดของสหรัฐฯ จากวีรบุรุษ กลายเป็นผู้ร้าย และบั้นปลายสุดท้ายของเขา

จากโครงการแมนฮัตตัน สู่เกาะเซนต์จอห์น

ออปเพนไฮเมอร์เป็นผู้นำทีมนักวิจัยในโครงการแมนฮัตตัน ซึ่งเป็นโครงการที่นำมาสู่การสร้างระเบิดปรมาณูลูกแรกของโลก โดยเบิร์ดอธิบายว่า “มุมมองของออปเพนไฮเมอร์ต่อระเบิดนี้ ไม่เคยเปลี่ยนไป เขาทราบดีตอนที่เข้าร่วมโครงการในปี 1942 ว่ามันเป็นสิ่งที่เลวร้าย และเขากำลังสร้างอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างอย่างยิ่งยวด”

แต่ทั้ง ออปเพนไฮเมอร์ และอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ รวมถึงนักฟิสิกส์ชั้นนำในยุคนั้น ล้วนเชื่อว่าการสร้างระเบิดนิวเคลียร์เป็นสิ่งเกินหลีกเลี่ยง หากออปเพนไฮเมอร์ไม่สร้างมันขึ้นมา ฝ่ายนาซีก็จะสร้างมันขึ้นมาอยู่ดี

“นอกจากความทะเยอทะยานของออปเพนไฮเมอร์แล้ว เหตุผลที่เขาตกลงรับเป็นผู้นำโครงการสร้างระเบิดปรมาณูนั้น ยังมาจากความเกลียดกลัวลัทธิฟาสซิสต์และพวกนาซีเยอรมันด้วย... เขาเกรงว่าฝ่ายอักษะกำลังนำหน้าทีมวิจัยของสหรัฐฯ อยู่มากจนอาจจะประดิษฐ์ระเบิดปรมาณูได้ก่อน ซึ่งอาวุธดังกล่าวสามารถทำให้ฮิตเลอร์เป็นฝ่ายชนะสงครามได้”

เบิร์ด เล่าต่อว่า “หลังฮิโรชิมา ออปเพนไฮเมอร์ก็ซึมเศร้ารุนแรง... เขาใช้ชีวิตที่เหลือพยายามเตือนมนุษยชาติถึงอันตรายของอาวุธเหล่านี้ และความจำเป็นที่ต้องควบคุมมัน เขาจึงมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับสิ่งเลวร้ายที่เขาเองเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการสร้างขึ้นมา”

จุดยืนต้านการสะสมอาวุธนิวเคลียร์ของรัฐบาลสหรัฐฯ ทำให้เขากลายเป็นเป้าหมายหลักของกลุ่มต้านคอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามเย็น ในปี 1954 เขาถูกนำตัวไปสอบปากคำถึงความจงรักภักดีต่อประเทศชาติ จนท้ายสุด เขาสูญเสียสิทธิเข้าถึงความลับด้านความมั่นคงของรัฐ (รัฐบาลสหรัฐฯ ถอนข้อกล่าวหาเขาในอีก 68 ปีต่อมา)

เบิร์ด อธิบายว่า ถึงจุดนี้ ออปเพนไฮเมอร์ผมขาวไปทั้งหัว “รู้สึกอับอาย บอบช้ำทั้งร่างกายและเหนื่อยล้าในจิตใจ” จนในฤดูร้อนปีนั้น นักฟิสิกส์ผู้หมดสิ้นทุกอย่าง เดินทางออกจากบ้านในเมืองพรินซ์ตัน รัฐนิวเจอร์ซี พร้อมกับภรรยาและลูกอีก 2 คน พวกเขาขึ้นเรือใบยาว 72 ฟุต แล่นออกไปยังเกาะเซนต์จอห์น

“เขากำลังหนี หนีจากชื่อเสียงในฐานะบิดาแห่งระเบิดปรมาณู รวมถึงชื่อเสียงอื้อฉาวที่หลอกหลอนเขา หลังถูกสอบปากคำถึง 54 ครั้ง เพราะรัฐบาลระแวงถึงความไม่จงรักภักดี การเป็นคอมมิวนิสต์ และสายลับ” เบิร์ด กล่าว “เมื่อพวกเขาเห็นเกาะแห่งนี้ครั้งแรก (ออปเพนไฮเมอร์) หลงรักเซนต์จอห์นในทันที... เขาเดินทางกลับไปอีกในปีถัดไป และท้ายสุด เขาพบที่ดินผืนหนึ่ง และสร้างกระท่อมแบบเรียบง่ายที่เขาใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ เขาใช้ชีวิตในบ้านหลังนี้หลายเดือนต่อปี บางครั้งในฤดูหนาว บางครั้งในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน... มันไม่ใช่เรื่องของการชำระบาป แต่มันเป็นการกลับไปสู่กายภาพของโลกแห่งธรรมชาติ”

เซนต์จอห์นของออปเพนไฮเมอร์

ชีวิตบนเกาะเซนต์จอห์น แสนห่างไกลจากชีวิตจริงของออปเพนไฮเมอร์มาก เพราะเขาเติบโตในครอบครัวมั่งคั่งในแถบตะวันตกฝั่งเหนือของแมนฮัตตัน พรั่งพร้อมด้วยสาวใช้ 3 คน คนขับรถ และภาพวาดของแวนโก๊ะประดับผนัง

แต่เมื่อครอบครัวของออปเพนไฮเมอร์ ขึ้นฝั่งที่เกาะเซนต์จอห์น ซึ่งมีขนาดเท่าย่านแมนฮัตตันในเดือน ก.ค. 1954 เบิร์ดเขียนว่า มันแทบไม่มีโทรศัพท์ ไม่มีไฟฟ้า แต่มีนกยูงและลาเดินไปทั่วตามท้องถนน

ตอนนั้น เกาะเซนต์จอห์นเพิ่งกลายเป็นดินแดนของสหรัฐฯ ได้ 37 ปี ประชากร 90% ของเกาะที่มีราว 800 คน เป็นลูกหลานของอดีตทาส ที่ผู้ปกครองชาวเดนมาร์กลักพาตัวมาจากทวีปแอฟริกา เพื่อทำงานในสวนน้ำตาลและไร่ฝ้าย อาคารใหญ่สุดบนเกาะเวลานั้น คือกระท่อมขนาดหนึ่งชั้นสีเหมือนขนมปังขิง

“เหตุผลที่พวกเขาเลือกเซนต์จอห์น เพราะมันห่างไกลมาก” เดวิด ดับเบิลยู ไนท์ นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นซึ่งครอบครัวของเขาเป็นเพื่อนที่ดีกับครอบครัวออปเพนไฮเมอร์ และเป็นคนช่วยดูแลกระท่อมตอนที่ไม่มีคนอยู่ กล่าว

“ไม่มีใครมารังควาน ไม่มีใครรู้จักหรือสนใจเขา มันเป็นสถานที่ที่ยอดเยี่ยมเพื่อหลบซ่อน และทำให้เขากลายเป็นบุคคลนิรนาม มันง่ายแค่นั้นเลย”

ไม่เพียงแต่การปลีกวิเวกเท่านั้น “การหลบหนีครั้งใหญ่” ของออปเพนไฮเมอร์ ยังดูแล้วตอบโจทย์ชีวิตในเวลานั้นของเขาด้วย เพราะการถูกต้องสงสัยว่ามีสายสัมพันธ์กับคอมมิวนิสต์ในช่วงทศวรรษที่ 1950 ทำให้เอฟบีไอดักฟังเสียงสนทนาในบ้านที่รัฐนิวเจอร์ซีของเขา แต่ “เอฟบีไอพบว่า มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสังเกตการณ์ออปเพนไฮเมอร์เวลาเขาอยู่ที่เกาะเซนต์จอห์น”

ไนท์ ชี้ว่า การเลือกเกาะเซนต์จอห์นของออปเพนไฮเมอร์ อาจเป็นการแสดงจุดยืนต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ด้วย “พ่อแม่ผมมักบอกว่า เหตุผลที่ออปเพนไฮเมอร์เลือกหมู่เกาะเวอร์จิน เพราะเขาเชื่อว่า... มันจะเป็นสถานที่สุดท้ายแห่งหนึ่งของโลกที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตนิวเคลียร์”

ในปี 1955 ครอบครัวออปเพนไฮเมอร์ ซื้อที่ดินบนอ่าวฮอคส์เนสต์ เบย์ เพื่อสร้างกระท่อมหลังเล็กบนชายหาด เบิร์ดเขียนว่า “ส่วนที่อ่อนโยนที่สุดของโรเบิร์ต ปรากฏขึ้นบนเกาะเซนต์จอห์น” นักฟิสิกส์ผู้สร้างระเบิดนิวเคลียร์ เขียนบนกลอนบนโต๊ะที่หันหน้าไปทางอ่าว เขาและภรรยาใช้เวลาหลายวันล่องเรือไปกลับระหว่างสหรัฐฯ และหมู่เกาะเวอร์จิน

ในเดือน ก.ย. ของแต่ละปี ทั้งคู่จะส่งบัตรเชิญไปยังผองเพื่อน เพื่อเชิญมาที่เกาะเพื่อร่วมงานเลี้ยงปีใหม่ ซึ่งเสิร์ฟอาหารจำพวกสลัดล็อปสเตอร์และแชมเปญ โดยจ้างวงดนตรีท้องถิ่น บรรเลงเพลงที่ออปเพนไฮเมอร์ จะเต้นรำบนชายหาด พร้อมเชิญชวนแขกดูสิ่งต่าง ๆ บนเกาะ

อดีตเพื่อนคนหนึ่งของออปเพนไฮเมอร์ บอกเบิร์ดว่า “ออปเพนไฮเมอร์เป็นชายที่อ่อนโยนและใจดีที่สุดที่ฉันเคยพบ ฉันไม่เคยรู้จักใครที่แทบไม่แสดงเจตนารมณ์ไม่ดีต่อผู้อื่นเลย”

แต่ออปเพนไฮเมอร์ก็ยังมิอาจหนีจากสิ่งที่เขาได้เห็นและเคยกระทำได้ เพราะเย็นวันหนึ่งในปี 1961 เบิร์ดเขียนว่า เพื่อนคนหนึ่งของออปเพนไฮเมอร์ไปว่ายน้ำ แล้วจับเต่ากระได้ตัวหนึ่ง เขานำมันกลับมาและบอกว่าอยากทำมันเป็นอาหาร “โรเบิร์ตร้องขอชีวิตเต่าตัวนั้น โดยบอกทุกคนว่า ‘มันทำให้เขาหวนนึกถึงความทรงจำที่เลวร้ายถึงสิ่งที่เกิดกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ภายหลังการทดสอบระเบิดปรมาณูครั้งแรกในรัฐนิวเม็กซิโก’”

6 ปีต่อมาในปี 1967 ออปเพนไฮเมอร์เสียชีวิตจากโรคมะเร็งกล่องเสียง ด้วยวัย 62 ปี และตามที่เขาร้องขอไว้ก่อนตาย ภรรยาของเขาได้นำอัฐิไปโปรยที่เกาะเล็กจิ๋วชื่อ คาร์วัล ร็อค ที่เขามักจะมองชมจากกระท่อม ต่อมาในปี 1972 คิตตี้ ภรรยาของเขาก็เสียชีวิต และมีการนำอัฐิของเธอไปโปรยยังจุดเดียวกัน

ลูกสาวของทั้งคู่ โทนิ เป็นโรคซึมเศร้า แต่เธอรักเกาะแห่งนี้มาก โดยในปี 1977 เธอฆ่าตัวตายบนชายหาดที่พ่อของเธอสร้างกระท่อมไว้ ทิ้งไว้เพียงกระดาษข้อความบนเตียง เพื่อยกบ้านและที่ดินผืนนี้ให้กับ “ประชาชนแห่งเซนต์จอห์น”

เอลเลียต สไตน์ ผู้สื่อข่าวสายการเดินทางของบีบีซี เดินทางมาที่เกาะนี้ครั้งแรกในปี 2003 กระท่อมและที่ดินของออปเพนไฮเมอร์ ยังคงเปิดให้ใช้งานสำหรับ “ประชาชนแห่งเซนต์จอห์น” แต่ภายในกระท่อมนั้น มีการมุงด้วยแผ่นกระดานและทิ้งร้าง

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ลมกระโชกแรงได้พัดกระท่อมลงไปยังทะเลในที่สุด แต่ก็มีการสร้างศูนย์ชุมชนขึ้นมาแทนที่ โดยเพื่อน ๆ ของสไตน์เล่าว่า ผู้คนสามารถเช่าสถานที่เพื่อปิกนิก หรือจัดพิธีแต่งงานได้

“มันง่ายมากที่จะนั่งบนชานบ้าน และมองออกไปเห็นในสิ่งที่ออปเพนไฮเมอร์เคยได้สัมผัส” แอนเดรีย มิลัม ผู้สื่อข่าวประจำเกาะเซนต์จอห์น ของหนังสือพิมพ์เวอร์จินไอส์แลนส์ เดลี กล่าว

“อ่าวแห่งนี้คงนำความสงบและความเงียบมาสู่ชีวิตของออปเพนไฮเมอร์ ในห้วงเวลาที่เขาต้องการหนีจากน้ำหนักของสิ่งหนักอึ้งที่เขาได้กระทำต่อโลก”