รู้จักดาวหางทรีไอ/แอตลาส (3I/Atlas) ที่จุดกระแสทฤษฎี "ยานแม่ของมนุษย์ต่างดาว"

    • Author, เอลเลน ซาง
    • Role, บีบีซีเวิลด์เซอร์วิส

นักวิทยาศาสตร์แทบทั้งหมดเห็นตรงกันว่ามันคือดาวหาง แต่นั่นไม่สามารถหยุดกระแสคาดเดาเกี่ยวกับการมาเยือนของเอเลียนและแนวคิดจุดจบของมนุษยชาติที่แพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวางได้

ทรีไอ/แอตลาส (3I/Atlas) เป็นวัตถุระหว่างดวงดาว (interstellar object) ที่มาจากนอกระบบสุริยะซึ่งถูกค้นพบเป็นลำดับที่ 3 ด้วยเหตุนี้ชื่อของมันจึงขึ้นต้นด้วย "3I"

มันต่างจากดางหางส่วนใหญ่ที่เรารู้จักซึ่งโคจรรอบดวงอาทิตย์ เส้นทางและความเร็วของดาวหางแอตลาสบ่งชี้ว่ามันมาจากที่อื่นในกาแล็กซีของเรา และกำลังบินผ่านมาให้เห็นเพียงครั้งเดียว ก่อนจะจากไปจากละแวกบ้านของเราในช่วงต้นปีหน้า

คุณลักษณะบางประการของมันทำให้ ศ.อาวี โลเอบ นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด รวมถึงสื่อหลายสำนักและผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์จำนวนมาก กำลังคิดว่ามันอาจเป็นสิ่งประดิษฐ์

อีลอน มัสก์ ก็ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้แต่ คิม คาร์ดาเชียน ดาราเรียลลิตีของสหรัฐอเมริกาก็ยังโพสต์บนเอ็กซ์ (X) ว่า "เดี๋ยวนะ... เรื่องของ 3I Atlas คืออะไร?!?!!!!!!!?????"

ทว่า องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือ องค์การนาซา รวมถึงนักดาราศาสตร์ส่วนใหญ่ยืนยันอย่างชัดเจนว่า จากการสังเกตการณ์ทั้งหมดจนถึงตอนนี้ สามารถอธิบายได้ว่าดางหางแอตลาสเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเอเลียนแต่อย่างใด

รู้อะไรเกี่ยวกับ 3I/Atlas แล้วบ้าง ?

3I/Atlas ถูกพบครั้งแรกในเดือน ก.ค. ปี 2025 โดยกล้องโทรทรรศน์แอตลาสในชิลี ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากองค์การนาซา และมันก็สร้างความตื่นเต้นให้แก่นักดาราศาสตร์ทั่วโลกนับตั้งแต่นั้นมา

"เราน่าจะเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่เดือน แล้วหลังจากนั้นเราก็จะไม่มีโอกาสเห็นวัตถุนี้อีกเลย" คริส ลินตอตต์ ศาสตราจารย์ด้านดาราศาสตร์ฟิสิกส์แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด สหราชอาณาจักร กล่าว

"ดังนั้นเราจึงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ภายในห้วงเวลาที่เหลืออยู่"

รายงานบางชิ้นระบุว่า ดางหาวแอตลาสมีขนาดเท่ากับเกาะแมนฮัตตันในนครนิวยอร์ก แต่การวัดด้วยกล้องโทรทรรศน์ฮับเบิลขององค์การนาซาเมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ชี้ว่ามันอาจมีเส้นผ่านศูนย์กลางกว้างสุดได้ถึง 5.6 กิโลเมตร หรือไม่ก็เล็กสุดเพียง 440 เมตร

องค์การนาซากล่าวว่ามันพุ่งผ่านอวกาศด้วยความเร็วราว 61 กิโลเมตรต่อวินาทีตอนที่ถูกค้นพบ

3I/Atlas มาจากไหน ?

นักดาราศาสตร์เชื่อว่า 3I/Atlas ก่อตัวขึ้นในช่วงกำเนิดของระบบดาวที่อยู่ห่างไกล และเดินทางผ่านอวกาศระหว่างดวงดาวมานานหลายพันล้านปีแล้ว

มันอาจเป็นดาวหางที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่เรารู้จัก โดยการศึกษาหนึ่งระบุว่ามันอาจมีอายุมากกว่า 7 พันล้านปี ซึ่งหมายความว่ามันเกิดก่อนระบบสุริยะของเรา ซึ่งเพิ่งถือกำเนิดเมื่อ 4.6 พันล้านปีก่อน

"นั่นหมายความว่ามันบอกเราได้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นในช่วงแรกของประวัติศาสตร์กาแล็กซี" ศ.ลินตอตต์ กล่าว

ดาวหางดวงนี้มาจากทิศทางของกลุ่มดาวคนยิงธนู ซึ่งเป็นตำแหน่งศูนย์กลางของกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรา

3I/Atlas โคจรผ่านหลังดวงอาทิตย์ในเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งในตอนนั้นยังมองไม่เห็นจากโลก เลยทำให้เกิดทฤษฎีต่าง ๆ ว่าวัตถุระหว่างดวงดาวนี้กำลัง "ซ่อนตัว"

ทว่า ยานสำรวจอวกาศหลายลำได้ติดตามดาวหางดวงนี้ และมันถูกตรวจพบอีกครั้งด้วยกล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นดิน

ร้อนมากขึ้นเมื่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์

เมื่อดาวหาง 3I/Atlas อุ่นมากขึ้นเมื่อเดินทางเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ มันแสดงให้เห็นความเร็วที่ไม่ข้องเกี่ยวกับแรงโน้มถ่วง เนื่องจากมันเคลื่อนที่เร็วเกินกว่าที่แรงโน้มถ่วงเพียงอย่างเดียวจะอธิบายได้

ศ.โลเอบ ตั้งข้อสันนิษฐานว่า อาจมี "เครื่องยนต์จรวดเชิงเทคโนโลยี" ขับเคลื่อนมันอยู่ นี่ทำให้พาดหัวข่าวและมีม (meme) เกี่ยวกับยานแม่ของเอเลียนแพร่กระจายไปทั่วอินเทอร์เน็ต

แต่ ศ.ลินตอตต์ อธิบายว่า นักวิทยาศาสตร์หลายคนที่เชี่ยวชาญด้านการวัดดาวหาง เห็นว่าการเร่งความเร็วของมันนั้นอยู่ในขอบข่ายของสิ่งที่เรียกว่า "การคายก๊าซ"

นี่คือปรากฏการณ์ที่วัสดุบางส่วนในดาวหางที่กำลังอุ่นขึ้น ถูกเปลี่ยนจากน้ำแข็งกลายเป็นก๊าซ และปล่อยกลุ่มเมฆและฝุ่นพุ่งออกมาซึ่งทำหน้าที่เหมือนเครื่องขับดัน

และที่จริงแล้ว ดูเหมือนว่า 3I/Atlas จะมีความเคลื่อนไหวอย่างมาก

ฝุ่นที่ถูกปล่อยออกมาจากดาวหางโดยปกติจะสะท้อนแสง ทำให้มันสว่างขึ้นเมื่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ และดาวหาง 3I/Atlas ก็สว่างขึ้นอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ ยังมีข้อสันนิษฐานว่ามันได้เปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีน้ำเงิน ซึ่งกระตุ้นให้เกิดทฤษฎีเกี่ยวกับแหล่งพลังงานของเอเลียน

นักดาราศาสตร์ยังคงพยายามหาคำตอบว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น แต่ก็บอกด้วยว่ายังมีคำอธิบายตามธรรมชาติอยู่มากมาย

การสว่างขึ้นอย่างรวดเร็ว "อาจบอกเราว่ามีน้ำแข็งใหม่จำนวนมากอยู่ที่นั่น" ศ.ลินตอตต์ กล่าว

กระทั่งว่าหากการเปลี่ยนสีเป็นเรื่องจริง และมันไม่ใช่เป็นแค่วัตถุตามที่มันถูกตรวจวัดตอนแรก แต่การเปลี่ยนสีของมันอาจบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางเคมีก็ได้

สิ่งที่เราต้องการจริง ๆ คือการหาว่าภายในดาวหางนี้ประกอบด้วยอะไร" ศ.ลินตอตต์ กล่าว

องค์ประกอบทางเคมีพิศวง

การทำความเข้าใจองค์ประกอบทางเคมีของ 3I/Atlas อาจบอกเราได้ว่าระบบดาวที่ก่อกำเนิดมันและอยู่ห่างไกลออกไปนั้น มีลักษณะอย่างไรเมื่อหลายพันล้านปีก่อน

จนถึงตอนนี้ กล้องโทรทรรศน์ตรวจพบคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมากบนดาวหางดวงนี้ และดูเหมือนว่ามันจะอุดมไปด้วยธาตุนิกเกิล ซึ่งเป็นข้อสังเกตที่ช่วยกระตุ้นแนวคิดเรื่องยานแม่ของเอเลียน เพราะชิ้นส่วนจำนวนมากของยานอวกาศของมนุษย์เองมักมีนิกเกิลเป็นส่วนประกอบ

ระหว่างการพูดคุยในรายการพอดแคสต์ชื่อว่า เดอะ โจ โรแกน เอ็กซ์พีเรียน (The Joe Rogan Experience) อีลอน มัสก์ ได้กล่าวทีเล่นทีจริงว่า ยานอวกาศที่ทำจากนิกเกิลทั้งหมดจะหนักมากจนสามารถ "ทำลายทวีปได้"

อย่างไรก็ตาม นิกเกิลก็ถูกพบในดาวหางดวงอื่น ๆ รวมถึงดาวหางระหว่างดวงดาวอย่าง ทูไอ/โบรีซอฟ (2I/Borisov) ซึ่งถูกค้นพบในปี 2019

การมีนิกเกิลจำนวนมากอาจสะท้อนถึงสภาพแวดล้อมที่ดาวหาง 3I/Atlas ก่อตัวขึ้น หรือบางทีดาวหางนี้อาจถูกกระแทกด้วยรังสีอวกาศตลอดการเดินทางระหว่างดวงดาวอันยาวนาน ซึ่งอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีบนพื้นผิว ตามข้อมูลล่าสุดจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์

เดินทางห่างออกไป

หลังจากเดินทางผ่านดวงอาทิตย์ไปเมื่อปลายเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา ดาวหาง 3I/Atlas กำลังจะอำลาพวกเราในไม่ช้านี้

มันจะเข้าใกล้โลกที่สุดในวันที่ 19 ธ.ค. ที่จะถึงนี้ ที่ระยะปลอดภัย 270 ล้านกิโลเมตร ซึ่งไกลจากเรามากกว่าดวงอาทิตย์เกือบสองเท่า

หอดูดาวทั้งในอวกาศและบนพื้นโลกหลายแห่งหวังว่าจะตรวจวัดดาวหางดวงนี้เพิ่มเติม และแม้แต่นักดาราศาสตร์สมัครเล่นก็สามารถมองเห็นมันได้ด้วยกล้องโทรทรรศน์ขนาด 8 นิ้ว

จนถึงปัจจุบัน เราได้เห็นดาวหางระหว่างดาวเพียงสามดวงเท่านั้น ทำให้เรายังต้องศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับนักเดินทางโบราณเหล่านี้อีกมาก

"เราคิดว่ามีวัตถุแบบนี้เป็นพันล้านล้านล้านชิ้นในกาแล็กซีของเรา และจนถึงตอนนี้ เราพบเพียงสามดวง" ศ.ลินตอตต์ กล่าว

"ดังนั้นมันยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่านี่เป็นสิ่งผิดปกติหรือไม่"

ด้วยกล้องโทรทรรศน์ทรงพลังรุ่นใหม่อย่างหอดูดาววีรา รูบิน (Vera Rubin Observatory) ในชิลี นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์ผู้นี้คาดหวังว่าเราจะพบวัตถุเช่นนี้อีกหลายสิบดวงในทศวรรษหน้า

"จากนั้นเราจะสามารถบอกได้ว่าดาวฤกษ์ประเภทใดก่อกำเนิดดาวเคราะห์ และองค์ประกอบใดที่พบได้ทั่วไป และบางทีเราจะเข้าใจมากขึ้นว่าระบบสุริยะของเราอยู่ตรงไหนในภาพรวม" เขากล่าว